สถาปนิก…นอนกี่โมง?

มีเสียงร่ำลือหนาหูว่าการเป็นสถาปนิกนั้นแสนยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอน ทำงานยันสว่างกันหลายวันติด เป็นที่หวาดหวั่นของคนที่กำลัง(คิดที่จะ)ก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ไปตาม ๆ กัน… แล้วแท้จริงล่ะ สถาปนิกต้องมีตาแพนด้าทุกคนมั้ย วันนี้เราไปแอบถามสถาปนิกไทย 12 คนที่มีผลงานโดดเด่นและมีประสบการณ์ในวิชาชีพนี้มาแล้วนับ10 ปี ว่าเค้าทำงานอย่างไร แบ่งเวลายังไง และที่สำคัญ “นอนกี่โมง?”

แล้วคุณล่ะ นอนกี่โมงกันบ้าง บอกที…

ผศ.ธีรชัย ลี้สุรพลานนท์
อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมและการวางแผน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
   ก่อนอื่นขอแยกแยะระหว่างคำว่า “นอนดึก” กับ “อดนอน” ก่อนครับ
สองคำนี้ฟังผิวเผินอาจดูคล้ายกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่าง เพราะนอนดึก หมายถึง เข้านอนในเวลาที่ช้ากว่าวิถีของคนส่วนใหญ่ แต่อดนอน คือเวลานอนไม่เพียงพอ ดังนั้น การนอนดึก ก็ไม่จำเป็นต้องอดนอน เพราะมันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ ดังจะเห็นได้จากหลายองค์กรมีการปรับเปลี่ยนเวลาทำงานให้ตอบรับกับธรรมชาติของคนที่ทำงานในสายงาน เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากสังคมปัจจุบันยอมรับความหลากหลาย (Diversity) มากขึ้น มีการศึกษาวิจัยต่างๆมารองรับค่อนข้างมาก ทำให้ความเชื่อเดิมในสังคมหลายอย่างค่อยๆปรับเปลี่ยนไป (Paradigm Shift) ยกตัวอย่างเรื่องกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว ทั้งเรื่องการกิน และการนอน
   จริงหรือ?ที่คนเราทุกคนต้องรับประทานอาหารเช้า หรือถ้าทานอาหารไม่ตรงเวลาจะทำให้เป็นโรคกระเพาะ ซึ่งถ้าใครที่เคยหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Intermittent Fasting ก็จะพบว่าไม่จริง หรือเรื่องเวลาในการนอนที่เหมาะสมที่เราทุกคนเคยถูกปลูกฝังว่า ควรนอนตั้งแต่เวลาไหน ตื่นเวลาไหนจึงจะดีต่อร่างกาย เมื่อผมได้ฟัง Readery Podcast EP.82 ที่เล่าถึงหนังสือ “The Power of When” ของนักจิตวิทยาที่ชื่อว่า Michael Breus ก็ทำให้เข้าใจว่า คนที่ชอบทำงานตอนกลางคืน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะถ้าแบ่งมนุษย์ตามแรงขับในการนอนจะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท โดยเปรียบเทียบกับธรรมชาติการนอนของสัตว์ คือ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา โดย “หมี” คือกลุ่มที่มีมากที่สุดในสังคม (55%) ดังนั้นเวลาของสังคมส่วนใหญ่จึงตั้งไว้ตามเวลาการนอนของคนประเภทหมี
   คนทำงานด้านสถาปัตย์ ส่วนใหญ่เป็นประเภทหมาป่า?
   หมาป่า คือสัตว์ที่จะออกหากินในเวลากลางคืน การที่คนทำงานสายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มักอยู่ในกลุ่มคนประเภทหมาป่า หรือนกฮูก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเคยชินตั้งแต่สมัยเรียนที่ตอนกลางวันต้องเข้าเรียน และยังมีภารกิจที่หลากหลายต้องทำ ต้องจัดการ ดังนั้นเวลาที่จะได้ใช้ความคิด ได้จดจ่อกับงานที่ต้องทำส่งอาจารย์จึงอยู่ในช่วงเย็นเป็นต้นไป โดยมีสิ่งที่เป็นเสน่ห์ในการทำงานเวลากลางคืน คือ ความเงียบสงบ จนบ่อยครั้งก็เลยเถิดถึงเช้า ไม่ได้นอน แต่ก็ต้องเข้าเรียนภาคเช้าเสียแล้ว ก็ทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง การทำงานของสถาปนิก มีความจำเป็นที่จะต้องประสานงานกับคนหลากหลายกลุ่มวิชาชีพ อีกทั้งต้องแบ่งเวลาให้กับคนในครอบครัว ปัจจัยรอบตัวต่างๆเหล่านี้ ทำให้เราไม่สามารถยึดเวลาของเราเป็นหลักได้ตลอด และเมื่อเติบโตขึ้น หน้าที่ความรับผิดชอบของเรามักจะเริ่มปรับเข้าสู่โหมดของการคิดวิเคราะห์วางแผนมากขึ้น ผนวกกับสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปตามวัย แต่ละคนจึงจำเป็นต้องหาสมดุลในชีวิตของตนเองให้เจอ
   ดังนั้น การนอนดึก จึงอาจไม่ใช่ปัญหา ถ้าเรารู้ศักยภาพของร่างกายเราว่าจะมีประสิทธิภาพในการทำงานตอนกลางคืนได้ดี เราอาจต้องใช้ศักยภาพในช่วงเวลานั้นให้เป็นประโยชน์ที่สุด และถ้าเราอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นคนประเภทเดียวกัน การจัดการชีวิตของเราก็จะง่ายขึ้น แต่การอดนอนต่างหากที่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ ซึ่งต้องใช้การวางแผนการทำงานที่ดี เพื่อทำให้เราไม่ต้องอดนอน ฝึกกลั่นกรองสิ่งที่ไม่สำคัญออกจากชีวิตบ้าง และต้องเคารพเวลาของผู้อื่น

ประพันธ์ นภาวงศ์ดี
Shma Company Limited
   อาชีพสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยทั้งความรู้เฉพาะทางบวกกับความรู้รอบด้านผสานกับความคิดสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ มันจึงต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะความชำนาญในการทำงานในช่วงเริ่มต้นการทำงานใหม่ๆที่ค่อนข้างมากจริงๆ ในจุดนี้มันก็คงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยว่ามีมุมมองที่สนุกไปกับมันได้แค่ไหน แต่ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิตที่จะกำหนดความสามารถในการเติบโตในอนาคต ได้มากๆ อย่างไรก็ตามทักษะในการวางแผนงาน การตัดสินใจ และการนำเสนอผลงานที่ดี ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำที่เป็นภาพจำของน้องๆหลายคน และในระยะยาวๆเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นเราก็จะสามารถบริหารจัดการเวลาให้กับสิ่งสำคัญในชีวิตด้านต่างๆของแต่ละคนเข้าสู่จุดสมดุลของมันได้เองแหละ
   เอาจริงๆแล้วคิดว่าสิ่งที่ทำให้ต้องนอนดึกจริงๆแล้วเป็นกิจกรรมหลังเลิกงานมากกว่า เพราะปัจจุบันมีโลก ออนไลน์ที่ดึงเวลาเราไปมาก เพราะฉะนั้นการบริหารเวลาหลังเลิกงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้มีเวลานอนที่เพียงพ
และในยุค Disruption ที่อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราก็คงต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับการเพิ่มพูนความรู้กันไปตลอดเส้นทางของชีวิตครับ

เอกภาพ ดวงแก้ว
EKAR
   “สถาปนิกไม่ใช่วิธีการทำอาชีพ แต่เป็นวิถีการใช้ชีวิตมากกว่า สถาปัตยกรรม และ งานมันเป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิต สำหรับผม การนอนดึก หรือการอดนอน มันแค่ผลของการจัดสรรเวลารูปแบบนึง ที่เหมาะสม กับช่วงเวลาชีวิตช่วงเวลานึ
แต่เหตุของมันที่แท้จริงแล้วคือการทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการการออกแบบ กับสถาปัตยกรรมต่างหาก
วิถีชีวิตของสถาปนิกที่ทุ่มเทกับงานที่กล่าวมานั้น นี่มันกินเวลาส่วนอื่น ๆ ในชีวิตไปมากแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเราทุ่มเทให้กับอะไรที่รัก มันก็แค่กินเวลาส่วนอื่นๆ ไปเท่านั้นเอง (เช่นเวลานอน) และเมื่อเราหาทางจัดสรรเวลารูปแบบเดียว มันเลยไปสรุปที่นอนดึกหรืออดนอน ซะอย่างงั้น
   ซึ่งมันอาจพอเหมาะพอดีกับช่วงเวลาในวัยรุ่น ที่ความรับผิดชอบชีวิต มีเพียงแค่ เรียน อย่างเดียว
ทีนี้ พอโตขึ้น มันก็ยังทุ่มเทเหมือนเดิม แต่แค่มันต้องรับผิดชอบกับเรืองอื่นๆ ด้วย แม้ว่าจะเป็นเรือ่งงานเหมือนกัน แต่มันกลับต้องมีงานตอนเช้าแบบเข้าประชุม หรือ คุยกับลูกค้า ที่เค้านัดเวลาเช้า หรือ การบริหารออฟฟิสออกแบบ ที่ต้องเข้างานให้ตรงเวลาบ้าง
ตอนเรียน อาจคิดว่า โปรเจค เสร็จแล้วมีปิดเทอมค่อยมีเวลาพัก
   แต่ “วิถีสถาปนิก” นั้น มันไม่มีวันหยุดอีกต่อไปหยุดแล้ว การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวในการใช้ชีวิตเป็นสถาปนิกออกแบบให้ได้มีประสิทธิดีภาพยาวนานที่สุด ก็คือ ต้องบาลานซ์ เวลาพักผ่อน เรือ่งส่วนตัว เรือ่งสุขภาพ เรือ่งการกิน การนอน การทำงาน สังคม ครอบครัว และทุกๆ อย่างให้ดีที่สุดด้วย ไม่งั้นจะกระทบในวันต่อ ๆ ไป ของอาชีพเรา อยากให้นึกถึงนักกีฬาอาชีพ ที่ต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดี มากพอๆ กับฝึกซ้อมให้หนัก เพื่อให้ลงสนามได้ 100% ที่สุด ใน 1 ฤดูกาล
แต่วิถีของอาชีพเรา 1 ฤดูกาลมันก็คือทั้ง 1 ชีวิตเท่านั้นเอง

ปองพล ยุทธรัตน์
เฮ็ด ดีไซน์สตูดิโอ
   ไม่เห็นด้วยเลยครับ สถาปนิกไม่จำเป็นต้องนอนดึกหรืออดนอน ความลับข้อนี้ก็เพิ่งจะมารู้ตั้งแต่มีลูกคนแรก (เมื่อ 9 ปีที่แล้ว) พอรู้ว่าจะมีลูกก็มีคนเตือนว่าพ่อแม่มือใหม่ว่าระวังตาคล้ำ 555 ต้องหาเวลาพักผ่อนเยอะๆ แล้วเราดันเป็นพ่อแม่ที่ทำงานสถาปัตย์ด้วย นอนดึกกับงานแถมต้องมาดูแลลูกน้อยอีก ไปกันใหญ่เลยทีนี้ เลยต้องมาจัดการเวลาตัวเองใหม่ แบ่งเวลาออกเป็น 3 ก้อนหลักๆ คือเวลาเลี้ยงลูก เวลาทำงาน และเวลาส่วนตัว วิถีของการทำงานเลยเปลี่ยนไปนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา คือทำงานเกือบจะตามเวลาราชการเลย เข้า 9 โมง เลิก 6 โมง และค้นพบว่าคุณภาพชีวิตดีมากๆ หกโมงเย็นกลับบ้านและไล่น้องๆ ในออฟฟิศกลับบ้านด้วย แรกๆ ก็ไม่ชิน มีดึกบ้าง แต่หลังๆ ทุกคนก็ต้องจัดการเวลาของตัวเอง เพื่อให้ทันเวลาปิดออฟฟิศที่ผมวางไว้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่ต้องบริหารไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพงานหรือรายได้ แต่ต้องมีเรื่องคุณภาพชีวิตของทุกคนด้วย การได้มีเวลาส่วนตัว ได้ออกกำลังกาย ได้กินข้าวกับลูกเมีย ได้ปลูกต้นไม้ ได้นอน และตื่นมาทำงานอีกทีแบบสดชื่นๆ มันน่าจะดีกว่าอยู่แล้วแหละ ฟังดูเป็นอุดมคติมากๆ ครับ แต่มันคือการสร้างวินัยเรื่องเวลาจนเป็นกิจวัตรของพวกเราไปแล้ว

พัชระ วงศ์บุญสิน
POAR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd)
   เราเชื่อว่าการออกแบบ/สร้างสถาปัตยกรรมให้ดีต้องเข้าใจการใช้ชีวิตของคน และเข้าใจคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการเข้าและเลิกงานตรงเวลาจะเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ดังกล่าว ได้เจอประสบการณ์ต่างๆที่สามารถมาใช้ในงานได้ จริงๆเราลองมาทั้งสองแบบแล้วทั้งที่อดหลับอดนอนกับพยายามทำงานให้เร็วให้เสร็จในเวลา การนอนเต็มอิ่มจะให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายเท่า ตัวผมเองทำงานที่ออฟฟิสวันนึงประมาณ 4-5ชั่วโมง และทำงานที่บ้านอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมงที่บ้านในช่วงกลางคืน ไม่ได้อดหลับอดนอนมาหลายปีมากๆแล้วครับ

ไพทยา บัญชากิติคุณ
atom design
   มีทั้งนอนมาก-น้อย นอนค่ำ-เช้า ผสมกันไปมีหลายปัจจัย การจัดการเวลาเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในทุกสายอาชีพ แต่ไม่ใช่ว่าการนอนดึก นอนน้อย คือผลของการจัดการเวลาไม่ดี ขึ้นอยู่กับ life style แต่ละคน Work life Balance ก็มีนิยามแตกต่างกัน ทุกอาชีพมีวันที่หนักและวันที่เบาทั้งเหมือนกันและแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ คิดว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่งานที่ทำเป็นสิ่งที่เราทำได้อย่างมี Passion (ความรัก ความหลงใหล) และ Profession (ความเป็นมืออาชีพ) ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ บ่อยครั้งเวลาที่เรากำลังทำสิ่งที่เรารักเราสนใจและจดจ่ออยู่นั้น มันสนุกและคุ้มค่ามากกว่าการได้นอนตรงเวลาก็มีให้เห็นกันมากมาย แล้วก็หาเวลานอนชดเชยให้เหมาะสมเพราะการนอนเป็นสิ่งสำคัญ

ชุติ ศรีสงวนวิลาส
Black Pencils Stuido
   “อันนั้นน่าจะเป็นความคิดสมัยเรียนปริญญาตรีที่เคยมีความรู้สึกว่า “ทำงานไม่ทันตลอดเวลา” จึงทำให้คิดว่า ต้องเพิ่มเวลาในการทำงานของตัวเองให้มากขึ้นด้วยการนอนน้อยลง
   แต่พอเริ่มทำงานที่เป็นอาชีพแล้วการจัดการเวลามีความสำคัญมากสำหรับความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากเรา ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นอยู่ตลอด ถ้าเราจัดการเวลาของเราได้ ก็จะทำให้ผู้ที่ร่วมงานกับเราทำงานได้ง่าย ขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้นเวลาการทำงานปกติจึงอยู่ในเวลาการทำงานเป็นส่วนใหญ่ (working hours) ส่วนนอกเหนือเวลางาน เป็นเวลาที่จะเอาไว้คิดเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับงาน หรือใช้เวลาเพื่อเพิ่มเติมความรู้ เช่น การอ่าน หนังสือดูสารคดีหรือ ออกไปถ่ายรูป ซึ่งจะเป็นเวลาที่ใช้สำหรับการใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง (contempla;on) ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ก็จะค่อนข้างมีอิสระในการจัดการเวลาที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการทำงาน กับผู้ร่วมงานคนอื่น จะพยายามวางตารางเวลางานให้จบภายในวันจันทร์ถึง ศุกร์เพื่อที่จะได้มีเวลาส่วนตัว ในวันเสาร์อาทิตย์

ภราดร กู้เกียรตินันท์
P.O.P. studio
   ถ้าจะเปรียบเวลาหนึ่งวันเป็นเหมือนกับวัฏจักรชีวิต เวลากลางวันเป็นเวลาแห่งแสงสว่าง และพลังความเคลื่อนไหว ส่วนกลางคืนนั้นเป็นตัวแทนของความมืด สงบ เป็นเวลาที่ดำดิ่งสู่สมาธิ พลังแห่งความเงียบสงัดนั้นช่วยเปิดเผยตัวตนของเรา ปราศจากเสียงรบกวนที่มาแย่งซีนความโดดเด่นแห่งแรงบันดาลใจ ในความมืดยามราตรีนั้น หัวใจเรากลับสว่างไสว แสงจากโคมไฟเขียนแบบนั้นเหมือนกับการรวมพลังแสงของพลังคลื่นเต่าในการ์ตูนดรากอนบอล เหมือนใช้แว่นขยายรวบรวมแสงอาทิตย์ให้โฟกัสไปยังงานออกแบบที่อยู่ตรงหน้า จนบางครั้งแทบจะมอดไหม้เพราะไฟแรงเกินไป (ในคืนสุดท้ายก่อนส่งงาน) อย่างไรก็ตาม ความเงียบ มืด และความเย็น(จากเครื่องปรับอากาศ) ในเวลากลางคืนนั้น มักจะส่งเสริมสมาธิ และเปร่งประกายความคิดดีๆให้กับงานออกแบบของเราอยู่เสมอ นี่จึงคิดว่าเป็นสาเหตุให้สถาปนิกนักออกแบบต่างๆจึงหลงไหลกลิ่นแห่งราตรี
วิรัช ปัณฑพรรธน์กุล
Rice Popper Design Studio
   ความคิดเห็นคงไม่มีครับ เพราะแต่ละคนคงมีเงื่อนไขเวลาในการดำเนินชีวิตน่าจะต่างกันไป แต่ขอเล่าประสบการณ์ที่ประสบเจอเอง เมื่อสมัยก่อนก็อดนอนเหมือนที่คนอื่นพูดกันนะครับ ยิ่งสมัยยังไม่มีออฟฟิศ ทำงานเองคนเดียวนี่หนักเลย คือ เริ่มทำงาน 3 ทุ่ม ลากยาวไปถึง ตี 4 บ้าง เพราะมันเงียบมีสมาธิไม่มีใครกวนทำงานได้เยอะ บางวันเพลินเช้าแล้วค่อยนอนบ้าง ตื่น 11 โมง กินมื้อเที่ยงเป็นมื้อเช้า คือ พอมันทำประจำก็กลายเป็นชีวิตประจำวันปกติ อายุน้อยร่างกายยังแข็งแรงอยู่
   หลังจากมาสอนหนังสือเมื่อสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา ก็เริ่มปรับเวลาบางวันต้องตื่นเช้าขึ้นบางวันก็นอนไม่พอ จะนอนก็นอนไม่หลับ พอตารางชีวิตมันไม่สม่ำเสมอ ก็เริ่มรู้แล้วว่ามันทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ดีเพราะหลับในตอนรถติดบ้าง อ่อนเพลีย เวียนหัวประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ ร่างกายมันรวน เป็นภูมิแพ้หนักมาก เลยปรับตัวหลังจากนั้น ตอนทำงานออฟฟิศ และเปิดออฟฟิศนี่เป็นอะไรที่ดีขึ้นเลย เพราะคนอื่นต้องทำงานกับเรา ต้องจัดการเวลาร่วมกันตกลงกัน คือ พี่บอกเลยว่าไม่ได้กำหนดเวลาเข้างานแบบเป๊ะๆ ของานเสร็จตามเวลา และมีเวลาที่ทำงานร่วมกันมากน้อยแค่ไหน เพราะมีงานหลายส่วนที่ต้องทำงานเป็นทีม
   แต่หลังจากมีลูกปุ๊บ ออฟฟิศนี่ต้องปรับตัวหนักอีกรอบเพราะพี่ และภรรยา (สถาปนิกเหมือนกัน) มีแผนพาลูกไปเลี้ยงต่างจังหวัด เลยพยายามลอง WFH มานับจากนั้น นี่ก็เข้าปีที่ 4 แล้ว ก่อน WFH ช่วง Covid-19 กัน พวกเรามีความเชื่อเรื่องการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้ว่าเป็นจะน่าจะเป็นวิถีชีวิตของคนในอนาคต เพราะภรรยาเคยทำวิจัยเรื่องปัจจัยการย้ายตัวออกจากเมืองของคนในอนาคต ว่างาน ที่พักอาศัย ชีวิต มันจะมีปัจจัยเงื่อนไขในการตัดสินใจ ย้ายออกมาได้อย่างไร แล้วเราเลยตัดสินลองทำตามนั้นดู เพราะบ้านภรรยาที่อุดรธานีค่อนข้างมีปัจจัยเงื่อนไขครบตามงานวิจัย พอย้ายมาก็เริ่มชีวิตเปลี่ยนไปแบบสุดขั้วเลย ความเครียด การนอนดีขึ้นมาก ไม่ต้องคิดวางแผนการเดินทาง ไมเกรน ภูมิแพ้หายไปเลย ก็เลยค่อยๆ ปรับตัวมากขึ้นจากนั้น ส่วนทุกวันนี้ตารางชีวิตประจำวันไม่ค่อยแน่นอนแต่ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ ที่ลองลิสไว้ใน Timeline แต่ไม่ใช่ตารางตอนเป็นพ่อลูกอ่อนนะ
อนนท์ จิตรานุเคราะห์
ACA Architects
   “ผมมองว่ามันอยู่ที่การวางแผนงาน และการจัดการของเรามากกว่า การที่อยากให้งานออกมาดี เราจะให้เวลากับงานมากขึ้น แต่ก็ต้อง balance เวลาการทำงานและเวลาใช้ชีวิตด้วย เพราะงานที่ดีเกิดจากการสร้างสรรค์ “ด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่ดี”
บดินทร์ พลางกูร
CONTEXT STUDIO
   “ส่วนตัวคิดว่าการเป็นสถาปนิก ไม่จำเป็นต้องอดนอนตลอดเวลาครับ ถ้าเรารู้จักบริหารเวลาให้ถูกต้อง โดยเริ่มวางแผนงานตั้งแต่วันที่เราได้รับมอบหมายงาน ว่าต้องส่งงานให้ลูกค้า /อาจารย์ วันไหน มีเวลาทำงานกี่วัน และจะบริหารเวลาที่มีอยู่ยังไง ใช้เวลาทำ Concept กี่อาทิตย์ ใช้เวลาทำ 3D renderings กี่อาทิตย์ ใช้เวลาทำแบบก่อสร้างกี่อาทิตย์
   ส่วนตัวผมชอบทำงานออกแบบตอนกลางคืน เพราะบรรยากาศที่เงียบ มีสมาธิทำงานได้ลื่นไหล ปราศจากสิ่งรบกวนต่างๆ หรือไม่ต้องรับโทรศัพท์ขัดจังหวะการทำงาน
เผดิมเกียรติ สุขกันต์
Studiomiti
   ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครที่อยากจะทำร้ายตัวเองด้วยการนอนดึก
แต่น่าจะเป็นเพราะงานของสถาปนิก เป็นงานที่ต้องใช้ความคิด และจินตนาการ เพื่อที่จะแก้ปัญหาการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นแต่ละโปรเจ็คจึงมีการค้นคว้า และทดลองหาความเป็นไปได้ในหลายๆวิธีการ จึงทำให้ใช้เวลาไปกับส่วนนี้เยอะ
อีกทั้งยังมีช่วงเวลาที่ต้องทำ product ซึ่งก็ประกอบกันหลายส่วน ทั้งทำแปลน ภาพทัศนียภาพ รูปตัด ซึ่งยังต้องมีการปรับแก้ไข ให้ตรงกับความคิดแรก นั่นเลยเป็นผลให้สถาปนิก มีเวลาพักผ่อนที่น้อยลง
แต่ทั้งนั้น ขึ้นอยู่ที่การเรียนรู้ ประสบการณ์ และการพัฒนาตัวเองของสถาปนิกแต่ละท่านด้วย เพื่อที่จะสามารถจัดการเวลาให้ดี โดยที่มีพักผ่อนเพียงพอกับตัวเองได้อย่างไร ส่วนใหญ่เข้านอนเวลา ก่อนเที่ยงคืน และหลับประมาณ 00.30
ส่วนตัวพยายามจะนอนให้ได้ 7 ชั่วโมงต่อวัน เป็นอย่างน้อย และพยายามไม่โหมทำงานหนัก แต่วางแผนให้ทำงานให้ได้ประสิทธิภาพทุกวันเป็นประจำ
***ออฟฟิศของมิติ อยู่ในโซนรถติด จึงมีเวลาให้น้องเดินทางโดยเริ่มทำงานสายหน่อย แต่เลิกค่ำ เพื่อเลี่ยงรถติด

คิดเล่น เป็นงาน : ชีวิตหลังความเต็คของ คุณเหว่ง – ภูศณัฏฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ เจ้าของเพจ Little Monster

“ตอนนั้นพี่จบโปรเจ็คต์หนังการ์ตูนเก้าศาสตราที่อยู่กับมันมาสี่ปีครึ่ง มันเป็นประสบการณ์การทำหนังแอนิเมชั่นสเกลที่ไม่เคยแตะมาก่อน สิ่งที่ต้องบริหารจัดการมันมีความเครียดอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่ตุ๊กมีลูก แล้วเราไม่ค่อยมีเวลาเจอลูกเรา ตุ๊กเลยเริ่มทำเพจ Little Monster โดยมีพี่คอยเป็นที่ปรึกษา เป็นครีเอทีฟ และเซ็ตอัพความเป็นบริษัทให้ตุ๊ก”

จากธุรกิจที่ พี่เหว่ง – ภูศณัฏฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ หรือ พ่อเหว่ง บอกกับเราว่าเป็นธุรกิจที่เสี่ยงที่สุดในชีวิตเขากับความเป็นพ่อในวัย 39 ปีในตอนนั้น กลายมาเป็นพื้นที่ของความรักความอบอุ่น (บวกความแสนซน) ส่งต่อให้คนทางบ้านอารมณ์ดีตามไปด้วย จนประสบความสำเร็จ และต่อยอดขยายเป็นคอนเทนต์ที่ยังคงความเป็นพี่เหว่งในหลายมุมที่แตกต่างออกไป ทั้งเทพลีลา และนักขายมือทอง “ทุกอย่างที่พี่ทำ พี่สุดก่อนนะ ทุกอย่าง สุดในความคิดของเราคือเต็มที่แล้ว”

ความคาดหวังและเส้นทางเรียนเต็คที่ไม่ได้เป็นอย่างใจ

เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปในตอนนั้นที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเดินไปทางไหนต่อ พี่เหว่ง ม.6 ที่รู้แค่ว่าตัวเองวาดรูปได้ เกี่ยวกับสายวิทย์ จึงมุ่งตรงปลายทางการเอ็นทรานซ์มาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความคาดหวังที่จะได้เรียนจบไปนั่งวาดรูปหล่อๆ ในห้องแอร์

“ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้อะไร พอเข้าไปปุ๊บ ทุกอย่างมันเป็นสิ่งใหม่หมดเลย พอเริ่มมีการดราฟต์งานด้วยมือ เริ่มจากดราฟต์โดมสถาปัตยกรรมยุคเก่า ดราฟต์ยากๆ ใช้เครื่องมือเยอะๆ ก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ใช่ อยากลาออกตั้งแต่วันแรกๆ ที่เปิดเทอมเลย มันเหนื่อยมาก สำหรับพี่มันยากมาก แต่เราก็ตั้งใจนะ ทำจนถึงเช้าเลยเพราะต้องส่งให้ทัน ไม่ทันคือ F วันนั้นพี่กลับมาบอกแม่เลยว่าอยากลาออก ไม่ไหวแล้ว รู้สึกไม่ใช่ ออกได้ไหม มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด แม่ก็บอกว่าแล้วแต่ แต่ก็มีฝากไว้ว่าอีกสักหน่อยไหมล่ะ ถ้ายังเหมือนเดิมก็ออก พี่ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าแม่คงอยากให้เราเรียนมั้ง ก็เลยทนเรียนต่อไป”

ความฝันที่อยากจะเป็นสถาปนิกเริ่มเลือนหายไปตั้งแต่ปีแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่เหนี่ยวรั้งชีวิตการเรียนที่ไม่ได้ชอบเอาไว้ก็คือชีวิตวัยรุ่นที่มีฟุตบอล เพื่อน สังคมสถาปัตย์ทีมีความสนุก และมีกิจกรรมให้ทำเสมอ เรียกว่าเป็นการเติมเต็มความสุขในวัยเรียนจนรอดผ่านมาจนทำธีสิส

“จริงๆ พี่ไม่ได้เป็นคนเรียนแย่นะ ถัดมาก็เริ่มเรียนได้ดีขึ้น จนตัวธีสิสพี่ได้ A ตอนนั้นพี่ทำซาฟารีเวิร์ล ซึ่งซาฟารีเวิร์ลของพี่คือศูนย์ที่ให้คนเข้าไปผจญภัยแบบสวนสนุกเลย มีทั้งสัตว์จริงสัตว์ปลอมอยู่ข้างใน มีคลองให้เดินตะลุยน้ำแล้วผ่านดงจระเข้จริง เล่นกับความตื่นเต้น ซึ่งพี่ก็จินตนาการของพี่ไปเรื่อย ปรากฏว่ามันได้เรื่องของแนวทางการคิด นั่นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตพี่เลยว่า จริงๆ แล้ว การคิดบางอย่างที่มันนอกกรอบ มันใช่สำหรับเรา เริ่มรู้สึกว่าเราสนุกกับการได้คิด”

คิดเล่น เป็นงาน เส้นทางคู่ขนานกับงานสถาปนิกอิสระ

หลังจากเรียนจบสถาปัตย์ จากที่ไม่คิดว่าจะเป็นสถาปนิก พี่เหว่งกลับได้ใช้เส้นทางนี้เป็นทางคู่ขนานกับทางอื่นที่ตัวเองรัก เรียกว่าใช้งานสถาปัตยกรรมเป็น่ตัวช่วยประคองชีวิตก็ไม่ผิดนัก

“ตอนนั้นทำหลายอย่างเลยนะ เราก็บอกแม่ว่าเราอยากค้นหาตัวเอง ไปสมัครซาฟารีเวิร์ลด้วยนะ ซึ่งก็เป็นการสมัครงานครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของพี่ แล้วก็ไปเป็นนักแต่งเพลงฝึกหัดที่แกรมมี่ แต่ก็ไม่ผ่าน จากนั้นก็ไปร้องเพลงไกด์ ซึ่งระหว่างนั้นเราก็เลยรับฟรีแลนซ์มาทำ เป็นพวกงานออกแบบอินทีเรียร์กับตัดโมเดล เพราะเราคิดว่าเราตัดโมเดลเก่ง ยิ่งเล็ก ยิ่งเหมือน ยิ่งสนุก ซึ่งงานออกแบบเนี่ยแหละที่ทำให้เราเจอความเป็นจริงของการทำงาน เจอลูกค้าจริงๆ ที่ต้องดีล เจอหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ชอบ”

หลังจากเส้นทางการเป็นศิลปินจบลง ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนสนิทชวนไปทำหมูปิ้งขาย แต่หมูปิ้งแบบพี่เหว่งย่อมไม่ธรรมดา เพราะเขามองว่าสิ่งนี้คือแบรนด์ จนพอเริ่มมีลูกค้าติดก็ขยายเป็นร้านส้มตำด้วย “ระหว่างนั้นพี่มีเส้นกราฟของงานดีไซน์รองไว้ตลอด จนตอนนั้นรู้สึกไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยมารวมกับเพื่อนๆ เปิดบริษัทออกแบบอีเว้นต์และอินทีเรียร์ แต่เป้าเราคือ ถ้าเราทำบริษัทรอด อีก 2 ปีจะเซ็ตอัพบริษัทเล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งก็กลายมาเป็น Igloo Studio ทำคาแร็กเตอร์การ์ตูนเดอะสลัด และกลายเป็นโปรเจ็คต์เก้าศาสตราในที่สุด”

แม้เส้นทางการทำงานที่รักในชีวิตจะโลดโผนเกินคาดฝัน แต่สกิลของความเป็นสถาปัตย์ก็ฝังอยู่ในสายเลือดและแนวคิดของการทำงานทุกอย่างของพี่เหว่งไปแล้ว “มันกลับกลายเป็นว่าสถาปัตย์ไม่ได้สอนให้เราออกแบบ สถาปัตย์สอนให้เราคิดนอกกรอบ สถาปัตย์สอนให้เราคิดถึงงานคอนเซ็ปต์ที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งก็อยากบอกตัวเองว่า ดีแล้วนะที่มึงทำ เพราะในความที่ไม่ได้อยากทำหรือเจอปัญหาเหล่านั้น มันก็ทำให้เราเป็นวันนี้”

Little Monster และอนาคตเพื่อครอบครัว

วันนี้ที่ครอบครัวแสนสนุกของพี่เหว่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเราหลายคนไปแล้ว ใครจะเชื่อว่าเริ่มต้นจากวิกฤติชีวิตที่จำเป็นต้องสร้างหลักที่มั่นคงให้กับครอบครัว จากคลิปที่แม่ตุ๊กถ่ายเล่นๆ ในบ้านแล้วกลายเป็นไวรัลขึ้นมา พ่อเหว่งจึงรับหน้าที่เป็นครีเอทีฟ และกลายเป็นงานที่ผสมกับชีวิตไปแล้ว

“จริงๆ ตอนนั้นพี่ไม่รู้จักเพจเลยนะ เพราะพี่ยุ่งอยู่กับงานอะนิเมชั่นแค่อย่างเดียว จนพอมาเริ่มทำเพจ พี่คิดว่า Little Monster จะต้องมีคาแร็กเตอร์นะ ไม่ใช่เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เราเลยวาดคาแร็กเตอร์ไดโนเสาร์ที่ความแสบมันออกมาในรูปแบบของฮู้ดดี้สีเขียว ตุ๊กก็ถามว่า ทำไมเราต้องดีไซน์แบบนี้ แต่พี่คิดว่า ถ้าวันหนึ่งเพจมันไปได้ คาแร็กเตอร์ตัวนี้ก็จะไปได้ทันทีในรูปแบบของ Merchandising ถามว่ามันสร้างเงินยังไง? มันสร้างมาจากความเป็นแบรนด์คาแร็กเตอร์ เราเห็นภาพของการได้เงินในรูปแบบของสินค้า เพจ มีสปอนเซอร์บ้าง แต่เราไม่เคยมองภาพที่วันหนึ่งจะกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์เลย”

พี่เหว่งเรียกงานของตัวเองทุกวันนี้ว่าเป็นงานครีเอทีฟคอนเท้นต์ แล้วทยอยขยายออกไปด้วยบุคลิกที่ต่างกัน Little Monster – จุดเริ่มต้นเป็นภาพของครอบครัวที่พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด, เทพลีลา – คอนเท้นต์ที่เป็นตัวตนของพี่เหว่ง และนักขายมือทอง – คนกลางขายของพร้อมความบันเทิงแบบ Live สด

“ทั้งหมดนี้พี่ไม่ได้คิดทำพร้อมกันนะ พอถึงจุดหนึ่งเราถึงตัดไปอีกจุด แล้วเมื่อมองเห็นโอกาสแล้วก็เริ่มทำ สิ่งที่พี่ทำวันนี้คือสร้างความมั่นคงแบบที่มันควรจะเป็นให้กับครอบครัว ไม่ใช่แค่ครอบครัวของพี่นะ แต่เป็นคนที่อยู่ในเครือบริษัทเราทั้งหมด เขาต้องเห็นพัฒนาการของที่นี่ว่าเขาเติบโตแล้วเขาจะได้อะไร เขาจะพัฒนาตัวเองไปถึงจุดไหนได้บ้าง”

เพราะเราเห็นแววนักวาดในตัวจินจึงถามคำถามสุดท้ายว่า ถ้าจินกับเรนนี่บอกว่าอยากเป็นสถาปนิก พี่เหว่งจะพูดกับลูกยังไง? พี่เหว่งตอบกับเราว่า “ก็คงถามก่อนว่าชอบจริงหรือเปล่า แล้วชอบอะไร ถ้าอยากจะเป็นสถาปนิก พร้อมจะเหนื่อย ก็ลุยเลย แต่ถ้าอยากเรียนสถาปัตย์แต่ไม่อยากเป็นสถาปนิก ก็ต้องถามหนักเลยว่า หนูต้องการอะไรจากตรงนี้ ก็คงให้เหตุผลแบบแนะแนวชีวิตเลย เพราะพี่เรียนมาก่อน ซึ่งตอนนี้เด็กๆ ก็มีวิถีของเขานะ แล้วเดี๋ยวมันก็จะชัดเอง ว่าเขาอยากทำอะไร”