Former Miners Canteen Refurbishment
สถาปัตยกรรมกลิ่นอายตะวันตกในโลกตะวันออกที่ถูกชุบชีวิตขึ้นอีกครั้ง

จากโรงอาหารเก่าของแรงงานเหมืองแร่พลิกโฉมใหม่จนกลายเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์เอนกประสงค์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ แต่ความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้ไม่ได้อยู่แค่การปัดฝุ่นอาคารเก่าให้กลับมาใช้งานใหม่ได้เท่านั้น เพราะเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ คือการออกแบบรายละเอียดต่าง ๆ ของการตกแต่งภายในที่ต่อยอดแรงบันดาลใจมาจากรายละเอียดดั้งเดิมของอาคาร จนทำให้เกิดคุณค่าใหม่ที่สะท้อนถึงคุณค่าวันวานได้ในคราวเดียวกัน

Former Miners Canteen Refurbishment เป็นโปรเจกต์รีโนเวทอาคารเก่าที่ตั้งอยู่ในเขตหานตาน มณฑลเหอเป่ย์ ประเทศจีน เดิมทีสถานที่แห่งนี้ คือโรงอาหารของคนงานเหมืองตลอดจนเป็นออฟฟิศของเหมืองแห่งนี้ด้วย อาคารดั้งเดิมสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1912 โดยฝีมือของสถาปนิกชาวเยอรมัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อาคารเก่าแก่หลังนี้มีเอกลักษณ์ผสมผสานกันระหว่างความเป็นตะวันตกและความเป็นตะวันออกที่น่าสนใจ

อาคารดั้งเดิม ก่อสร้างคล้ายโครงสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแบบตะวันตกหลังยุคปฏิวัติอุสาหกรรม กล่าวคือ การเป็นอาคารโถงสูงวางตัวทอดยาวภายใต้จั่วหลังคาขนาดใหญ่อันเดียว ผนังอาคารก่อด้วยอิฐและโชว์พื้นผิวตามธรรมชาติของวัสดุ ฐานรากเป็นหินขนาดใหญ่เพื่อความแข็งแรงและรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง เสริมประตูหน้าต่างกรอบเหล็กตามเอกลักษณ์อาคารสไตล์ตะวันตก ตลอดจนติดตั้งปล่องไฟผสานกับตัวอาคารเพื่อรองรับการทำงานครัวและสร้างความอบอุ่นให้แก่อาคารไปในตัว

ปีที่อาคารนี้ก่อสร้างเป็นปีเดียวกันกับการสถาปนาสาธารณรัฐจีน (Republic of China – ROC) ขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากการปฏิวัติซิไฮ่เป็นผลสำเร็จจนเปลี่ยนโฉมการปกครองของจีนใหม่ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แล้วในปี ค.ศ.1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ได้คว้าชัยชนะในสงครามกลางเมือง และขึ้นมาครองอำนาจแทน ก่อนจะเปลี่ยนระบอบการปกครองใหม่มาเป็นคอมมิวนิสต์ที่นำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ขึ้นใหม่นั่นเอง

แน่นอนว่าผู้นำคนสำคัญในการเปลี่ยนประเทศอีกครั้งในคราวนี้ก็คือเหมาเจ๋อตุงที่เรารู้จักกันดี ในยุคหลังนี้จึงมีการนิยามประเทศจีนใหม่ว่าเป็นยุค “Red Era” โดยสีแดงนั้นก็มาจากสีของพรรคคอมมิวนิสต์รวมไปถึงสีของธงชาติจีนอีกด้วย สีแดงนี้นอกจากจะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญแล้วก็ยังถูกใช้ในรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย และมักจะถูกใช้ร่วมไปกับอีกสัญลักษณ์สำคัญนั่นก็คือดวงดาวสีเหลืองซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในธงชาติจีนด้วยเช่นกัน

ภาพก่อนการรีโนเวท

กลิ่นอายของยุค Red Era อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ชาตินิยมตามแบบฉบับจีนนั้นแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตชาวจีนทุกมิติ รวมถึงอาคารหลังนี้ ที่มีการผสานเอกลักษณ์ความเป็นชนชาติจีนลงไป ตั้งแต่การประดับไฟรูปดาวสามมิติที่ฟาซาดด้านหน้าอาคาร การเพนท์อักษรจีนแนวรักชาติบนฝาผนัง ไปจนถึงการตกแต่งไฮไลท์สำคัญที่อยู่ในโถงหลักของอาคาร ซึ่งก็คือหมู่โคมไฟประดับเพดานที่อยู่บนฐานดอกเหมยพร้อมประดับโคมไฟประธานตรงกลางบนดวงดาว 5 แฉกอีกที

เป็นที่น่าเสียดายว่าเพดานเก่าทรุดโทรมมากจนต้องทำลายทิ้ง ประกอบกับการรีโนเวทพื้นที่ภายในใหม่ที่ทางสถาปนิกต้องการเอาเพดานออกแล้วเปลือยฝ้าให้เห็นโครงหลังคาดิบตามสไตล์ Modern Industrial ที่กำลังนิยมแถมยังทำให้ภายในอาคารดูโปร่งและกว้างขึ้นด้วย แต่ด้วยความที่สถาปนิกหลงใหลในเอกลักษณ์จีนแบบดั้งเดิมนี้ทำให้เขาเลือกถ่ายทอดจิตวิญญาณเก่าสู่รายละเอียดอาคารตัวใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

หมู่โคมไฟดอกเหมยถ่ายทอดสู่ประติมากรรมตกแต่งสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งดีไซน์โครงเหล็กให้เป็นรูปทรงของดอกเหมยในแบบเดียวกันกับตัวต้นฉบับ นอกจากขนาดจะเท่ากันแล้วยังติดตั้งในบริเวณเดียวกันด้วยโดยการแขวนโครงเหล็กดอกเหมยให้ต่ำลงมาจากแนวเดิม แต่ด้วยความที่เปลือยเพดานจนทำให้รู้สึกเสมือนโครงสร้างนี้ลอยได้อีกด้วย

ในส่วนของการตกแต่งโครงเหล็กนั้นมีการเสริมระแนงแนวตั้งโดยรอบแต่ในความยาวที่ไม่เท่ากัน ทำให้ส่วนที่มีความยาวสั้น เกิดภาพของระแนงที่คล้ายกับโคมระย้า ส่วนที่มีความยาวระแนงจรดพื้นเชื่อมต่อกับเคาท์เตอร์ด้านล่างก็เป็นเหมือนม่ายไม้ไผ่ประยุกต์ไปด้วยนั่นเอง

ม่านไม้ไผ่กลายเป็นพาร์ทิชั่นกันโซนไปในตัว เคาท์เตอร์กลางโถงอาคารก็ออกแบบให้มีส่วนโค้งเว้าสอดรับกับโครงดอกเหมยด้านบน นอกจากนี้ก็ยังมีการออกแบบพื้นที่นั่งตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ โดยรอบให้มีลักษณะโค้งเว้าเป็นเกลียวสอดรับกับเส้นโค้งของกลีบดอกเหมย ในโซนกลางนี้ออกแบบให้เป็นโถงต้อนรับซึ่งบูทที่สร้างสรรค์ขึ้นนั้นสามารถเป็นจุดประชาสัมพันธ์หรือปรับไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ส่วนพื้นที่นั่งโดยรอบก็กลายเป็นสถานที่เอกเขนกที่เป็นห้องสมุดขนาดย่อมไปในตัว ตลอดจนจัดกิจกรรมอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงานได้เช่นกัน

อีกส่วนที่มีการปรับดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ คือบริเวณห้องโถงยาวที่วางตัวแนวขวางกับอาคาร ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ถัดจากโถงกลางโดยในส่วนนี้ออกแบบให้เป็นโซน co-working space ที่สามารถนั่งทำงานได้อย่างมีสไตล์ ในส่วนของแผงแบ่งโซนตรงนี้ถูกออกแบบให้เป็นแผงประตูขนาดใหญ่หลายบานตั้งติดกันและทุกบานสามารถหมุนเปิดออกได้เช่นกัน วัสดุที่ใช้ทำผนังประตูนั้นก็เป็นแผงเหล็กเจาะรูโปร่งที่สามารถมองเห็นอีกด้านได้ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความอึดอัดของโซน co-working space ขณะเดียวกันก็ทำให้มุมมองของอาคารภายในดูกว้างขึ้นอีกด้วย

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกอย่างของโซนนี้ คือผนังอีกด้านที่กั้นแยกระหว่างอีกโซน ซึ่งผนังในบริเวณนี้ด้านล่างจะทึบและด้านบนจะเป็นแผงเหล็กตกแต่งแผงไม้พร้อมมีช่องว่างด้านล่างหลายช่องเรียงกันไป เดิมทีส่วนนี้ คือแผงกั้นระหว่างโซนโรงอาหารกับโซนครัว ซึ่งช่องว่างที่ว่านั้นคือช่องสำหรับส่งอาคารให้กับแรงงานเหมืองนั่นเอง ผนังกั้นในโซนนี้ยังคงคงสร้างและรายละเอียดดั้งเดิมไว้ทุกประการ แต่ก็มีการปรับฟังก์ชันใช้งานใหม่โดยบริเวณเคาท์เตอร์บาร์สำหรับเสิร์ฟอาหารถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเคาท์เตอร์บาร์สำหรับนั่งทำงาน เสริมด้วยเก้าอีสีเขียวในสไตล์ Modern Vintage ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว

อีกฝั่งของผนังกั้นโซนนั้นก็ยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้เหมือนด้านหน้า แต่ในห้องถัดมานี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโซนค่าเฟ่สุดชิค บริเวณเคาท์เตอร์บาร์สำหรับส่งอาหารคนงานด้านนี้ก็เลยปรับมาเป็นเคาท์เตอร์บาร์สำหรับทานอาหารเสียเลย โดยที่ใช้เก้าอีสีเขียวชุดเดียวกันเพื่อเป็นการเชื่อมต่อโซนด้วยนั่นเอง

สำหรับโซนคาเฟ่นี้ยังมีเอกลักษณ์เด็ดอยู่อีกหนึ่งจุด ซึ่งก็คือโซนโต๊ะอาหารแบบกึ่ง Private Dining ที่อยู่ตรงข้ามกับเคาท์เตอร์บาร์ โดยโซนนี้จะจัดเป็นซุ้มแยกแต่ละโต๊ะกันไป สำหรับซุ้มนั้นสร้างขึ้นเป็นโครงเหล็กโค้งแบบมีหลังคาแต่ก็ใช้วัสดุแผงตะแกรงเหล็กรูโปร่งเพื่อลดความอึดอัดลง ซุ้มโค้งแต่ละอันนั้นต่างก็ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากซุ้มประตูโค้งเก่าของอาคาร ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมตะวันตกยุคโบราณเลยทีเดียว

เพื่อให้โซน co-working space และคาเฟ่มีเสน่ห์ในกลิ่นอายวินเทจที่เข้ากันกับรายละเอียดอาคารดั้งเดิมที่ถูกคงไว้ ทางสถาปนิกจึงเลือกปูพื้นด้วยกระเบื้องสีขาวดำแบบตารางหมากรุกที่ดูคลาสสิกและทำให้โซนนี้มีเสน่ห์มากขึ้นด้วย แต่ก็มีการผสานการตกแต่งที่ตัดอารมณ์แต่ก็มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดก็คือการปูเพดานด้วยวัสดุคล้ายฟรอยด์สีเงินที่ช่วยให้โซนคาเฟ่ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ก็ยังมีการตกแต่งโซนอื่น ๆ ที่น่าสนใจอย่างเช่นโถงกระจกใสของบันใดที่จะลงสู่บริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งชั้นใต้ดินนี้ยังคงเสน่ห์ของผนังหินขนาดใหญ่แบบยุโรปโบราณอยู่เช่นเคย และปรับพื้นที่ใช้สอยให้เป็นห้องสมุดรวมถึงห้องนั่งเล่นชิลล์ ๆ ที่เป็นส่วนตัว ซึ่งที่นี่ก็ยังมีพื้นที่ของการจัดกิจกรรมอีกมากมายตั้งแต่ห้องประชุมไปจนถึงโถงจัดอีเวนท์เพื่อรองรับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สามารถมาจัดขึ้นที่นี่ได้

กลิ่นอายตะวันตกของตัวอาคารนั้นถูกออกแบบและก่อสร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน การปรับโฉมภายในครั้งนี้ก็ยังคงสะท้อนถึงกลิ่นอายตะวันตกได้อย่างชัดเจนเช่นเคยเพราะผู้ออกแบบและปรับโฉมในคราวนี้ก็คือสถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Aurélien Chen เจ้าของบริษัทสถาปนิก Aurelien Chen Architecture นั่นเอง

ส่วนกลิ่นอายตะวันออกที่แฝงอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ต่างก็เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าสนใจไม่เหมือนใคร ผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้จึงได้รับการยกย่องและคว้ารางวัลด้านสถาปัตยกรรมมาแล้วหลายเวทีรวมถึงรางวัลชนะเลิศในหมวด Architectural Design – Heritage Architecture ปี 2021 จากเวที Architecture MasterPrize ที่มอบให้กับสถาปัตยกรรมซึ่งบูรณะมรดกทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าประทับใจนั่นเอง   

Photo Credit
Aurelien Chen Architecture : https://aurelien-chen.com/FORMER-MINERS-CANTEEN-REFURBISHMENT

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน