ARCHITECTURE DTALK

“พหลไชย เปรมใจ” กับมุมมองความพอดีในการออกแบบสถาปัตยกรรม

“พื้นถิ่นมันไม่ใช่แค่งานไม้ไผ่ พื้นถิ่นมันคือวิถีชีวิตของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติได้ เราอาจจะเรียกภูมิปัญญา แต่จริงๆคือการแก้ปัญหาด้วยสิ่งรอบตัว และความเข้าใจของตัวเอง”

“พอดี” คำจำกัดความของความเหมาะสมที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด จำนวน ที่ไม่มากเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป แต่หากพูดถึงเรื่องสถาปัตยกรรม ความพอดีจะออกมาในรูปแบบใดได้บ้าง วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘คุณทอม-พหลไชย เปรมใจ’ เจ้าของบริษัทสถาปนิกพอดีหรือ PO-D Architects ที่จะมาถ่ายทอดมุมมองความคิดแบบพอดีๆในงานสถาปัตยกรรม และโปรเจ็กต์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่น่าสนใจ อย่างหอน้ำในเทศกาล Wonderfruit และสถาปัตยกรรมภายในจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ มาเล่าสู่กันฟัง

Dsign Something: อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ?

คุณพหลไชย: จริงๆมันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษ อาจารย์ที่สอนเขาจะเริ่มให้ศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ซึ่งแต่ละงานพื้นถิ่นของแต่ประเทศมีความเหมือนกัน คือต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจธรรมชาติก่อน และเข้าใจว่าตัวเราจะเข้าไปอยู่อย่างไร มันทำให้ผมเริ่มฉุกคิด และสนใจในตัวสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น พอกลับมาที่ไทยได้ทำงานในโปรเจ็กต์จิม ทอมป์สัน เลยยิ่งสนุก บวกกับมีทำเวิร์คชอปในภาคอีสาน ไปดูชาวเขา ผมเห็นความงามของการใช้ชีวิต ทุกอย่างที่สร้างขึ้นมีคำตอบและเหตุผลทั้งหมด เลยเริ่มศึกษาเรื่อยๆมาจนถึงตอนนี้

งาน ‘Wonderfruit’ ที่ทาง PO-D ออกแบบ Water tower หรือตัวดักน้ำค้างในรูปแบบของหอคอย ซึ่งนอกจากดักน้ำแล้วยังให้ความสนุกและประสบการณ์ใหม่ๆไปพร้อมกัน ในรูปแบบของโครงสร้างไม้ไผ่ที่ถอดแบบจากดอกไม้ เนื่องจากต้องการให้เชื่อมโยงกับชุมชน ทั้งในแง่ความเชื่อ และภูมิปัญญาพื้นถิ่น

“พื้นถิ่นมันไม่ใช่แค่งานไม้ไผ่ พื้นถิ่นมันคือวิถีชีวิตของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติได้ เราอาจจะเรียกภูมิปัญญา แต่จริงๆคือการแก้ปัญหาด้วยสิ่งรอบตัว และความเข้าใจของตัวเอง พอเราไปเมืองที่ไม่ใช่สถาปนิกเป็นผู้สร้าง ทุกอย่างมันอยู่นอกกฏเกณฑ์ของการก่อสร้าง แต่อยู่ในกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ”

ช่วงหลังที่ผมใช้ไม้ไผ่บ่อยๆ เพราะบางอย่างมันตอบโจทย์งานของเราด้วย อย่างการจะทำฟอร์มโค้ง หรือว่าการจะทำรูปทรงที่เป็นไปได้ดั่งใจได้ระดับหนึ่งต้องทำความเข้าใจกับไม้ไผ่ก่อน ว่าบิดได้แค่ไหน อยากบิดมากกว่านั้นต้องเพิ่มอะไรเข้าไป เหมือนพอเราใช้มัน เราก็จะเริ่มเข้าใจมันมากขึ้นทีละนิด

ในทุกๆปี PO-D จะเป็นผู้คิดธีม เก็บข้อมูล ออกแบบ และสร้างสรรค์งานภายในจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่พื้นที่โล่งๆยังไม่ได้สร้างอะไร จนถึงทุกวันนี้ ส่วนในงานปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 8 ธ.ค. 2561 – 2 ม.ค. 2562

ศาลาธรรม บ้านลอยลม

Dsign Something: คิดว่าระหว่างออกแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ต้องเข้าใจธรรมชาติ กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีเรื่องระยะเวลาในการก่อสร้าง อะไรยากง่ายกว่ากัน?

คุณพหลไชย: ยากง่ายเท่ากัน เพราะว่าจริงๆการออกแบบมันคือ “การเข้าใจมากกว่า” ไม่เพียงแต่ตัวสถาปัตยกรรมหรือวัสดุ แต่ยังต้องเข้าใจผู้ใช้งานด้วย อย่างการออกแบบไม้ไผ่ที่ทำอยู่มันอาจจะง่ายขึ้นก็ได้เพราะเราทำความเข้าใจกับมันบ่อย ความยากง่ายมันเลยไม่ได้อยู่ที่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นหรือสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แต่มันยากตรงที่ ‘จุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ตรงกัน’

Dsign Something: ความหมายของคำว่า‘พอดี’ ในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเป็นอย่างไร?

คุณพหลไชย: พอทำงานมาสักระยะหนึ่ง เรารู้สึกว่า ‘ความพอดี’ มันควรมีในการออกแบบอยู่แล้ว อย่างงานที่มีทั้งผู้ออกแบบและผู้ใช้งาน มันต้องพอดีกันครึ่งหนึ่ง ทันทีที่งานออกมาตามใจผู้ออกแบบเลย ผู้ใช้งานก็จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่งานของเขา เราต้องทำความเข้ากันอย่างพอดีก่อน เข้าใจว่าออกแบบอะไร เข้าใจเรื่องของเวลา ธรรมชาติ อากาศ มันถึงจะเติมเต็มสถาปัตยกรรมนั้นให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด

โฮมออฟฟิศ ‘สถาปนิกพอดี’ และทีมออกแบบ

Dsign Something: งานออกแบบในสไตล์ของ PO-D (พอดี) เป็นอย่างไร?

คุณพหลไชย: เราทำงานแบบไม่มีสไตล์ เราไม่ใช้สไตล์เป็นจุดเริ่มต้น เพราะการออกแบบมันจะถูกจำกัดก่อนตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มออกแบบเลย มาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่าเราเป็นอย่างไร เดี๋ยวสไตล์ก็มาทีหลังเอง โดยเราเน้นที่เรื่องสิ่งที่พอดีกับลูกค้ามากกว่า เพราะงานที่เราออกแบบจะเป็นสิ่งที่อยู่กับลูกค้าไปตลอด

พื้นที่ทำงานชั้นล่างสุดของโฮมออฟฟิศสถาปนิกพอดี

Dsign Something: การออกแบบบ้านและออฟฟิศภายในพื้นที่เดียวกัน มีข้อดีอย่างไร?

คุณพหลไชย: มันเป็นเรื่องการใช้เวลาของแต่ละวัน อย่างตอนที่ผมอยู่ A49 บ้านผมอยู่ไกล คือการที่จะมาทำงาน มันค่อนข้างใช้เวลาทั้งไปและกลับ สมัยก่อนผมนั่งแช่ที่ออฟฟิศก่อนรอให้รถมันหายติด รวมแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงที่อยู่บนรถ มันก็บั่นทอนจิตใจเหมือนกัน ตอนเริ่มทำบ้านหลังนี้ที่เป็นโฮมออฟฟิศเอง ข้อดีก็คือมันง่ายที่จะใช้ชีวิตและสนุกกับงานได้เต็มที่กว่า แล้วผมชอบฟิลล์แบบต่างจังหวัด แต่ภรรยาอยากอยู่ในเมือง ซึ่งที่นี่มันก็ตอบโจทย์เพราะไม่พลุกพล่าน แต่ทำเลก็ยังเชื่อมต่อกับเมืองได้ง่าย

Dsign Something: การออกแบบบ้านให้ลูกค้า กับการออกแบบบ้านตัวเองอะไรยากหรือง่ายกว่ากัน อย่างไร?

คุณพหลไชย: ผมว่าเหมือนกัน อย่างลูกค้าบางทีเขาไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเขา แต่เขาเชื่อในสิ่งที่เราทำว่าคือสิ่งที่ใช่ ส่วนออกแบบงานตัวเอง บางทีเราก็เข้าใจตัวเอง บางทีเราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ช่วงอายุของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วย ยิ่งบ้านขนาดอยู่อาศัยแล้ว การออกแบบก็ยังไม่จบซะทีเดียว อย่างของผมด้านบนออกแบบมาอย่างเรียบๆ ขาวๆ แต่พอมีลูกปุ๊บ (หัวเราะ) เรียบๆ ขาวๆ คลีนๆ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว บันไดไม่มีราวกันตกเป็นไปไม่ได้ ของเล่นลูกต่างๆที่เพิ่มเติมเข้ามาเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เพราะมันคือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

Dsign Something: คิดว่าอาชีพ ‘สถาปนิก’ และ’อาจารย์สอนนักศึกษาสถาปัตย์’ได้ให้อะไรกับเราบ้าง?

คุณพหลไชย: ทั้งสองอย่างมีข้อดีเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ถ้าเราทำแล้วไม่มีความสุข มันจะทำได้ไม่ดี คือเหมือนทำแบบผ่านๆไป อย่างการทำงานเป็นสถาปนิกเราก็จะมีความสุขมากตอนที่ทำเสร็จแล้ว มีคนสามารถพูดแทนสิ่งที่เราคิดได้ แสดงว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ก็เหมือนกันกับการสอน ถ้ามีลูกศิษย์ทำในสิ่งที่เราสอนไป แสดงว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เราสอนเขา

“บางสถาปัตยกรรมที่เราทำ มันเหมือนกับเราเลี้ยงลูก ต้องเลี้ยงยังไงให้ดี สร้างให้มันดีแบบที่เราคิดว่ามันจะดี ตอนที่โตขึ้นหรือไปอยู่ที่อื่นแล้วเนี่ย เค้าดีในแบบของเขาเองตามที่เราคิดไว้ นั่นแหละคือสิ่งที่เรามีความสุขแล้ว”

Dsign Something: มองภาพอนาคตของ PO-D ไว้อย่างไรบ้าง

คุณพหลไชย: จริงๆเราชอบทำในสิ่งที่เรามีความสุขในระดับหนึ่ง เราจะเลือกงานที่ทำแล้วเป็นเรามากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วถ้าหากเรามีความสุข เราจะทำงานออกมาได้ดี แต่ถ้าถามเรื่องของอนาคต อนาคตของวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีหน้า มันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ มันคาดการณ์ยาก ผมว่าทำที่ทำอยู่ในตอนนี้ให้มันดีก่อน ให้มันมีความสุขก่อน  แล้วผลมันมักจะดีตามมาเอง..

0 comments on ““พหลไชย เปรมใจ” กับมุมมองความพอดีในการออกแบบสถาปัตยกรรม

Leave a Reply

%d bloggers like this: