ภาพอนาคตของอะลูมิเนียมแสดงผ่านหน้าตาอาคาร MoMA

ภาพอนาคตของอะลูมิเนียมแสดงผ่านหน้าตาอาคาร MoMA

ขณะที่กำลังขับรถอยู่บนถนนราชพฤกษ์ที่มีเลนถนนมากมาย และกว้างใหญ่ ริมสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยบ้านเรือน ตึกแถว สลับไปกับศูนย์การค้ามากหน้าหลายตา แต่มีอาคารหลังหนึ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การตั้งคำถามในทันทีว่า อาคารหวือหวาที่มีลักษณะพุ่งออกมาหลังนี้คืออาคารอะไรกันแน่?

MoMA ศูนย์อะลูมิเนียมครบวงจรขนาดใหญ่ ที่มีอะลูมิเนียมให้เลือกมากมายหลากหลายรูปแบบ จนไปถึงเทคโนโลยีอะลูมิเนียมแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของอะลูมิเนียมหลังนี้ ออกแบบโดย HAS design and research ซึ่งความน่าสนใจอยู่ตรงที่เรายังไม่ทันจะเดินเข้าไปยังภายในอาคารก็เห็นอะลูมิเนียมแสดงตัวออกมาให้สะดุดตาตั้งแต่ภายนอกอาคารแล้ว

สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ในการใช้อะลูมิเนียม

หลังจากที่ HAS design and research ได้ร่วมกับ AB&W Innovation พัฒนาผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมที่นำมาใช้ในผลงาน Phetkasem Artist Studio ไปก่อนหน้านี้นั้น พอทาง AB&W มีโครงการออกแบบอาคารที่แสดงถึงนวัตกรรมของอะลูมิเนียมจึงได้ชวนให้สถาปนิกจาก HAS มาออกแบบอาคารนี้ ที่ใช้ชื่อว่า  MoMA ซึ่งย่อมาจาก Museum of Modern Aluminum

“ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า AB&W Innovation ถือว่าเป็นบริษัทอะลูมิเนียมที่เป็นทั้งต้นน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่อดีต จนไปถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต ทางเจ้าของโครงการจึงต้องการสร้างอาคารที่เป็นได้ทั้งโชว์รูมสินค้า นิทรรศการให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอะลูมิเนียม และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ผู้คนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ อาคารหลังนี้จึงต้องดูเตะตาตั้งแต่ภายนอกเพราะเป็นเสมือนตัวแทนอนาคตของวงการอะลูมิเนียม”

“หลังจากนั้นเราได้เริ่มเข้าไปศึกษาอะลูมิเนียมที่โรงงาน ศึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนออกมาเป็นเส้นอะลูมิเนียม และการพ่นสีต่างๆ ซึ่งเราได้เห็นกระบวนการทั้งหมด แต่โรงงานมีความน่าสนใจตรงที่เขาจะมีสต็อกเส้นอะลูมิเนียมเป็นพันๆ เส้น และมีโปรไฟล์อะลูมิเนียมที่มีหน้าตาแตกต่างกัน ให้ความรู้สึกที่กลวงโปร่งแต่วัสดุก็ยังมีการประสานกัน เราจึงนำแนวคิดมานิยามเป็นฟังก์ชัน ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายอะลูมิเนียม สู่ที่เก็บของ ซึ่งเราตีความฟังก์ชันเหล่านี้ว่าเป็นที่วางอะลูมิเนียมที่สามารถยืดหยุ่นได้ อาคารนี้จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงอะลูมิเนียมหลากหลายรูปแบบบอกเล่านวัตกรรมใหม่ๆ และความเป็นมาของอะลูมิเนียมให้ความรู้ ผ่านการจัดแสดงสินค้าในเชิงนิทรรศการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา”

“ด้วยตัวอาคารตั้งอยู่บนพื้นที่ถนนราชพฤกษ์ ที่มีอาคารในสเกลหลากหลาย รายล้อมไปด้วยบ้านเรือน และศูนย์การค้าเสื้อผ้าและวัสดุ เช่น ยูนิโคล่ โฮมโปร และบุญถาวร โดยที่ตัวอาคารเดิมของ MoMA นั้นถูกดัดแปลงมาจากอาคารบ้าน ซึ่งเดิมเจ้าของโครงการต้องการให้พื้นที่ภายในมีฟังก์ชันในการจัดแสดงสินค้า ขณะที่ทาง HAS ได้นำเสนอแนวทางใหม่ในการจัดแสดง ที่มีรูปแบบในเชิงพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นที่มาในการออกแบบฟาซาดอาคารที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับอาคาร”

เลือกใช้สัดส่วนโปรไฟล์อะลูมิเนียมที่เหมาะสม

สถาปนิกตั้วใจโชว์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอะลูมิเนียมในศตวรรษใหม่ผ่านฟาซาด จึงต้องค้นหาโปรไฟล์อะลูมิเนียมที่มีอยู่หลากหลาย มีสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อนำมาเป็นนิทรรศการฟาซาดภายนอกอาคารได้ สถาปนิกจึงต้องใช้เวลาในการศึกษาในการเลือกโปรไฟล์อะลูมิเนียมในช่วงเวลาหนึ่ง  

“โปรไฟล์อะลูมิเนียมในโรงงานค่อนข้างเยอะมาก เราจึงต้องใช้วิธีการค้นหา และศึกษาไปพร้อมๆ กัน จนเรามาเจอโปรไฟล์ที่มีสัดส่วนที่สวยงาม มีขนาดไม่เล็ก และไม่ใหญ่จนเกินไป และเป็นโปรไฟล์ที่สามารถติดตั้งไฟเข้าไปได้ด้วย เราก็มาพบกับอะลูมิเนียมที่ใช้สำหรับประตูทำบานเลื่อน หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ตัวขวางบนสำหรับประคองบานอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นโปรไฟล์ที่เรียบง่าย และหาง่ายในท้องตลาด”

“ในส่วนแนวคิดของการติดตั้งฟาซาด ตามที่โครงการตั้งอยู่บนถนนที่มีการสัญจรพลุกพล่าน เรามักจะเห็นป้ายขนาดใหญ่เยอะมาก ที่ยื่นตัวออกมาให้ดูโดดเด่น เพื่อให้คนเห็นได้ขณะขับรถ ซึ่งกลางวัน และกลางคืนก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกันพื้นที่ตรงนี้ก็ห่างจากเกาะเกร็ดเพียงแค่ 2 กิโลเมตร ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ และหิ่งห้อย แต่เราแทบจะหาความเป็นธรรมชาติบนถนนเส้นนี้ไม่ได้เลย เราจึงนำทั้งการยื่น และใช้การดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยใช้อะลูมิเนียมยื่นออกมาออกแบบให้เป็นยูนิต พร้อมใช้แสงไฟทั้ง LED STRIP LIGHT ติดตั้งในอะลูมิเนียมขนาด 350 มม. และ 450 มม. และ LED DOT LIGHT ติดตั้งในอะลูมิเนียม 650 มม. ที่เป็นเส้นยาวที่สุด ซึ่งไฟเหล่านี้จะตั้งเวลาให้มีการเปิดปิดที่ต่างกัน และในช่วง 22:00-24.00 เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทและอาคารศูนย์การค้าโดยรอบปิดไฟไปแล้วนั้น แสงไฟบนฟาซาดจะเปิดเฉพาะไฟ LED DOT เพื่อจำลองให้ความรู้สึกเหมือนกับหิ่งห้อยติดอยู่บนฟาซาดโดย  ในตอนกลางวันเมื่อลมพัดมาตัวฟาซาดนี้ก็จะขยับไหวเหมือนกับดอกหญ้าที่ปรากฏแทนตัวอาคาร นอกจากนี้ตัวไฟ LED STRIP LIGHT ยังถูกติดตั้งไปกับฟาซาดให้แสงออกมาเป็นโลโก้กับอาคารอีกด้วย โดยได้ทีมนักออกแบบแสงจาก Light Is มาร่วมในการออกแบบ”

“ในส่วนฟาซาดด้านข้างของอาคารได้ติดตั้งให้อะลูมิเนียมหมุนออกมาด้านนอกเพื่อให้เกิดการกระทบกันกับไฟที่ส่องขึ้นมา และมีส่วนขาที่ยึดเข้าไปติดกับโครงของอาคาร นอกจากนี้ยังมีไฟติดตั้งอยู่บนพื้น ที่สาดขึ้นไปบนฟาดซาดที่หุบเข้าหุบออกทำให้แสงไฟเกิดการกระจายตัวซึ่งให้บรรยากาศที่น่าสนใจได้อีกแบบหนึ่ง”

สีเทาเข้มและสีขาวของอะลูมิเนียม

สถาปนิกเลือกใช้สีเทาเข้มสำหรับอาคาร เนื่องจากต้องให้สีเกิดความใกล้เคียงกับตัวโครงอะลูมิเนียมแนวตั้งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ตัวโครงมีลักษณะคล้ายเป็นเงา และกลืนไปกับตัวอาคาร และตัวอะลูมิเนียมที่ยื่นออกมาเลือกพ่นเป็นสีขาวที่ใช้เฉดต่างกันออกไป เพื่อให้ขับเน้นให้เด่นออกมาจากตัวอาคาร

ฟาดซาดภายนอกเข้าไปสู่ภายใน

ในส่วนของด้านในสถาปนิกออกแบบให้ฟาดซาดดูทะลุเข้าไปภายใน ที่ต้อนรับด้วยไฮไลท์อย่างแรกก็คือ เฟรมประตูอะลูมิเนียมกระจกขนาดใหญ่ที่มีความบางที่สูงถึง 4 เมตร ก่อนที่จะพบกับอุโมงค์อะลูมิเนียมขนาดใหญ่ที่เป็นผลิตภัณฑ์ในศตวรรษนี้ ซึ่งทั้งหมดจะใช้การติดตั้งแบบฟาซาดเหมือนด้านข้างพร้อมติดตั้งไฟแบบเดียวกัน ซึ่งทำให้สเปซภายในเกิดไดนามิค และซ่อนงานระบบต่างๆ เพื่อให้เกิดความเนี้ยบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญในการออกแบบของ HAS design and research

“เมื่อเดินไปสุดทางจะเป็นผนัง Backdrop อะลูมิเนียม ที่มีการติดตั้งไฟเป็นชื่อบริษัท ซึ่งเป็นงานคราฟอันใหม่ของทีมอะลูมิเนียมที่ไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน มีการยื่นเข้ายื่นออกไม่เท่ากัน โดยที่ตัวโปรไฟล์นั้นเป็นตัวเดียวกันกับโปรไฟล์ที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารซึ่งมีขนาด กว้าง 2.2 ซม. ยาวประมาณ 3.5 ซม. ทำเป็นยูนิตแล้วก็นำมาต่อกัน ซึ่งสร้างความหลากหลายของแพทเทริ์นที่พอมาวางรวมกันก็จะไม่รู้ว่าเป็นยูนิต เรียกได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างประณีตมาก”

ภูมิสถาปัตยกรรมจากอะลูมิเนียม

งานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมดำเนินการออกแบบโดยภูมิสถาปนิกจาก TROP ที่ใช้สวนหย่อมขนาดเล็กหน้าโครงการในการเน้นเข้าไปสู่ภายในอาคาร นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสวนบนหลังคา ที่นำอะลูมิเนียมโปร์ไฟล์เดียวกันซ่อนโครงสร้างมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์โต๊ะ และเก้าอี้ พร้อมติดวัสดุสะท้อนที่โครงสร้างเพื่อสะท้อนสภาพแวดล้อม และเสมือนอะลูมิเนียมลอยตัวอยู่ ในส่วนของพื้นใช้อลูมิเนียมรับน้ำหนักสอดแทรกไปกับสวนและไฟ ในรูปแบบยืดออกยืดเข้าเช่นเดียวกับฟาซาดอาคาร

ความหวือหวาที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

“งานนี้เราเริ่มทำมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เราทำแบบไปเกือบครึ่งปี ก็เกิดความไม่มั่นใจจากลูกค้า ว่าอาคารหลังนี้จะได้เอฟเฟคตามที่นำเสนอได้จริงๆ หรือสามารถสร้างรูปแบบนี้ได้จริงๆ เลยต้องเริ่มจากการทำ ม็อคอัพ ขนาด 2 เมตร ขึ้น และเพิ่มความยาวของอะลูมิเนียมอีก 5 เซนติเมตร เพื่อศึกษาเรื่องความหนาแน่นของเส้นอะลูมิเนียม และระยะต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟจากไลท์ติ้งดีไซน์เนอร์ซึ่งทำเหมือนของจริงเลย หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าอาคารจะมีเอฟเฟคเป็นอย่างไร เราเลยนำเสนอโมเดลขนาดใหญ่ 1 : 30 ซึ่งเราก็ทำทุกวิธีการเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจกับงานออกแบบนี้ ให้มากที่สุด”

“และความสนุกก็เกิดขึ้นอีกในช่วงก่อสร้าง (หัวเราะ) ที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งปี ทั้งเรื่องแบบไม่ตรง เพราะเป็นตึกแถวที่รีโนเวทมาจากบ้าน หรือในตอนก่อสร้างช่วงแรกทีมผู้รับเหมาทำไม่ตรงแบบ เพราะในช่วงก่อสร้างช่างได้นำสแลนมาปิดไว้ เพื่อกันฝุ่นและป้องกันอันตรายระหว่างก่อสร้าง เราก็เลยมองไม่เห็นฟาซาดอาคารทั้งหมด ซึ่งเราก็ไปตรวจสอบหน้างานปกติ ก็คิดว่ามันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จนถึงตอนเสร็จสิ้นกำลังจะทดลองเปิดไฟก็เอาตัวสแลนที่ปิดไว้ออก เราก็ตกใจเพราะมันไม่ใช่ฟาซาดที่เราออกแบบไว้ เราก็ต้องยืนกรานเรื่องแบบของเรา เราก็บอกลูกค้าว่าถ้าฟาซาดตาไม่ตรงตามแบบจะไม่ได้เอฟเฟคตามที่เสนอไว้ ก็ต้องแก้ฟาดซาดใหม่ที่มาจากช่างทีมใหม่ (หัวเราะ)”

“ในการออกแบบอาคาร MoMA สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงเลยคือเรื่องแบรนด์เราต้องศึกษาข้อมูลเรื่องนี้ เพื่อที่จะทำให้อาคารแห่งนี้เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องอะลูมิเนียม ตั้งแต่การผลิต การทำสี และรูปแบบอะลูมิเนียมที่ไม่เคยเห็น มีเรื่องราวอะลูมิเนียมของ AB&W Innovation ตั้งแต่อดีตจนไปถึงอนาคต เหมือนเป็นนิทรรศการ ซึ่งงานนี้เราก็โชคดีที่ลูกค้ามีแนวคิดในเรื่องของ Innovative อยู่แล้ว เพื่อสร้างความเป็นไปได้แบบใหม่ๆ แต่ก็มีช่วงที่เขาไม่มั่นใจอยู่บ้างซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในการทำสิ่งใหม่ๆ ก็ต้องใช้วิธีการโน้มน้าว หาวิธีการทำให้มั่นใจ ซึ่งมันก็เป็นความท้าทาย และความยากลำบากเกิดขึ้น แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นความสนุกสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ จน MoMA เป็นที่ฮือฮาในระดับโลกทั้งในเรื่องอะลูมิเนียม และการออกแบบ”

Project Name: MoMA
Project Location: Nonthaburi, Thailand
Design Firm: HAS design and research 
Design Team: Jenchieh Hung、Kulthida Songkittipakdee、Jiaqi Han、Qin Ye Chen
Aluminum Façade Technology: AB&W Innovation Co., Ltd.
Aluminum Production Consultant: Goldstar Metal Co., Ltd.
Landscape Design: TROP : terrains + open space
Lighting Design: Light Is
Lighting Product: Neowave Technology
Constructor: SL Window Co., Ltd.
Completion Year: 2022
Photo Credit: W Workspace

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

The Glade BookStore จินตนาการจากภาพวาดสู่พื้นที่แห่งวัฒนธรรมและร้านหนังสือ

The Glade BookStore
จินตนาการจากภาพวาดสู่พื้นที่แห่งวัฒนธรรมและร้านหนังสือ

ต่อให้หลงรักความศิวิไลซ์ และแสงสีของเมืองใหญ่แค่ไหน บางวันเราก็อยากจะนั่งพักเนิบช้า และสัมผัสความสงบบ้างในบางเวลา การพัฒนาพื้นที่ในเมืองใหญ่จึงมักให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะที่หลากหลายเพื่อตอบรับความต้องการของมนุษย์ในทุกช่วงเวลาและทุกห้วงอารมณ์

หนึ่งในนั้นคือ The Glade พื้นที่วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ในเมืองที่แสนจะพลุกพล่านอย่างฉงชิ่ง ประเทศจีน ที่ได้รวมเอาร้านหนังสือ ร้านกาแฟและชายามบ่าย ร้านอาหาร บาร์ รวมถึงพื้นที่จัดนิทรรศการมารวมไว้ภายในพื้นที่เดียว ด้วยความตั้งใจของสองทีมผู้ริเริ่ม The Razor’s Edge, One Day และได้ทีมสถาปนิกสัญชาติไทย-จีนอย่าง HAS design and research มารับหน้าที่ปรุงแต่งพื้นที่ที่หลากหลายได้อย่างกลมกล่อมลงตัว

ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน หนังสือทางการทหารชื่อ Six Secret Teachings เคยขนานนามเมืองฉงชิ่งให้เป็น ‘เมืองแห่งขุนเขา’ นอกจากนั้น ผลงานภาพวาด ‘the mountain city’ ซึ่งวาดโดยจิตรกรหมึกชื่อดังของจีน Guanzhong Wu ยังทำให้เราสัมผัสได้ถึงภูมิประเทศของฉงชิ่งที่โดดเด่นไปด้วยภูเขา และบ้านที่มีเสาค้ำยันในขนาดแตกต่าง หลดหลั่นเป็นขั้นไปตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันภูมิทัศน์เหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยตึกสูงระฟ้าและอาคารบ้านเรือนคอนกรีตจำนวนมาก

ในการออกแบบ The Glade ทีมสถาปนิกจึงพยายามเติมเต็มบรรยากาศเพื่อผสานชีวิตในเมืองใหญ่ให้เข้ากับความรู้สึกของชนบท โดยตีความในบริบทที่แตกต่างออกไปผ่านการเลือกใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติและเน้นโทนสีที่เป็นกลางเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณของภาพวาด

“ในการออกแบบ เราคำนึงถึงธรรมชาติเสมอ เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่สำหรับ The Glade Bookstore นี้ เป็นอาคารปิดที่อยู่ภายใน เราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติได้ เราจึงสร้างธรรมชาติขึ้นเองภายในอาคาร” Jenchieh Hung  สถาปนิกเล่า

The Glade Bookstore ตั้งอยู่บนอาคารสูง โดยกินพื้นที่ 2 ชั้นและมีขนาดโดยรวมประมาณ 1,000 ตารางเมตร บริเวณชั้นล่างเป็นห้องอ่านหนังสือ พื้นที่พักผ่อน พื้นที่นิทรรศการ และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องหนังสือ บันไดลูกคลื่นนำไปสู่ชั้นต่างระดับ โดยสถาปนิกออกแบบให้มีบรรยากาศคล้าย ๆ เมืองเล็ก ๆ บนภูเขา เพื่อให้บรรยากาศภาพรวมกลายเป็นพื้นที่อ่านหนังสือที่มีชีวิตชีวาและน่าสำรวจ (ปัจจุบันพื้นที่บริเวณชั้น 1 ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงและอาจก่อสร้างขึ้นในภายหลัง)

ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร เบเกอรี่ รวมไปถึงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการบางส่วนที่สามารถปรับให้ยืดหยุ่น หากไม่มีงานนิทรรศการ พื้นที่ทั้งหมดก็พร้อมปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ หรือพื้นที่วัฒนธรรมได้อย่างสร้างสรรค์

(ภาพแสดงแนวคิดจากบริบทเมืองภูเขาดั้งเดิม)
(ภาพแสดงแนวคิดพื้นที่ The Glade Bookstore)

ภายในพื้นที่ชั้น 2 สถาปนิกเชื่อมต่อพื้นที่ด้วยโทนสีที่แตกต่างแต่แบ่งสัดส่วน และสร้างมวลอารมณ์ให้เกิดขึ้นภายในได้เป็นอย่างดี โดยบริเวณทางเข้าออกแบบขึ้นด้วยผนังสีชาร์โคลโทนสีเข้มและพื้นคอนกรีตขัดมันที่สร้างบรรยากาศสงบ โดยเราจะสังเกตได้ว่าแต่ละพื้นที่จะมีความสูงของเพดานที่แตกต่างกัน โดยสถาปนิกใช้เส้น PVC ขนาด 6 มิลลิเมตรยึดเข้ากับงานผนังในลักษณะคล้ายหลังคาทรงจั่วโค้ง ความสูงต่ำเป็นธรรมชาติล้อไปกับภูมิประเทศดั้งเดิมของเมืองฉงชิ่ง และสะท้อนถึงกลิ่นอายของบ้านไม้ที่มีเสาค้ำยันอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมในภาพวาด และอีกนัยหนึ่งเส้นเหล่านี้ยังทำงานร่วมกับการออกแบบแสงสว่างที่ช่วยสร้างมิติ ความน่าสนใจให้กับแสงและเงาของพื้นที่ได้อีกด้วย

จากบริเวณทางเข้า ทางเดินคดเคี้ยวจะพาผู้มาเยือนเข้าสู่พื้นที่ภายใน ซึ่งความคาดเดาไม่ได้ของทางสัญจรจะสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและสร้างบรรยากาศคล้ายกับว่าเรากำลังเดินอยู่ในป่าลึก ลดความทื่อ ตรงไปตรงมาและเติมความเป็นธรรมชาติเข้าไปแทรกซึมแทนที่ เส้น PVC ขนาด 6 มิลลิเมตร ยังถูกนำมาใช้เป็นแพทเทิร์นฟาซาดของอาคารไปในตัว โดยขึงในแนวตั้ง เกิดเป็นเส้นสายขอบเขตของพื้นที่ โดยมีมูฟเมนท์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยธรรมชาติอย่างลมในแต่ละฤดู

ส่วนหนังสือจะถูกจัดแสดงอยู่ด้านหลังแผงกระจกฝ้าบนชั้นไม้สนที่มีกลิ่นไม้เป็นเอกลักษณ์ โดยมีการจัดแสดงโชว์หน้าปกของหนังสือเพียงเล่มเดียวคล้ายเทคนิคที่เราคุ้นเคยในร้านขายจิวเวอรี่ หรือ มิวเซียมโชว์ของหายากทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกสะดุดตากับหนังสือเหล่านั้นได้ง่ายมากกว่า วัสดุกระจกฝ้ายังช่วยเบลอขอบเขตของพื้นที่ และสร้างความไม่ชัดเจนระหว่างจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่ง Hung มองว่าองค์ประกอบที่ช่วยลวงตาเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายจาก ‘อาคารคอนกรีตทึบตัน’ ที่อยู่โดยรอบ

ด้านหลังของกระจกฝ้า เป็นทางเดินเซอร์วิสที่หากใครสัญจรไปมา เป็นต้องเหลียวมามองชั้นหนังสือ และเกิดความรู้สึกอยากเข้าไปเยี่ยมชมพื้นที่ภายใน จากการเบลอขอบเขตให้มองเห็นได้บางส่วน ก็ช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้ผู้คนอยากมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ภายในได้เป็นอย่างดี

ถัดเข้าไปอีกโซนหนึ่งเราจะพบกับพื้นที่โทนสีขาวสว่างที่ปรับอารมณ์ให้รู้สึกถึงความเปิดโล่งของพื้นที่ได้มากขึ้น อีกทั้งเส้น PVC บนเพดานจะถูกกลับด้านโค้งเพื่อสร้างอารมณ์ที่แตกต่างออกไปในแต่ละฟังก์ชันนั่นเอง  

The Glade Bookstore แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานของวัสดุและพื้นที่ รวมถึงความสวยงามของโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ ถึงแม้โจทย์จะเริ่มต้นด้วยการปรับตัวให้เข้ากับเมืองฉงชิ่งในอดีตในรูปแบบบ้านไม้ทรงสูงแบบโบราณ แต่ผลลัพธ์กลับโชว์เรื่องราวของฟังก์ชันที่ซับซ้อน และความยืดหยุ่นของพื้นที่ร้านหนังสือสมัยใหม่ สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงร้านขายหนังสือเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมืองที่วุ่นวาย ผสานประสบการณ์การใช้งานพื้นที่ที่มีความหลากหลายและแสนจะละเอียดอ่อน

Information
Location: Guanyin Bridge Pedestrian Street, Jiangbei District, Chongqing, China
Client: The Glade
Lighting design (Thailand): Jenna Tsailin Liu
Lighting design (China): Qiuwei Zheng
Lighting technology: Visual Feast (VF)
Structure consultant: Huazhu Architecture Design Group
Landscape consultant: LISM Landscape Design
Kitchen consultant: Chongqing Bailey Kitchen Co., Ltd.
Construction management: Jason Yin
Construction: Nengqiang Yu
Wood furniture constructor: Chongqing Longyi Decoration Project Co., Ltd.
Photo credit: Yu Bai

ที่มา
dezeen
HAS design and research

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Phetkasem Artist Studio กับการรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าผ่านการสำรวจและคิดค้น ‘อิฐท่อเหล็ก’

Phetkasem Artist Studio
กับการรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าผ่านการสำรวจและคิดค้น ‘อิฐท่อเหล็ก’

ย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีก่อน หากเราลองสังเกตรูปร่างหน้าตาของบ้านทาวน์เฮาส์หรืออาคารพาณิชย์ เราจะพบองค์ประกอบหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน มองไปทางไหนก็คล้ายกันไปเสียหมด สิ่งนั้นคือ โครงสร้างที่แต่ละบ้านต่างต่อเติมไปตามวิถีชีวิต และเรื่องราวของตนไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมรั้วเพื่อให้ได้พื้นที่โรงรถที่ใหญ่ขึ้น ต่อเติมหลังคาเพื่อให้มีพื้นที่เก็บของที่มากขึ้น ทำกันสาดเพื่อตอบสนองความยืดหยุ่นในการใช้งาน หรือแม้แต่การตั้งไม้กระถางหน้าบ้านเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่อย่างจำกัด

ซึ่งโครงสร้างต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ‘ชั่วคราว’ นี้กลับกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด ผ่านการเลือกใช้วัสดุโลหะอย่าง ‘ท่อเหล็กและกล่องเหล็ก สะท้อนถึงความเป็น ‘วัสดุหาง่ายในประเทศไทย’ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเรา เคยเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ แต่น่าเสียดายที่วัสดุนี้ กลับไม่ได้รับการออกแบบที่แสดงเอกลักษณ์ของความเป็นเหล็กได้อย่างแท้จริง เพราะมักจะถูกนำไปใช้ในงานโครงสร้าง ป้ายโฆษณา หรือเหล็กดัดกันขโมย ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เสียมากกว่า

หลังจากที่ ป้อ-กุลธิดา ทรงกิตติภักดี และ Jenchieh Hung ทำงานเป็นสถาปนิกมากประสบการณ์ในต่างประเทศอยู่หลายปี และได้ร่วมกันก่อตั้ง HAS design and research ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเกิดโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ทั้งคู่จึงได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยอีกครั้ง ก่อนจะร่วมกันรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าในซอยเพชรเกษม ให้กลายเป็นที่ตั้งของ HAS design and research สาขากรุงเทพฯ และบ้านพักอาศัย โดยนำการทดลองเรื่องวัสดุ อิฐท่อเหล็ก’ ที่ค้นพบและสนใจในบ้านไทยปัจจุบันมาประยุกต์จนลงตัวใน Phetkasem Artist Studio

ออกสำรวจวัสดุไปกับบ้านไทยในปัจจุบัน

เมื่อออกสำรวจการใช้งานของเหล็กตามตึกรามบ้านช่องของไทยในปัจจุบัน รวมถึงบ้านในละแวกใกล้เคียง คุณสมบัติที่ทีมออกแบบค้นพบและคิดว่าน่าดึงดูดใจที่สุด คือ ‘ความโค้งและความเบากลวงของท่อเหล็ก’ ซึ่งน่าแปลกที่เราแทบจะไม่เห็นลักษณะเหล่านี้จากการใช้งานในปัจจุบัน

(รั้วท่อเหล็กที่มีให้เห็นทุกที่ในประเทศไทย ภาพถ่ายจากการสำรวจอาคารในบริเวณโดยรอบ)

เมื่อต้องมาออกแบบ แปลงโฉม Phetkasem Artist Studio ผู้ออกแบบจึงทดลองนำวัสดุท่อเหล็กที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ในรูปแบบใหม่โดยได้ความร่วมมือจากผู้ผลิตท่อเหล็กที่มีชื่อเสียงของไทยอย่าง บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) สู่ผลลัพธ์ของการริเริ่มนำท่อเหล็กมาต่อกันในลักษณะของยูนิต สร้างรูปแบบใหม่ในการติดตั้ง ‘อิฐท่อเหล็ก’ ที่มีความสูงและความกว้างเกือบ 4 เมตร โดยใช้ท่อเหล็กผ่าครึ่ง หันด้านในท่อออก เล่นลวดลายจากขนาดของท่อ 5 ขนาดที่ต่างกัน นำมาประกบกัน 2 ด้าน กลายเป็นอิฐ  3 รูปแบบที่สามารถหมุนและกลับด้านในการประกอบ เกิดเส้นสาย ลวดลายบนผนังที่สร้างความหลากหลายได้อย่างน่าสนใจ

(ภาพแนวคิดวัสดุอิฐท่อเหล็กสร้างขึ้นจากช่างฝีมือท้องถิ่น โดยสามารถนำมาสร้างรูปแบบของผนังได้กว่า 10 รูปแบบ)

นอกจากนั้น อิฐท่อเหล็กยังถูกผสานไปกับการพ่นพื้นผิวที่คล้ายดินบนวัสดุท่อเหล็กเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้ความรู้สึกในการรับรู้วัสดุเปลี่ยนไป และช่วยสร้างบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติให้เกิดขึ้นในพื้นที่แล้ว การทำพื้นผิวในลักษณะนี้ ยังมีข้อดีตรงที่ช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการสะสมในตัววัสดุเหล็กแบบดั้งเดิมอีกด้วย

วัสดุสอดผสานกับงานสถาปัตยกรรม

ผนังอิฐท่อเหล็กที่ทีมออกแบบคิดค้น ถูกตั้งต้นนำมาใช้เป็นผนังภายนอกของ Phetkasem Artist Studio ซึ่งทำหน้าที่โอบล้อมพื้นที่กึ่งเปิดโล่งให้เกิดความเงียบสงบสอดผสานไปกับการเติบโตของพรรณไม้ท้องถิ่น วัสดุชิ้นใหม่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการสร้างประสบการณ์การเข้าถึงที่น่าตื่นตา

ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้วิถีชีวิตใหม่ในบริบทเดิมยังคงใกล้ชิดกับธรรมชาติ บริเวณชั้น 1 สถาปนิกตั้งใจให้พื้นที่สามารถเปิดโล่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การออกแบบจึงเชื่อมโยงพื้นที่ด้านหน้าและสวนหลังบ้านผ่านช่องรับแสงที่แทรกอยู่ระหว่างผนังท่อเหล็กภายนอกอาคารและผนังปูนที่อยู่ภายใน เกิดเป็นอุโมงค์ลมที่พัดผ่านเข้ามายังพื้นที่ ลดดีกรีความร้อนจากอุณหภูมิเกือบ 40 องศาเซลเซียสของกรุงเทพฯ ให้เจือจางลง

Phetkasem Artist Studio ไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานการใช้ชีวิตและการพักผ่อน โดยรูปแบบพื้นที่ใหม่นี้ยังทำลายภาพลักษณ์ของทาวน์เฮาส์เก่าไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงเปลี่ยนมุมมองของข้อจำกัดการใช้วัสดุในประเทศไทย ให้เกิดรูปแบบของการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในขณะที่ยังคำนึงถึงบริบท ภูมิอากาศและความเป็นถิ่นที่ที่เราคุ้นเคย

นอกจากรั้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่สถาปนิกทำงานกับผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นงานประตู-หน้าต่างอะลูมิเนียมที่ออกแบบบานพับและมือจับขึ้นใหม่ให้ดูบาง และมีการเก็บรายละเอียดต่างๆ ให้สวยงามมากขึ้น การออกแบบแสงสว่าง งานด้านสุขภัณฑ์ งานเฟอร์นิเจอร์ งานออกแบบภูมิทัศน์ และงานออกแบบกราฟิก

ถึงแม้จะเป็นการปรับปรุงอาคารเก่าที่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดและโครงสร้าง แต่ HAS design and research กลับทลายข้อจำกัดเหล่านี้และสร้างสถาปัตยกรรมผ่านการทดลองวัสดุ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดเรื่องราวสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้นกว่าที่เป็น ซึ่งทางผู้ออกแบบยังเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้จะทำให้ผู้คนที่พบเห็นมีความเชื่อและจินตนาการถึงความสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

Project Information
Design Company: HAS design and research
Design Team: Jenchieh Hung, Kulthida Songkittipakdee, Zidong Fan, Jiaqi Han
Steel wall production consultant: Pacific Pipe Co., Ltd.
Aluminum production consultant: Goldstar Metal Co., Ltd.
Aluminum door and window technology: AB&W Innovation Co., Ltd.
Aluminum door and window constructor: Fix and Slide
Lighting design: Jenna Tsailin Liu
Lighting technology: Visual Feast (VF)
Sanitaryware consultant: American Standard
Landscape consultant: Ratchaneeya Yangthaisong
Landscape constructor: FloraScape
Signage design: Qi Zhou
Signage consultant: Shanghai View Studio
Home living furniture: niiq
Construction consultant: Chanin Limapornvanich

Site area: 110 sq.m.
Gross built area: 150 sq.m.
Photo credit: Ketsiree Wongwan

 

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Hua Lamphong Field เมื่อสถานีรถไฟเก่าแก่แล่นมาถึงการเปลี่ยนแปลงสู่บทบาทหน้าที่ในยุคใหม่

Hua Lamphong Field
เมื่อสถานีรถไฟเก่าแก่แล่นมาถึงการเปลี่ยนแปลงสู่บทบาทหน้าที่ในยุคใหม่

กว่าศตวรรษแล้วที่ยานพาหนะสุดคลาสสิกอย่าง ‘รถไฟ’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งหากพูดถึงสถานีรถไฟที่คุ้นเคย คงหนีไม่พ้นกับ ‘สถานีกรุงเทพ’ หรือที่หลายคนมักเรียกติดปากว่า ‘หัวลําโพง’ กันอย่างแน่นอน เพราะนี่คือสถานีรถไฟหลักของประเทศที่ไม่เพียงแต่อยู่คู่กับรถไฟไทยมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลายคนผูกพัน อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาผ่านไปจนช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของรถไฟไทยครั้งใหญ่ก็แล่นมาถึงเสียแล้ว เพราะอีกไม่นานจะมีสถานีแห่งใหม่อย่าง ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะสถานีรถไฟหลักของประเทศไทยแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2564 แทนที่สถานีหัวลำโพงเดิมแล้ว

เพื่อยังคงรักษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าของสถานีหัวลำโพง ‘Re-Imagining Hua Lamphong’ โครงการประกวดแนวความคิดที่มุ่งหวังให้เกิดการรวมหัวคิดเพื่อหัวลำโพง จึงเปิดโอกาสให้ทีมผู้ออกแบบมากฝีมือจากทั่วประเทศเข้าร่วมส่งแนวคิดและไอเดียในการพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่กว่า 121 ไร่ของสถานีหัวลำโพงสู่บทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในผลงานน่าสนใจที่เราหยิบยกมาเล่าในครั้งนี้มีชื่อว่า Hua Lamphong Field ผลงานออกแบบจากทีมสถาปนิก HAS design and research ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของการสร้างพื้นที่สีเขียว ฟังก์ชันใช้งานที่เอื้อต่อกิจกรรมของคนในยุคปัจจุบัน รวมถึงไม่ลืมที่จะเพิ่มคุณค่าในพื้นที่ของสถานีเก่าแก่แห่งนี้ให้มีดีมากกว่าที่เคย

ถ้ายังนึกภาพการเดินทางกว่าร้อยปีของสถานีของเก่าไม่ออกหรือเริ่มเลือนจางหายไปแล้ว มาตามดูภาพหัวลำโพงและอาคารสำคัญอื่นๆ บนพื้นที่ 121 ไร่ (จากซ้ายไปขวา) กันก่อนเสียหน่อย ได้แก่ สถานีหัวลำโพง อาคารโรงรถดีเซลราง หอสัญญานกรุงเทพ ตึกบัญชาการการรถไฟ และอาคารที่ทำการพัสดุยสเส

เปลี่ยนบทบาทของสถานีเก่าสู่หน้าที่ใหม่

เดิมทีสถานีกรุงเทพเป็นจุดนัดพบนัดหมายของผู้คนทุกยุคสมัย และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากว่าร้อยปี ทั้งอาคารที่ทำการพัสดุยสเส ตึกบัญชาการการรถไฟ อาคารโรงรถดีเซลราง หอสัญญานกรุงเทพ และองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญให้กับการรถไฟไทยมาอย่างช้านาน แต่เมื่อพิจารณาถึงบริบทและการยกระดับความสำคัญของอาคารอนุรักษ์ในพื้นที่ทั้งหมดนั้น รวมถึงการลดจํานวนเที่ยวสัญจรของรถไฟที่ส่งผลให้จำนวนของผู้ใช้งานในอาคารต่างๆ ลดลงไปด้วย

ลานลำโพงแห่งนี้จึงมีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวให้กับเมืองได้มากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่โครงการ พร้อมกับแทรกพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนของการรถไฟไทยผ่านทางกิจกรรมทั้งด้านนอกและด้านในของอาคาร และพื้นที่การค้าอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์จะกลายเป็นจุดนัดพบใหม่ เพิ่มรายได้ให้แก่การรถไฟไทย และเชื่อมต่อผู้คนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในย่านนี้อีกครั้ง

ภาพไดอะแกรมแสดงความเป็นไปได้ในการแบ่งพื้นที่การใช้งาน

รั้วมีชีวิตที่สอดแทรกพื้นที่สีเขียวของเนินหญ้าในรูปแบบ free form

ทั้งนี้การล้อมรั้วขอบเขตของพื้นที่ในปัจจุบันทำให้เกิดการแบ่งแยกตัดขาดจากเมืองและผู้คนโดยรอบอย่างชัดเจน ประกอบกับการสัญจรทางเท้าและทางรถที่ถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งมาหลายครั้งนับตั้งแต่การเปิดใช้อาคารนั้นๆ กลับสร้างทางสัญจรที่ไม่ต้อนรับคนเดินเท้าบริเวณหน้าอาคารสถานี ขณะที่ด้านในอาคารตำแหน่งของพื้นที่ขายตั๋ว ณ ปัจจุบัน กลับบดบังความสวยงามต่อเนื่องทางสายตาที่ผู้ออกแบบอาคารตั้งใจออกแบบไว้แต่เดิม ซึ่งยังไม่รวมถึงการสัญจรภายในอาคารที่ผู้โดยสารรถไฟและคนทั่วไปเดินปะปนกัน นอกจากนี้การเข้าถึงอาคารอนุรักษ์นั้นกลับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มีการแบ่งแยกทางเข้าออกที่ต้องเข้าจากทางถนนในการเข้าถึงอาคารนั้นๆ

ภาพไดอะแกรมแสดงการสัญจรคนและรถยนต์เพื่อเข้าถึงอาคารในปัจจุบัน

แนวคิดของลานลำโพงที่จะทำลายขอบเขตการแบ่งกั้นพื้นที่ในแนวยาวทั้งสองข้าง ซึ่งติดกับคลองผดุงกรุงเกษมและถนนรองเมืองจึงเกิดขึ้น ด้วยการสอดแทรกพื้นที่สีเขียวของเนินหญ้าในรูปแบบ free form ทำหน้าที่เป็นรั้วมีชีวิต ให้ร่มเงาผู้คนสองข้างถนน และสร้างความหลากหลายให้กับกิจกรรมที่เกิดขึ้น เอื้อให้เกิดการต้อนรับผู้คนทางสายตาและทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมือง

ภาพทัศนียภาพจำลองการสอดแทรกของพื้นที่สีเขียวเข้าไปในพื้นที่สร้างสรรค์ส่วน Locomotive Factory ของอาคารโรงรถดีเซลราง ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิดของพื้นที่สีเขียวทำให้ขอบเขตการแบ่งกั้นพื้นที่มีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น

ลานน้ำพุคนเดินที่ลดอุณหภูมิริมถนนให้เย็นลง และชุบชีวิตโฉมหน้าของสถานีใหม่

ในอดีตวงเวียนน้ำพุและอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรด้านหน้าอาคารนั้น เดิมเคยเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศซึ่งดัดแปลงจาก ‘อุทกธาร’ หรือพื้นที่ให้บริการน้ำดื่มสำหรับประชาชนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่พื้นที่ด้านข้างของวงเวียนที่ปัจจุบันเป็นเพียงเกาะกลางถนน ทำให้การสัญจรทางรถเดิมมักขัดกับคนเดินเท้าหน้าอาคารสถานีในปัจจุบัน

ผู้ออกแบบจึงปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจรด้านหน้า เพื่อเอื้อให้เกิดการเข้าถึงอาคารที่สะดวกขึ้น และยังเสนอให้เกิดการเชื่อมพื้นที่ไปยังทางเท้าหน้าอาคารที่การสัญจรทางรถถูกเปลี่ยนให้ไม่ต้องตัดผ่านหน้าอาคารอย่างที่เคยเป็น และสร้างสรรค์ออกมาเป็นลานน้ำพุคนเดิน (Wet Plaza) ที่จะช่วยลดอุณหภูมิริมถนนพระรามสี่ให้เย็นลง พร้อมทั้งสร้างพื้นที่สาธารณะระหว่างลานลำโพงและผู้คนในชุมชนโดยรอบให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงสะท้อนความงามของอาคารสถานีกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจน

ภาพไดอะแกรมแสดงการสัญจรเพื่อเข้าถึงอาคารในลานลำโพงที่ปรับปรุงใหม่
ภาพทัศนียภาพจำลองลานน้ำพุคนเดินหน้าอาคารสถานี

แทรกซึมพื้นที่สีเขียวและความครีเอทีฟเข้าไปในทุกกิจกรรม

เมื่อเดินเข้าไปในอาคารจะพบกับแหล่งเรียนรู้พืชพันธุ์พื้นถิ่นสวนพฤกษศาสตร์ Botanical Garden ใจกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ในการนั่งรอรถไฟ ดึงดูดผู้คนเพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานของอาคารสถานีเดิมที่คำนึงถึงลักษณะของอาคารและยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของสถาปัตยกรรม ในขณะที่พื้นที่ขายตั๋วเดิมถูกย้ายมาไว้ทางด้านข้าง เพื่อให้การสัญจรของผู้คนลื่นไหลเป็นไปอย่างธรรมชาติ

ภาพทัศนียภาพจำลองสวนพฤกษศาสตร์ที่คำนึงถึงลักษณะอาคารเดิม
ผังพื้นขยายของอาคารสถานีเดิมที่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนพฤกษศาสตร์ในร่ม

การกระจายตัวเล่นระดับของเนินที่สอดแทรกไปกับพื้นที่ในลานลำโพงนั้นทำให้พื้นที่สีเขียวแทรกซึมเข้าไปในทุกกิจกรรม และเกิดการรับรู้การใช้งานที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ผู้เยี่ยมชมจะเพลิดเพลินไปกับการเดินเท้าด้านในลานลำโพง จากสถานีกรุงเทพฯ ผ่านพื้นที่นอกอาคารไปยังหอสัญญานกรุงเทพ ตึกบัญชาการการรถไฟและหอเกียรติยศ ไปจนถึงอาคารที่ทำการพัสดุยสเสผ่านรางรถไฟเดิม เมื่อออกมาจากอาคารสถานีจะพบกับตู้รถไฟเก่าที่ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นร้านอาหารบนรถไฟและภูมิทัศน์ของ พื้นที่สร้างสรรค์อย่าง Creative Park และ Locomotive Factory ที่ปรับเปลี่ยนโรงซ่อมรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะและแหล่งเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทำให้เรื่องวิศวกรรมเครื่องกลของรถไฟไทยกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ นอกจากนี้ผู้เยี่ยมชมยังสามารถขึ้นไปบนพื้นที่ส่งพัสดุเดิมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นหอชมวิว Observation Tower เพื่อชมภาพมุมสูงของลานลำโพงได้อีกด้วย

ภาพไดอะแกรมแสดงแนวความคิดในการปรับเปลี่ยนการใช้งานของแต่ละพื้นที่ในลานลำโพง

ส่วนอาคารที่ทำการพัสดุยสเสซึ่งคงไว้ซึ่งคุณค่าและความสวยงามทางสถาปัตยกรรม ได้ถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่อาคารชั้นล่างให้กลายเป็นร้านอาหารหรูเลิศรส Fine Dining Restaurant และพื้นที่สำหรับจัดงานเลี้ยง งานแต่งงาน Banquet Hall ในอาคาร ขณะที่พื้นที่อาคารด้านบนของอาคารที่ทำการพัสดุยสเสและตึกบัญชาการการรถไฟ นั้นยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ทำงานสำหรับพนักงานการรถไฟไทย นอกจากนี้การโยกย้ายที่จอดรถเดิมออกมาตรงที่ว่างด้านนอกอาคารทำให้ลานโล่งกลางอาคารกลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของพนักงานและผู้เยี่ยมชมได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้พื้นที่ลานที่โอบล้อมด้วยอาคารที่ทำการพัสดุยสเสนั้นสามารถเป็นลานฉายสารคดีเชิงอนุรักษ์ Heritage Theatre ให้ความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมและสามารถรับรู้ได้ถึงความสำคัญของมรดกสถาปัตยกรรมในพื้นที่ลานลำโพงแห่งนี้

ภาพทัศนียภาพจำลองลานฉายสารคดีเชิงอนุรักษ์ในบริเวณลานกลางอาคารที่ทำการพัสดุยสเส
ผังพื้นชั้นล่างลานลำโพงแสดงขอบเขตของพื้นที่ที่เปลี่ยนไปและการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่สีเขียวกับอาคาร

สถานีหัวลำโพงใหม่ในร่างลานกิจกรรมของคนเมือง

แม้ในอนาคตบทบาทของการเป็นสถานีรถไฟหลักที่เชื่อมต่อคนทั้งประเทศเข้าด้วยกันจะต้องยุติลง แต่เรื่องราวและเสน่ห์ของสถานีหัวโพงก็จะคงอยู่ เสียงหวูดร้องรถไฟ เสียงจอแจของผู้คน เด็กๆ วิ่งเล่นบนลานน้ำพุ กระโดดลงจากเนินหญ้า ชมงานศิลปะปนไปกับการเรียนรู้เรื่องรถไฟ นั่งเล่นที่ลานใต้ร่มไม้และชมภาพยนตร์สารคดีเชิงอนุรักษ์ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทีมผู้ออกแบบ HAS design and research คาดหวังไว้ว่า ผลงานจากโครงการประกวดแบบเฉพาะแนวคิดอย่างลานลำโพง Hua Lamphong Field จะเกิดขึ้นจริงได้ในสักวันหนึ่ง เพื่อเป็นเสมือนพื้นที่เชื่อมต่อของกาลเวลา รำลึกถึงอดีตเพื่อเรียนรู้ และเอื้อให้เกิดกิจกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน

“หัวลำโพงต่อจากนี้ ไม่ว่าความเป็นจริงจะเปลี่ยนไปเช่นไร งานออกแบบชิ้นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความหวัง ความหวังที่จะให้คนไทยทุกคนร่วมหวังไปด้วยกัน ความหวังของการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นให้กับผู้คนและเมือง ความหวังของการปรับเปลี่ยนการใช้งานอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางใจ มอบไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ใช้งานสืบต่อไป แม้ว่าในขณะนี้จะเป็นเพียงแค่ภาพหวังในอุดมคติเท่านั้นก็ตาม”

นอกจากผลงานออกแบบ Hua Lamphong Field จาก HAS design and research ยังมีผลงานประกวดออกแบบเฉพาะแนวคิดน่าสนใจที่มุ่งหวังในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) อีกมากมาย โดยสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและดูผลงานจากผู้เข้าร่วมประกวดอื่นๆ กันต่อได้ที่ https://reimagininghualamphong.info

Project Information
Project name: Hua Lamphong Field
Project location: Bangkok, Thailand
Design Company: HAS design and research
Team: Jenchieh Hung, Kulthida Songkittipakdee, Atithan Pongpitak, Muze Ouyang

Writer