จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่ ‘BAAN123’ ที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

'BAAN123'
จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่บ้านที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

ภายใต้เมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากครัวเรือน เราอาจพบได้ว่าการขยายตัวของที่พักอาศัยนั้น เกิดจากจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วการโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่อาจไม่ใช่คำตอบที่อบอุ่นนักสำหรับการสานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวขนาดใหญ่ และนั่นทำให้คำว่า ‘ครอบครัวขยาย’ จึงไม่ใช่ศัพท์ที่คุ้นเคยสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ทว่ายังคงมีอีกหนึ่งครัวเรือนในย่านงามวงศ์วานที่ยังแน่นแฟ้นและสานสัมพันธ์กันอย่างเข้าอกเข้าใจ สู่การออกแบบ ‘Baan123’ บ้านหลังใหม่ที่ได้กลายเป็นหัวใจหลักของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ด้วยแนวคิดการออกแบบจากทีมสถาปนิก IF (Integrated Field) กับการปะติดปะต่อความต้องการและเรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 7 คน ที่มีถึง 3 เจนเนอร์เรชั่นให้ลงตัวเป็นเรื่องเล่าเดียวกันภายในขอบเขตของบ้านหลังนี้

‘1 2 3 เท่ากับ 1’

ทั้งหมดเริ่มจากบ้านหลังที่ 1 บ้านเดี่ยวหลังเดิมของพ่อและแม่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดกว้างขวางในย่านงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี ก่อนจะเอ่ยชักชวนลูกๆ ให้โยกย้ายครอบครัวเข้ามาปลูกบ้านอีกสักหลังสองหลังในพื้นที่ที่ยังคงว่างอยู่ สู่โจทย์ที่ผู้ออกแบบได้นำกลับไปขบคิดจนเกิดเป็น ‘Baan123’ บ้านที่หากมองกันเพียงผิวเผินคงเห็นเป็นอาคารที่มีหลังคาลาดเอียงล้อไปตามกันจำนวน 3 หลัง โดยอาคารไม่ได้แยกตัวออกจากกันเสียทีเดียว แต่ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานขนาดยาวทะลุขั้นระหว่างตัวอาคารแต่ละหลัง และกลับกันที่หากมองในแง่ของความลึกซึ่ง พื้นที่ส่วนนี้ก็อาจเป็นสะพานรักที่ได้ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของความใกล้ชิดระหว่างบ้าน 1 2 และ 3 หรือบ้านของครอบครัวพ่อแม่ และครอบครัวของลูกๆ บนพื้นที่โดยรวมกว่า 1,350 ตารางเมตร

รูปตัด BAAN123
รูปด้าน BAAN123

อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังได้ถูกตกตะกอนความคิดผ่านการตั้งคำถามโดยทีมผู้ออกด้วยว่า ทิศทางของบ้านหลังนี้จะต้องออกแบบอย่างไรจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องทั้งกิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นได้ เพราะกิจกรรมของช่วงวัยที่ต่างกันก็นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารไม่น้อย บ้านหลังนี้จึงนำด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้มากกว่า 1 เจเนอร์เรชั่น อาทิ พื้นที่จอดรถที่กว้างขวาง สระว่างน้ำขนาดยาว ไปจนถึงพื้นที่นั่งเล่นที่ยังเป็นส่วนต้อนรับเมื่อแขกไปใครมาก็สามารถแวะเวียนมานั่งพูดคุยได้ตลอดวัน

ผนวกกับตัวอาคารที่ได้ถูกออกแบบให้มีส่วนยกสูงคล้ายใต้ถุนในเรือนไทยสมัยก่อนร่วมด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยตอบโจทย์ให้การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางนี้สามารถออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น และยังเกิดการหมุนเวียนของลมธรรมชาติได้อย่างคล่องตัว ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ สมาชิกภายในครอบครัวก็สามารถมานั่งเล่นทำกิจกรรมร่วมกันได้ในพื้นที่ส่วนนี้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ในระหว่างวันเลยก็ว่าได้

‘พื้นที่กลางใจ’

สำหรับส่วนที่พักของ Baan123 ผู้ออกแบบได้ปะติดปะต่อ Layout ให้สอดคล้องไปกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยการวางให้บ้านของพ่อและแม่เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างกลางของบ้านลูกๆ หลังที่ 1 และ 3 เพื่อให้ครอบครัวของลูกๆ สามารถปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองได้และยังคงรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งแม้ตัวบ้านจะถูกเชื่อมเข้าหากันตลอดทั้ง 3 หลังก็ตาม ขณะที่การจัดวางในรูปแบบนี้ก็ยังสื่อถึงการมอบให้บ้านของพ่อและแม่เป็นดั่งพื้นที่กลางใจ ที่เด็กและผู้ใหญ่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยไม่มีกำแพงของเจนเนอร์เรชั่นมากั้นขวาง อีกทั้งพ่อและแม่ก็ยังสามารถเฝ้ามองลูกหลานได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นอกจากเรื่องของรายละเอียดในการออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับแสงและลมธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถพบเห็นได้ในทุกๆ มุมของบ้านหลังนี้เช่นกัน เพราะผู้ออกแบบได้ดีไซน์ทั้งบานหน้าต่างและประตูกระจกให้มีขนาดกว้างขวางให้เอื้อต่อการรับลม ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศที่ดีในแบบ  Cross ventilation อีกทั้งยังได้ทำการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับแสงในอีกหลายๆ ตำแหน่งภายในบ้าน ที่จะช่วยให้บ้านหลังนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์และพึ่งพาบริบทของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนโดยไม่รู้สึกร้อน ด้วยการเสริมชายคาให้ยื่นออกมาเล็กน้อยพร้อมกับระเบียงที่จะเป็นบัฟเฟอร์กันแดดให้กับตัวบ้านได้ในอีกชั้นหนึ่ง

‘พื้นที่พักใจ’

ในแง่ของการออกแบบพื้นที่ใช้งานสำหรับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับการปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองนั้น ผู้ออกแบบได้ทำการบ้านโดยทำความเข้าใจกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันและความชอบของเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำกลับมาตีความเป็นงานดีไซน์ให้เกิดการตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยแต่ละห้องจะมีฟังก์ชันและดีไซน์ที่แตกต่างกันออกไป

อาทิ ห้องของลูกชายคนโตก็จะมีความเป็นพื้นที่ที่ดูเพล็กซ์มากกว่าห้องอื่นๆ หรือห้องของลูกชายคนเล็กก็จะมีความกว้างขวางยืดหยุ่นต่อการใช้งานและง่ายต่อการรองรับเพื่อนๆ ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้แต่ละห้องจะถูกออกแบบให้มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกห้องจะถูกครอบด้วยการออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่สบายของผู้อยู่อาศัยทุกคนภายในบ้าน เพื่อช่วยมอบความรู้สึกที่ดีต่อพื้นที่ที่ถูกเอ่ยเรียกว่า ‘บ้าน’ ให้เป็น ‘พื้นที่พักใจ’ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัวที่สุด

แปลน BAAN123 ชั้น 1
แปลน BAAN123 ชั้น 2
แปลน BAAN123 ชั้น 3

แม้นิยามของคำว่าบ้านสำหรับเราทุกคนนั้นอาจต่างกัน แต่ Baan123 ก็ทำให้ได้พบในอีกหนึ่งนิยามแล้วว่า ‘บ้าน คือพื้นที่สำหรับการแบ่งปันที่แท้จริง’ โดยเฉพาะการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์กับกิจกรรมการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ไปจนถึงการแบ่งปันพื้นส่วนกลางที่จะนำไปสู่พื้นที่กลางใจสำหรับการแบ่งปันคำสั่งสอนจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลังได้อย่างห่วงใยใกล้ชิด ภายใต้ชายคาของบ้าน 1 2 และ 3 หลังนี้

Location : ชินเขต 2 งามวงศ์วาน นนทบุร
Gross Built Area : 1,350 ตารางเมตร
Owner : ครอบครัวธนาดํารงศักดิ์
Architect & Interior Team : IF (Integrated Field Co.,Ltd.)
Structure Engineer : Basic Design Co.,ltd
Photograph : วีระพล สิงห์น้อย

Writer
Pichapohn Singnimittrakul

Pichapohn Singnimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

HOUSE COVE(R) ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

HOUSE COVE(R)
ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

ส่วนต่อขยายของบ้านสีขาวในชื่อ HOUSE COVE(R) นอกจากจะทำหน้าที่ปกคลุมพื้นที่ เป็นเกราะกำบังแสนปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยตามความหมายของคำว่า ‘Cover’ อย่างตรงไปตรงมา อีกนัยหนึ่งยังหมายถึงการห่อหุ้มบ้านจัดสรรสองชั้นเดิมในพื้นที่ 150 ตารางเมตร รวมถึง ‘Cove’ ที่วางตัวอยู่นอกวงเล็บ ยังเล่นคำ สื่อความหมายถึง ลักษณะโค้ง เว้า ซึ่งหากมองประกอบกับบ้านหัวมุมหลังนี้ ก็ถือว่าชื่อ HOUSE COVE(R) ทำหน้าที่บ่งบอกตัวตน และรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้มากทีเดียว

เมื่อบ้านจัดสรรหลังเดิมเริ่มมีขนาดไม่เพียงพอต่อการใช้งานของสมาชิกครอบครัว เพราะมีลูกเล็กที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ประกอบกับมีคุณยาย ผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแล บ้านจัดสรรแปลงหัวมุมที่มีพื้นที่ด้านข้างเหลือว่าง จึงถึงเวลาที่ต้องต่อเติม ขยับขยายกลายเป็นบ้านหลังใหม่ โดยได้สถาปนิกจาก TOUCH ARCHITECT นำทีมโดย คุณเอฟ-เศรษฐการ ยางเดิม และคุณจือ-ภาพิศ ลีลานิรมล มาเป็นผู้ออกแบบ

ในส่วนของบ้านเดิม ทางเจ้าของไม่มีความต้องการที่จะรีโนเวทขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่อยากให้บ้านหลังใหม่ที่ต่อเติมกลมกลืนไปกับบ้านเดิมอย่างเนียบเนียน ทีมสถาปนิกจึงตั้งโจทย์ที่จะสร้างตัวอาคารใหม่ขึ้น และทำฟาซาดใหม่ปกคลุม ไหลต่อเนื่องทั้งบ้านเดิมและบ้านใหม่ ให้ภาพรวมทั้งหมดกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ส่วนฟังก์ชันของบ้าน ทั้งสองหลังต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองหลังก็ยังจำเป็นต่อการอยู่อาศัยโดยไม่มีใครน้อยหน้าใคร บ้านหลังเดิมเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องนอนของลูกๆ ในอนาคต ในขณะที่บ้านใหม่จะมีฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นกว่า โดยทำหน้าที่เป็นห้องเล่นของลูกๆ ห้องนอนของคุณยาย ห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ และห้องดูโทรทัศน์

(ฟาซาดใหม่ที่สร้างขึ้นปกคลุม เพื่อให้บ้านทั้งสองหลังกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน)

จัดสรรพื้นที่จำกัดให้คุ้มที่สุด

เส้นเฉียงพาดไปพาดมาที่ทำให้คาแร็กเตอร์ของบ้านหลังนี้ชัดเจน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเจ้าของ แต่เกิดจากข้อจำกัดและปัจจัยในเรื่องที่ดิน ด้วยความที่เป็นบ้านหลังมุม รูปทรงของแปลงที่ดินจึงโค้งมนไปตามเส้นถนนหลักต่างจากแปลงอื่นๆ ในหมู่บ้าน ประกอบกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นพอสมควร สถาปนิกจึงจำเป็นต้องเริ่มออกแบบบ้านจากเส้นโค้งที่ล้อไปกับตัวไซต์ เพื่อให้ได้ฟังก์ชันใช้งานเต็มพื้นที่ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามระยะการร่นของอาคารที่ถูกกฎหมาย

แมสอาคารถูกจัดสรรขึ้นตามรูปทรงของแปลงที่ดิน โดยฟังก์ชันภายในก็ต้องเกิดการประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะทางสัญจรอย่างบันได ตำแหน่งบันไดของชั้น 2 และชั้น 3 จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งบันไดที่พาดไปมาระหว่างชั้นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดแมสอาคาร เส้นสายและ Slope ความเฉียง โดยที่ชั้นบนสุด สถาปนิกออกแบบ Skylight ขนาดใหญ่ขนานไปกับช่องบันไดเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องเข้าถึง มุมเฉียงของบันไดในบริเวณห้องนั่งเล่นชั้น 1 ยังถูกแทรกด้วยกระจกสูงขึ้นไปจนถึงใต้ Slope ของบันได เพิ่มโอกาสให้แสงสว่างเข้าถึง ช่วยให้ขนาดพื้นที่ที่มีจำกัดนั้นดูกว้างและโปร่งมากขึ้นจากองค์ประกอบธรรมชาติ

Dtips : ด้วยโครงสร้างภาพรวมของบ้านที่เป็นเหล็ก โครงสร้างบันไดจึงต้องทำขึ้นจากเหล็กตามไปด้วย สถาปนิกยังดีไซน์บันไดแผ่นเหล็กพับ โดยออกแบบคานให้เล็กลง และใช้ดีเทล Cladding หุ้มวัสดุไม้ลงบนตัวเหล็กพับ เพื่อโชว์ดีเทลของงานเหล็กสร้างความสวยงามให้กับโครงสร้างบริเวณทางสัญจรทั้งหมดของบ้าน

ด้วยบริบทของบ้าน 2 ชั้นหลังอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ทำให้สถาปนิกมองว่าบ้านที่ต่อเติมใหม่มีเพียงสองชั้นครึ่งก็น่าจะเพียงพอ เพื่อไม่ให้บ้านหลังใหม่นี้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ หรือผิดแปลกไปจากบริบทเดิม พื้นที่ส่วนที่เหลือของชั้นสาม จึงถูกออกแบบให้เป็นสวนหลังคาเล็กๆ ที่เปิดให้เด็กๆ ได้ออกมาวิ่งเล่น สัมผัสธรรมชาติภายนอก และยังได้ทดแทนพื้นที่สีเขียวที่หายไปจากเดิม

อีกหนึ่งพื้นที่สวนที่ทางสถาปนิกพยายามคืนให้กับเจ้าของบ้าน คือ ส่วนระยะร่นของอาคารที่ถูกปรับให้เป็นภูมิทัศน์ เทอเรสกลางแจ้ง บ่อน้ำ พื้นที่สีเขียว รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยกรองแสง กรองความร้อนที่จะเข้ามารบกวนการใช้งานพื้นที่ภายใน พื้นที่ทั้งหมดห่อหุ้มด้วยรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง พรางสายตาจากผู้ที่สัญจรไปมาภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังยอมให้แสงธรรมชาติบางส่วนผ่านทะลุ เพื่อเพิ่มบรรยากาศที่ดีให้กับการอยู่อาศัย

ในขั้นตอนของเปลือกนอกอย่างการเลือกใช้วัสดุ ทีมสถาปนิกเลือกใช้อลูมิเนียม และวัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น สกายไลท์ เป็นวัสดุหลัก แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความต้องการของทางเจ้าของ ซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับโรงงานวัสดุ จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งก็คงทนถาวรตอบโจทย์ความเป็นบ้านได้อย่างเหมาะสม

การอาศัยของสามเจนเนอเรชันในบ้านหลังเดียว

นอกจาก HOUSE COVE(R) จะเชื่อมโยงบ้านหลังเก่าและบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน บ้านหลังนี้ยังทำหน้าที่หลอมรวมเจนเนอเรชันทั้งสามเอาไว้อย่างอบอุ่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในต้องออกแบบจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเหล่านี้ให้พอเหมาะพอดีกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน

แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 1
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 2
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 3

บ้านหลังใหม่และบ้านหลังเดิม มีทางเชื่อมเป็นหลังเดียวกันอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นเดิมที่ชั้น 1 ของตัวบ้าน ส่วนห้องนอนของคุณยายออกแบบตามมาตรฐานโดยจัดสรรไว้ที่ชั้น 1 เพื่อให้เดินเหินไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ทั้งเดินเชื่อมไปส่วนครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหารภายในบ้านเดิม หรือจะนั่งเล่น คลุกคลีกับหลานๆ ในพื้นที่เล่นบริเวณชั้น 1 ของบ้านใหม่ก็สามารถทำได้สะดวก

ส่วนชั้นสองเป็นฟังก์ชันห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งบันไดที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกปิดกั้นด้วยประตูอีกหนึ่งชั้นก่อนจะขึ้นสู่ชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของทางเจ้าของซึ่งมีการจำกัดชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็กๆ เมื่อถึงเวลาดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์บริเวณชั้น 3 เด็กๆ จึงจะผ่านประตูในส่วนนี้ โดยต้องได้รับอนุญาติจากผู้ปกครอง หรือขึ้นไปใช้งานสเปซพร้อม กันเป็นครอบครัว

บริเวณพื้นที่ชั้น 3 เป็นที่ตั้งของห้องดูโทรทัศน์ หรือห้องนั่งเล่นขนาดย่อมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ รวมถึงวิวที่มองเห็นเรือนยอดไม้ พื้นที่สีเขียวหนาตา ที่ชวนให้ลืมความวุ่นวายจากถนนภายนอกไปชั่วขณะ…

“ปกติ TOUCH Architect เราจะชอบออกแบบงานที่ Simple แต่เกิดฟังก์ชันที่ดี ดังนั้นมันจะไม่เกิดรูปร่างของแมสอาคารที่มันแปลกไป แต่สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ไซต์มันแปลก มันเลยได้แมสอาคารที่รูปร่างแปลกตา แต่ว่าเราไม่ได้ทำเพราะอยากทำ เราทำเพราะมันเชื่อมโยงกับความต้องการ บริบท และความสวยงาม ซึ่งทางเจ้าของเองเขาก็ชอบด้วย เราก็แฮปปี้ตาม” คุณจือเล่า

คงจะเรียกได้ว่า HOUSE COVE(R) รับบทเป็นบ้านหัวมุมที่นำข้อจำกัดของพื้นที่มาผสมกับฝีไม้ลายมือในการดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ จากที่ดินทรงโค้งบนหัวมุมถนนที่ดูเหมือนจะกินพื้นที่และสร้างอะไรไม่ได้มากนัก จึงถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ทั้งแปลกตาและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดิมไปพร้อมกัน

รูปด้านบ้าน HOUSE COVE(R)
รูปตัดบ้าน HOUSE COVE(R)

Location : หมู่บ้านสีวลี สุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
Gross Built Area : 170 ตารางเมตร
Owner : ก้องเกียรติ พูนพานิช
Lead Architects : เศรษฐการ ยางเดิม และ ภาพิศ ลีลานิรมล TOUCH Architect
Architect & Interior Team : พิชญา ติยะพิษณุไพศาล , สุภานัน ตั้งสัจจานุรักษ์ และ ธนิตา ปัญจวงศ์โรจน์ TOUCH Architect
Structure Engineer : ชิตติณัฐ วงศ์มณีประทีป
Photograph : อานันท์ นฤพันธาวาทย์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้