เสน่ห์การอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ในเมืองเวนิส อิตาลี

เสน่ห์การอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ในเมืองเวนิส อิตาลี

การแทนที่ “สิ่งเก่า” ด้วย “สิ่งใหม่” โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงอาคาร (Renovation) สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้อยู่ร่วมกับบริบทงานออกแบบใหม่ๆ ถือเป็นอีกเสน่ห์ในการคงเรื่องราวหรือองค์ประกอบบางอย่างของสิ่งเดิมไว้ได้อย่างน่าสนใจ

วันนี้เราจึงอยากจะนำเสนอหนึ่งในเมืองที่มีสีสันด้านสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ที่อยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจมาพูดคุยกัน ซึ่งนั่นก็คือ เมืองเวนิส (Venice) หรือเมืองเวเนเซีย ประเทศอิตาลี หนึ่งในเมืองมรดกโลกที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่มีจัดกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย และยังคงเป็นหนึ่งใน destination city ที่มีชื่อเสียงของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน รวมถึงมีการจัดนิทรรศการสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ Venice Biennale ซึ่งเป็นนิทรรศการที่เก่าแก่และน่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โดยเมืองเวนิสมีลักษณะเป็นเกาะจำนวน 118 เกาะ ตั้งอยู่ในทะเลเอเดรียติก เชื่อมต่อกันด้วยลำคลองน้อยใหญ่จำนวนมาก ชาวเมืองได้ใช้ลำคลองเหล่านี้เป็นทางสัญจรหลักทางน้ำของเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการมีมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ตลอดจนสะพานที่เชื่อมกันมากกว่า 400 แห่งที่มีลักษณะโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามลักษณะทางสถาปัตยกกรรมของภูมิภาคนี้

ประวัติศาสตร์ของเมืองเวนิสเริ่มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 6 ซึ่งมีอายุมากกว่า 1500 ปี ระยะเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนานส่งผลให้อาคารสถาปัตยกรรมบางแห่งได้เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ทำให้ต้องมีการบูรณะ (Renovation) อาคารต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายอยู่เรื่อยมา รวมถึงการปรับเปลี่ยน Function การใช้งานของอาคารสถานที่ให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน ประกอบกับปัญหาจากระบบนิเวศน์ในระดับ global ที่มีการคาดการณ์ว่าเมืองเวนิสอาจจะจมทะเลในปลายศตวรรษหน้าเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
.
เสน่ห์ของการปรับปรุงในเมืองเวนิสจะเป็นการการอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมโกธิคแบบเวนิสบริบทการออกแบบใหม่ๆ ซึ่งสถาปนิกชั้นครูทั้งหลายได้ทำการสอดแทรกคุณลักษณะทั้งสองอย่างให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยที่ยังเคารพกับรูปแบบสุนทรียะความงามแบบเดิมไว้ ซึ่งในวันนี้จะมาพูดคุยถึงโครงการปรับปรุงสถาปัตยกรรมที่สำคัญทั่วเมืองเวนิสที่น่าสนใจมาให้ฟังกัน

Venice’s misericordia โดย Alberto Torsello

อาคาร Venice’s misericordia เป็นอาคารเก่าแก่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเวนิส ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1583 และได้ถูกเปลี่ยนแปลง function การใช้งานในรูปแบบต่างๆ มาอย่างหลากหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน ค่ายทหาร โกดังสินค้า หอจดหมายเหตุ และถูกใช้เป็นสนามกีฬาเพื่อจัดการแข่งขันยิมนาสติกและบาสเกตบอลในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ต่อมาในปี 2015 สถาปนิกชาวอิตาลี Alberto Torsello ได้เริ่มโครงการปรับปรุงอาคารประวัติศาสตร์ดังกล่าวให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เปลี่ยนไป

ภายใต้ชั้นพื้นที่ 26,000 ตร.ม. สถาปนิกได้ทำการแบ่งพื้นที่ภายในให้สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม นิทรรศการ และการใช้งานด้านอื่นๆได้อย่างหลากหลาย โดยที่พยายามที่จะรักษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารเดิมไว้ ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับปรุงบริเวณทางเข้าหลักด้วยบริบทการตกแต่งสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงอาคาร โดยเลือกใช้วัสดุตกแต่งสมัยใหม่อย่างเช่นโครงสร้างที่ทำจากแผ่นเหล็กสนิมที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ indoor และ outdoor ที่ผสมผสานบริงานสถาปัตยกรรมระหว่างรวมเก่าและความร่วมสมัยได้อย่างดี

ในการปรับปรุงด้านการออกแบบตกแต่งภายใน จะมุ่งเน้นที่การรักษาสภาพอาคารให้คงอยู่ดังเดิมมากที่สุด ด้วยการเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ในการบูรณะโครงสร้าง อย่างเช่นการบูรณะเสาแบบโครินเทียนคู่ งานจิตรกรรมฝาผนัง หรือการเสริมความแข็งแรงบริเวณซุ้มประตูบริเวณโถงชั้นล่าง เพื่อต้องการให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในทั้งหมดมีอายุการใช้งานได้ในอีกหลายทศวรรษต่อไป อีกทั้งยังได้ทำการ upgrade สิ่งอำนวยความสะดวกและติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อย่างเช่นระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ ระบบทำความร้อนและทำความเย็นแบบแยกส่วน เทคโนโลยี DALI (อินเทอร์เฟซระบบแสงสว่างแบบระบุตำแหน่งดิจิทัลระยะไกล) ซึ่งทั้งหมด เป็นการอยู่รวมกันระหว่างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมกับระบบเทคโนโลยีอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

Fondaco dei Tedeschi โดย OMA

Fondaco dei Tedeschi เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบเวนิสโกธิค ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้กลายเป็นอาคารสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองท่าอย่างเวนิส ที่ถูกใช้เป็นด่านเก็บภาษีการค้าทางทะเล และการเดินเรือระหว่างยุโรปตอนเหนือกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในอดีต ก่อนที่จะอาคารจะได้รับความเสียหาย ปรับปรุง และเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานหลายต่อหลายครั้งตามหลักฐานในหอจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น เหตุการณ์ไฟใหม้เมื่อต้นศตวรรษที่ 16 และการครอบครองอาคารของระบบการปกครองแบบฟาสสิสต์ ก่อนที่จะทำการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อประมาณปี 1930 ด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบคอนกรีตสมัยใหม่

ปัจจุบัน โครงการบูรณะอาคารดังกล่าวอยู่ในการควบคุมของ OMA หนึ่งในสำนักงานสถาปนิก Big name ระดับโลก นอกจากการปรับปรุงลักษณะทางกายภายของสถาปัตยกรรมทั้งหมดในโครงการที่เป็นการผสมผสานระหว่างกลิ่นอายของรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมกับบริบทใหม่ๆที่มีความสวยงามอย่างน่าทึ่งแล้ว ยังได้ได้ทำการปรับเปลี่ยนโปรแกรมของอาคาร รวมถึงการกำหนดลำดับการเข้าถึงของพื้นที่สาธารณะและเส้นทางทางสัญจรของอาคารแบบใหม่ได้อย่างลงตัว

ทางเข้าหลักของอาคารได้ทำการออกแบบใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ inner courtyard ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยการเพิ่มเติมโครงสร้างบันไดที่เป็นบริบทใหม่ใช้วัสดุปิดผิวสีทองเส้นสายคมกริบ รวมถึงบันไดเลื่อนปิดผิวไม้และวัสดุปิดผิวสีแดงที่ให้กลิ่นอายความเป็นวินเทจแบบ mid century ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเก่าและความใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม เหนือขึ้นไปจะเป็นโครงสร้างชั้นเหล็กและกระจกใหม่ซึ่งลอยอยู่เหนือ inner courtyard ซึ่งจะนำไปสู่ลานบริเวณดาดฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเปิดให้เข้าใช้เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของเมือง

ในส่วนของมรดกทางวัฒนธรรมของอาคาร อย่างเช่นจิตรกรรมฝาผนัง หรือโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในที่ได้เสื่อมตามกาลเวลาเป็นเวลาหลายศตวรรษได้รับการบูรณะใหม่ โดยช่างผู้ฝีมือชำนาญการและได้ถูกนำเสนอขึ้นใหม่กับบริบทโดยรอบในรูปแบบที่มีความร่วมสมัย และไม่ทิ้งกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของอาคารในอดีต โดยโครงการนี้จะเป็นหนึ่งในพื้นที่กิจกรรมและจุดชมวิวที่สำคัญแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเวนิสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมในเมืองเวนิสเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในทุกๆปี) สร้างความเสียหายให้กับสถาปัตยกรรมในเมืองเวนิสอย่างมาก ทั้งโครงการขนาดเล็กที่เป็นบ้านพักอาศัย และอาคารสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของเมือง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยลำคลองที่ถูกใช้เป็นทางสัญจร ทำให้ต้องเกิดปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือน พย ปี 2019 เกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมืองทั้งเมืองจมน้ำประมาณประมาณ 80% ของพื้นที่ โดยมีระดับน้ำสูงสุดอยู่ที่ 1.87 เมตร ทำให้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาทบทวนแผนรับมืออีกครั้ง

อพารต์เมนต์ Fondamenta di San Giobbe โดย Gianmatteo Romegialli

เพื่อตอบรับกับเหตการณ์ดังกล่าว สถาปนิกจำนวนมากได้ทำการปรับปรุงอาคารเพื่อการอยู่อาศัยในเมืองให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปีได้ อย่างเช่นอพารต์เมนต์ Fondamenta di San Giobbe ซึ่งเป็นที่พักอาศัยริมคลองในเขต Cannaregio เมืองเวนิส ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตร ได้ถูกออกแบบและปรับปรุงบริเวณชั้นล่างใหม่โดยสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงอาคารเก่า Gianmatteo Romegialli โดยโครงการนี้จะเป็นเหมือนเป็นการ upgrade ที่อยู่อาศัยให้สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ โดยพวกเขาได้ประเมินข้อมูลระดับน้ำทะเลตั้งแต่ปี 1870 – 2000 และคำนวนความจำเป็นที่โครงสร้างคอนกรีตจะต้องสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 160 เซนติเมตรจากระดับปัจจุบัน เพื่อปกป้องระดับน้ำทำเลที่จะเอ่อล้นเข้ามาสร้างความเสียหายในพื้นที่

เมื่อเข้าไปในตัวอาคารจะพบขั้นบันไดที่นำไปสู่ขอบทางเข้า ซึ่งสูงจากระดับน้ำ 160 เซนติเมตรที่เป็นเสมือนกับเขื่อนกั้นน้ำ จากนั้นได้ลดระดับลงมายังพื้นที่พักผ่อนที่มีระดับ 120 เซนติเมตร โดยเลือกใช้คอนกรีตที่สามารถทนทานต่อน้ำท่วมได้ ส่วนพื้นที่ private area ที่เป็นห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว จะสร้างขึ้นที่ระดับ 160 เซนติเมตรเช่นกัน โดยเหนือระดับดังกล่าวเป็นระยะที่ปลอดภัยต่อปัญหาน้ำท่วมและสามารถเลือกใช้วัสดุ interior decorate finishing ได้

สถาปนิกจึงเลือกใช้วัสดุจำพวกไม้สีขาวสะอาดตา กระเบื้องลวดลายกราฟฟิคสีโมโนโครมสมัยใหม่ตามแนวคิดที่จะเป็นการนำเสนอบริบทที่มีความร่วมสมัยอยู่ภายในสถาปัตยกรรมแบบเวนิสดั้งเดิมได้ โดยโครงการปรับปรุงอาคารสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างแนวคิดการออกแบบที่มีความเรียบง่าย สวยงาม และการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยป้องกันปัญหาความไม่ยั่งยืนของระบบนิเวศน์ได้อย่างดี

Fondazione Querini Stampalia โดย Carlo Scarpa

เช่นเดียวกับ Fondazione Querini Stampalia ซึ่งเป็นสถาบันและพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเวนิส สร้างขึ้นเมื่อปี 1869 ในลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเวนิสโกธิค ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรมและผลงานทางศิลปะที่สำคัญมากมาย ซึ่งต่อมาในปี 1949 ผู้อำนวยการของสถาบัน Manlio Dazzi ได้มอบหมายให้ Carlo Scarpa ปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมอิตาลีชาวเวนิส มาปรับปรุงและซ่อมแซมพื้นที่ของชั้นล่างของโครงการ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวในการจัดแสดงงานได้

Carlo Scarpa ได้ใช้เวลาปรับปรุงอาคารหลังนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี โดยใช้การผสมผสานบริบทขององค์ประกอบของอาคารสถาปัตยกรรมแบบเวนิสเก่าและการ design ใหม่ได้อย่างอัศจรรย์ รวมถึงการพิจารณาถึงปัญหาน้ำท่วมที่เอ่อล้นเข้ามาทางช่องประตูเหล็กทางด้านหน้าอยู่เสมอ Scarpa จึงเลือกที่จะเคารพต่อลักษณะธรรมชาติของเวนิสที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาจึงได้ปล่อยให้น้ำเข้ามท่วมบริเวณชั้นล่างของอาคาร และให้น้ำเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ซึ่งก่อให้เกิดการรับรู้ด้านพื้นที่ระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติที่สวยงาม โดยทำการออกแบบทางเดินที่ยกสูง เป็น pattern เรขาคณิตที่ไม่เท่ากันอย่างสวยงาม มีขอบซีเมนต์เพื่อป้องกันน้ำท่วมไปยังส่วนอื่น

โดยมีองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมภายในที่มีเส้นสายที่สวยงามอย่างน่าทึ่ง รวมถึงการซ่อนกลไกประตูที่แลดูเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของผนังตกแต่งซึ่งเป็นเหมือนกับลายเซ็นการออกแบบของเขาอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ ตลอดจนความใส่ใจเรื่องสุนทรียะความงามของเนื้อแท้ของวัสดุ โดยการเลือกใช้วัสดุจำพวก โมเสค หิน travertine ตัดขอบด้วยเส้นทองเหลือง รวมถึงหิน Istrian ซึ่งเป็นหินที่มีลักษณะเฉพาะที่มักจะถูกเลือกใช้ในสถาปัตยกรรมแบบเวนิส

Procuratie Vecchie โดย David Chipperfield

อาคาร Procuratie Vecchie คือหนึ่งในกลุ่มอาคารแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองเวนิส เป็นอาคารยาวเชื่อมกัน 3 ด้านตามแนวขอบจตุรัสเซนต์มาร์ก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี สร้างขึ้นในปี 1538 โดยสถาปนิก Bartolomeo Bon และ Jacopo Sansovino ที่ใช้อาคารดังกล่าวเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาและความเสื่อมสภาพของอาคารอันเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม

ปัจจุบันอาคารดังกล่าวเป็นสำนักงานใหญ่ของ Generali บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของอิตาลี และยังเป็นมูลนิธิใหม่ที่เรียกว่า Human Safety Net โดยได้รับการปรับปรุงใหม่โดยกลุ่มสถาปนิกจากอังกฤษ David Chipperfield เป็นเวลา 5 ปี และกำลังจะเสร็จสิ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 2022 นี้ โดยอาคารแห่งนี้จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา

โครงการบูรณะสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่มากกว่า 500 ปี เป็นส่วนหนึ่งของผังแม่บทที่จะผนักดันให้เมืองเวนิสเป็นเมืองหลวงแห่งความยั่งยืนของโลก ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและมีรายละเอียดการบูรณะที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของเมืองเวนิสที่สำคัญ โดยทั้งหมดจะมีการสร้างแบบจำลองอาคารเพื่อให้ช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถการประเมินโครงสร้างอาคารที่ซับซ้อนมากแห่งนี้ได้แม่นยำ อย่างเช่นการตรวจสอบโครงสร้างบันไดและพื้นอาคารเดิมที่ต้องเสริมระบบความแข็งแรง รวมถึงการตำแหน่งการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยที่ทันสมัย และการออกแบบระบบอาคารและลานยกสูงเพื่อควบคุมและป้องกันน้ำท่วม

การบูรณะโครงการดังกล่าว จะเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างการออกแบบสมัยใหม่และการฟื้นฟูความเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมให้มีสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด พื้นที่ห้องโถงบริเวณชั้นสามและสี่ ทั้งที่พื้นไม้เดิมที่มีอยู่จะได้ได้รับการเสริมความแข็งแรง คานไม้และฝ้าเพดานตกแต่งที่มีอายุราว 600 ปี รวมถึงการที่จะต้องใช้ศิลปินและช่างฝีมือชาวเวนิสดั้งเดิมที่มีความชำนาญสูงในการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังและโครงสร้างทั้งหมด

ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุประกอบการก่อสร้างท้องถิ่นที่ได้จากภูมิภาคเมืองเวนิส ส่วนที่ทำการออกแบบภายในใหม่จะเลือกใช้วัสดุผนังตกแต่งไม้ลูกฟักที่มีเส้นสายแบบร่วมสมัย ลดทอนรายละเอียด โทนสีสว่างแลดูสะอาดตา ซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ได้อย่างดี อีกทั้งยังมีการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงและการเพิ่มฟังก์ชั่นใช้งานของอาคาร ให้รองรับกับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน อย่างเช่น พื้นที่ทำงาน หอประชุม พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ และสวน courtyard บริเวณดาดฟ้าซึ่งจะเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของเมือง ที่สามารถรองรับกิจกรรมทางสังคมอันหลากหลายของเมืองเวนิสได้ โดยจะเข้าถึงได้โดยลิฟต์ที่ติดตั้งใหม่ทั้ง 2 ตัว

เมืองเวนิสไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆของโลกเท่านั้น แต่ยังคงเป็นหนึ่งใน destination ของผู้ที่ชื่นชอบทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ ที่สวยงาม เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างความเก่าและความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง และควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้งในชีวิต สุดท้ายนี้หากมีโอกาสเยือนที่เมืองเวนิส ลองใช้เวลายามพลบค่ำเดินลัดเลาะในเมือง จะพบว่าเมืองนี้มีการออกแบบ Urban lighting design ที่มีความสวยงามเป็น hidden gem อย่างมาก เงาสะท้อนและการรับรู้ที่เกิดขึ้นกับอาคารสถาปัตยกรรมในเมืองสวยงามราวกับภาพเขียนของศิลปินชั้นครูเลยทีเดียว

Writer
Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว