“เส้นโค้งเป็นส่วนสำคัญในงานของผม เป็นแก่นสำคัญของบราซิล บริสุทธิ์และเรียบง่าย” -Oscar Niemeyer

หากถามถึงสถาปนิกยุคโมเดิร์นที่ทรงอิทธิพลและมีผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ ก็คงต้องพูดถึง Oscar Niemeyer สถาปนิกชาวบราซิลผู้นำเส้นโค้งที่ตนหลงใหลมาสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นจนหลายๆ คนขนานนามว่า ผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมของเขานั้นเป็นเสมือนอนุเสาวรีย์ของงานประติมากรรม และยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถาปนิก ผู้ขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมโมเดิร์นสมัยใหม่

Oscar Niemeyer สถาปนิกผู้มีคอนกรีตเป็นวัสดุคู่ใจ

Oscar Niemeyer เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1907 ในย่านเนินเขาของเมือง ริโอ เดจาเนโร ประเทศบราซิล และเข้าศึกษาสถาปัตยกรรมที่ National School of Fine Arts ก่อนที่เขาจะสำเร็จการศึกษาในปี 1934 เขาได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องทำงานของ Lúcio Costa ผู้นำขบวนการสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แห่งประเทศบราซิล

Museu Oscar Niemeyer (Museu do Olho) – Curitiba, Brazil

ในภายหลังเขาจึงได้ร่วมทำงานกับ Costa ตั้งแต่ปี 1937 จนถึง 1943 และได้มีโอกาสร่วมออกแบบอาคารกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณสุข ซึ่งหลายๆ คน มองว่าเป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นระดับมาสเตอร์พีซ การออกแบบในครั้งนั้นทำให้เขาได้รับอิทธิพลแนวคิดจาก Le Corbusier สถาปนิกชั้นครูผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการก่อสร้างในโครงการนั้น ก่อนจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ Le Corbusier ในเวลาต่อมา

International Cultural Centre – Asturias , Spain

Niemeyer และ Lúcio Costa เองมองว่าคอนกรีตเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเมืองบราซิลเลีย ทำให้เราสังเกตได้ว่าผลงานส่วนมากของ Niemeyer มักจะมีวัสดุหลักที่มาจากคอนกรีต แต่เป็นการนำคอนกรีตมาสร้างสถาปัตยกรรมด้วยวิธีการใหม่ๆ ทางโครงสร้าง ทำให้อาคารเหล่านั้นยังคงดูล้ำสมัยอยู่เสมอ หลายๆ คนจึงรู้จักเขาในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นผู้พังทลายข้อจำกัดของการใช้คอนกรีต เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมในรูปแบบใหม่ๆ ให้มีความสวยงามด้านสุนทรียศาสตร์อีกด้วย  

Cultural Complex of the Republic -Brasília, Brazil

เส้นสายโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์

“งานของผมไม่ใช่ ฟอร์มตามฟังก์ชัน แต่เป็น ฟอร์มตามความงาม แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น รูปฟอร์มต้องมีลักษณะของความเป็นผู้หญิง” -Oscar Niemeyer

ภาพ sketch ของ Oscar Niemeyer ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปร่างของผู้หญิง

ด้วยความหลงใหลในเส้นโค้ง จนกลายเป็นความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ให้ผู้คนจดจำ แท้จริงแล้วมีที่มาจากการทำงานออกแบบ ซึ่งเขามักจะมีโต๊ะทำงานที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติอย่างชายหาดหรือเนินเขา เพื่อนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเส้นสายในผลงานชิ้นต่างๆ หรือบางครั้งก็ได้แรงบันดาลใจจากรูปร่างของผู้หญิงอันเป็นที่รัก เช่น Niterói Contemporary Art Museum เส้นสายโค้งมนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกลียวคลื่นของมหาสมุทร และรูปร่างของผู้หญิง

Rio rocking chaise ภาพเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดย Oscar Niemeyer

ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งเท่านั้น Niemeyer ยังมีงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และงานประติมากรรม ที่ยังคงรูปแบบเส้นโค้งเอาไว้ จนเกิดเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของยุคโมเดิร์นที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

Alta armchair and ottoman ภาพเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดย Oscar Niemeyer

Cathedral of Brasilia (1960)

ในยุคสมัยนั้น คริสตจักรมีความสำคัญอย่างมากในสังคม การออกแบบจึงต้องแสดงถึงความสำคัญและสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ Cathedral of Brasilia จึงกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานของ Niemeyer ที่นำไปสู่การยอมรับของเขาในฐานะสถาปนิกผู้ได้รับรางวัล Pritzker Prize อันทรงเกียรติในปี 1988


โครงสร้างของมหาวิหารบราซิเลียนี้ สร้างจากแท่งคอนกรีตหลักเพียง 1 แท่ง โดยแบ่งเสาคอนกรีตออกเป็น 16 แท่งด้านนอก ด้วยรูปทรงพาราโบลา ที่สูงทะยานนำไปสู่บนท้องฟ้าเป็นนัยว่าขึ้นสู่สวรรค์นั่นเอง ทำให้อาคารหลังนี้มีรูปทรงที่แปลกตา โดยพื้นที่ระหว่างเสาคอนกรีตทั้ง 16 แท่ง ถูกกรุด้วยหน้าต่างกระจกไฟเบอร์กลาสสิบหกชิ้นที่เสียบระหว่างเสาคอนกรีต


พื้นที่รอบวิหาร เราจะสังเกตเห็นเอกลักษณ์หนึ่งที่ Niemeyer มักจะใช้ในงาน ซึ่งก็คือ สระน้ำ (reflecting pool) ลึก 40 ซม. ที่ล้อมรอบหลังคาโบสถ์ ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้อากาศภายในวิหารนั้นเย็นลง โดยจะมีทางเข้าสำหรับผู้เยี่ยมชม และจะต้องผ่านอุโมงค์ใต้สระน้ำที่ค่อนข้างมืดเพื่อเข้าไปยังภายในโบสถ์ และเจอกับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่โปร่งและสว่างด้วยหลังคากระจก ที่มีเฉดสีต่างกันทั้ง สีฟ้า สีขาว และสีน้ำตาล

 Niterói Contemporary Art Museum (1996)

พิพิธภัณฑ์หน้าตาคล้ายจานบินที่ดูล้ำสมัยหลังนี้ ถือเป็นผลงานหนึ่งที่โด่ดเด่นของ Oscar Niemeyer ตั้งอยู่บนหน้าผาเหนืออ่าว Guanabara ในเมือง Niterói มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองริโอเดอจาเนโร ด้วยความสูง 16 เมตร  อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในฐานทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เมตรที่มีโครงสร้างเพื่อรองรับอาคารทั้งหลัง


รูปอาคารทรงกลมที่เราเห็น ครอบคลุมเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 50 เมตร ทำให้มีพื้นที่ภายในเกือบสองพันตารางเมตร ภายนอกเราจะเห็นเส้นโค้งคอนกรีตสีแดงขนาดใหญ่กลางแจ้งที่ลาดขึ้น เพื่อเชื่อมไปยังพื้นที่ภายในทั้งสองชั้น ซึ่งหากเข้าจากบริเวณชั้นแรก จะเป็นส่วนของแผนกต้อนรับและบริการ ส่วนบริเวณชั้นบนจะเป็นที่ตั้งของห้องโถงนิทรรศการกลางที่ล้อมด้วยกระจกโดยรอบ ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิศทัศน์ที่สวยงามของอ่าว Guanabara ได้อย่างรอบด้าน



ส่วนชั้นใต้ดิน ผู้เข้าชมจะพบกับหอประชุมสำหรับผู้ชม 60 คนและพื้นที่สำหรับร้านอาหารที่มีหน้าต่างเป็นแนวยาวตามแนวด้านหน้าอาคาร สามารถมองเห็นความงามของอ่าว Guanabara ได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อาคารหลังนี้จะสร้างมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เมื่อมองดูในยุคปัจจุบัน ก็ยังคงความล้ำสมัยได้อย่างน่าตื่นตา และยังคงแสดงจุดเด่นของ Niemeyer ทั้งเรื่องของเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์และ โครงสร้างคอนกรีตอันซับซ้อน



Oscar Niemeyer ถือเป็นสถาปนิกชั้นครูคนหนึ่งที่อุทิศตนให้กับวงการสถาปัตยกรรม ถึงแม้ผลงานที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของเขาจะอยู่ในประเทศบราซิล แต่สถาปัตยกรรมเหล่านั้นกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในยุคศตวรรษที่ 20 และสืบเนื่องมาถึงยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น ผลงานของเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับสถาปนิกรุ่นหลังอย่าง Norman Foster และควรค่าต่อการนำมาศึกษา เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นไป

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก:
Archdaily , npr.org , images.adsttc.com , newslizer , architectural-review

Avatar
Posted by:Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Leave a Reply