TCDC COMMONS CREATIVE FOODS พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สู่สถานที่นัดพบของคนรักอาหาร

TCDC COMMONS CREATIVE FOODS
พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สู่สถานที่นัดพบของคนรักอาหาร

หากคุณรู้ตัวว่าหลงรักใน อาหาร บทความนี้จะพาคุณไปเยือนสถานที่สร้างสรรค์สุดเฉพาะทางที่อาจเป็นจุดนัดพบของคนที่ชอบในอะไรเหมือนๆ กัน  

บนพื้นที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เป็นที่ตั้งของ TCDC COMMONS CREATIVE FOODS พื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในกรอบความคิดสุด Specialist ที่โฟกัสไปถึงเรื่องของอาหารโดยเฉพาะ ภายในมีทั้งส่วนห้องสมุดที่รวบรวบหนังสือด้านอาหารไว้กว่า 2,000 เล่ม พื้นที่ครัวที่สามารถทำอาหารได้จริง จะจัดฟู้ดเวิร์คช็อป หรือจะจัดนิทรรศการด้านอาหารก็สามารถทำได้พร้อม ซึ่งผู้ออกแบบงานนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังมากมายอย่าง party/space/design มารับหน้าที่จัดการพื้นที่ 189 ตารางเมตร ให้อัดแน่นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และการเรียนรู้ที่จะพาทุกคนหลุดออกไปนอกกรอบ

Active หรือ Passive ความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันได้

ฟังก์ชันที่ชัดเจนทั้งสองต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อธิบายง่าย ๆ คือ ส่วนห้องสมุดเป็นพื้นที่เงียบต้องการความเป็นส่วนตัว และครัว พื้นที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มักจะจอแจและมีความเป็นพื้นที่สาธารณะสูง สถาปนิกจึงหยิบมู้ดของสองพื้นที่ที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จับมาผสานและเบลนเข้าด้วยกันโดยวางโซนห้องสมุดให้อยู่ส่วนกลางของพื้นที่มากที่สุด เพื่อสื่อสารให้ชัดเจนตั้งแต่ทางเข้าว่าพื้นที่แห่งนี้คืออะไร ถัดไปอีกนิดบริเวณด้านหน้ามีเคาน์เตอร์บาร์ทำหน้าที่ต้อนรับเป็น Welcome Space ที่เชื่อมโยงผู้คน และอำนวยความสะดวกในเรื่องของสมาชิก หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ บริเวณนี้ออกแบบฝ้าเพดานฉาบเรียบ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายของการรีดแป้งแล้วเกิดเป็นร่องของร้านเบเกอรี่ เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ห้างซึ่งดูวุ่นวาย เข้ากับพื้นที่ภายในที่ดูสงบเงียบ อีกทั้งยังช่วยลดการสะท้อนเสียงได้ดี

พื้นที่ห้องสมุดและชั้นหนังสือที่อยู่ใจกลางนำไปสู่พื้นที่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นมุมโซฟาเข้ามุมอ่านหนังสือเล็ก ๆ ที่รับแสงธรรมชาติจากกระจกบานใหญ่ได้อย่างพอดี ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องประชุมเก็บเสียงที่รองรับการนั่งประชุมงาน หรือกิจกรรมไลฟ์สดคิดเมนูใหม่ๆ และห้องครัวที่พร้อมใช้งานได้จริง ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดถูกออกแบบให้สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้อย่างไม่มีขอบเขต

“จริง ๆ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารในประเทศเรามีเยอะนะ แต่พื้นที่ที่จะสามารถนั่งคุยไปด้วย ทำอาหาร ทดลองเมนูไปด้วย หรือแม้กระทั่งคุยกันเรื่องอุปกรณ์ในครัว โดยเห็นภาพตรงนั้นจริง ๆ มันไม่ค่อยมีในรูปแบบพื้นที่สาธารณะเท่าไร หรือแม้แต่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือเอง หนังสือที่เกี่ยวกับอาหารเฉพาะด้านก็มักจะอยู่ในมุมที่ไม่ใช่จุดเด่นเสมอ เราเลยวางฟังก์ชันให้ทั้งหมดกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน สามารถเดินจากห้องสมุดไปยังส่วนครัวนี้ได้เลย สามารถใช้งานพื้นที่ได้อย่างหลากหลาย” คุณโต-ศุภรัตน์ ชินะถาวร Design Director & Founder แห่ง party/space/design เล่า

ประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่างจากห้องสมุดในแบบเดิมๆ

“สิ่งที่เราสนใจ คือ เราจะทำยังไงให้พื้นที่แห่งนี้ดูเป็นห้องสมุดที่สนุกหน่อย จะเป็นไปได้ไหม?”
คุณโตตั้งคำถาม เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อโซน MUNx2 (มันมัน) ของศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้ครอบคลุมความสนใจที่หลากหลายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งศิลปะ ภาพถ่าย หรือแม้แต่อาหารเอง

ใจความสำคัญของโปรเจกต์นี้ จึงเป็นการออกแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ “ลองนึกภาพคนที่เขามาใช้งานตรงนี้อาจจะดูเฮ้วๆ หน่อยก็ได้ มาห้องสมุดไม่จำเป็นต้องถอดรองเท้าหยิบหนังสือ หรือตัวเขาเองอาจมีความสนใจหลายสิ่ง นั่งแปปเดียวก็เบื่อ อยากเปลี่ยนบรรยากาศ มีความ photogenic สูง ต้องการพื้นที่สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการพื้นที่สาธารณะ มันมีความต้องการหลากหลายมากในกลุ่มคนนี้”   

ความหลากหลายที่เรากล่าวถึง เป็นเรื่องที่ party/space/design ศึกษาในการออกแบบร้านอาหารเรื่อยมา ซึ่งในหนึ่งพื้นที่จะมีทั้งส่วน Active และ Passive โดยโปรเจกต์นี้จะหยิบความเป็น Passive มาใช้ค่อนข้างเยอะ ผ่านโซนที่นั่งซึ่งหลบมุม ทำให้ผู้ใช้งานบริเวณดังกล่าวไม่สามารถมองเห็นคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณ TCDC ด้านนอกได้เลย ในขณะที่หากยืนขึ้นโถงทะลุเคาน์เตอร์บาร์ ไปจนถึงบันไดเลื่อน

ภาพแปลนร้าน

ชั้นหนังสือและขั้นบันไดถูกออกแบบให้กลายเป็นคาแร็กเตอร์ของพื้นที่ โดยเบลนทั้งสองฟังก์ชันเข้าด้วยกัน หากเราจะปีนขึ้นไปหยิบหนังสือก็สามารถเหยียบตู้ด้านล่างขึ้นไปได้เลย หรือจะนั่งห้อยขาบนชั้นหนังสือก็สามารถทำได้ “เรารู้สึกว่าชั้นหนังสือมันต้องเป็นอะไรที่เด็กอยู่ใกล้ได้ เล่นกับมันได้ ไม่ใช่ โห…ต้องใส่ถุงมือเพื่อหยิบ ต้องไปล็อคนั้นล็อคนี้ เราทำลายความเป็นล็อคของห้องสมุดออกไปให้มันดูคล้ายภูเขาหนังสือแทน”

วัสดุ รวมไปถึงมู้ดแอนด์โทนภายใน ยังผสมผสานความหลากหลายเอาไว้อย่างลงตัว ความเป็น Open Kitchen ถูกนำเสนอผ่าน แมททีเรียลสแตนเลสสตีลบริเวณเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีความแข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับการใช้งานครัวได้จริง ต่างจากบริเวณห้องสมุดที่ต้องให้บรรยากาศผ่อนคลาย สงบ เงียบ เชื้อเชิญให้นั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งทำงานได้ทั้งวัน ทีมสถาปนิกจึงใช้วัสดุไม้ ประกอบกับเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะกลมและเก้าอี้ขนาดเล็กที่มักจะใช้กันในร้านอาหาร เพื่อให้บรรยากาศทั้งหมดกลมกล่อมด้วยส่วนผสมที่ยังคงมีความเป็นตัวของตัวเอง

“เราชอบความที่เขาตัดสินใจทำห้องสมุดเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ เราเอง รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เวลาเราจะทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่เขาทำต่อเนื่องกันมา ซึ่งถ้ามีตรงนี้เป็นจุดเริ่ม ในอนาคตมันอาจจะมี Creative Food ในแง่อื่น ๆ เกี่ยวกับกาแฟ หรืออะไรก็ตาม ที่แห่งนี้มันเลยกลายเป็นตัวเบิกทางที่ดีในการทำเป็น Specialist ของอาหารด้านอื่น ๆ ได้” คุณโตทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว โดย TCDC COMMONS CREATIVE FOODS เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11:00 – 19:00 น.

Client: Seacon Square & CEA (TCDC)
Architect :  party/space/design
Lighting design : party/space/design
Photo credit: JINNAWAT BORIHANKIJANAN

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากรโฉมใหม่ พื้นที่การเรียนรู้ด้านออกแบบ ที่อยากให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่ายยิ่งขึ้น

หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากรโฉมใหม่
พื้นที่การเรียนรู้ด้านออกแบบ ที่อยากให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่ายยิ่งขึ้น

“มหาวิทยาลัยศิลปากร มันมีเรื่องราวซ่อนอยู่เยอะมาก บางอย่างก็เอาออกมาโชว์หรือบางอย่างก็เก็บไว้ ทำให้คนทั่วไปที่จะตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเก่ามันน้อย รู้กันแค่ในวงของศิลปินเองเท่านั้นว่าศิลปากรมีอะไรดี เราเลยตั้งใจอยากจะพัฒนามหาวิทยาลัยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลดี ๆ และเข้าถึงพื้นที่ได้ด้วย”

Dview ครั้งนี้ เราลัดเลาะกรุงเก่ารัตนโกสินทร์ สู่รั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ตั้งของหอสมุดวังท่าพระโฉมใหม่ที่ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ โอ๊ต-นันทพล จั่นเงิน ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาปนิกมาลงมือเปลี่ยนโฉมของหอสมุดแห่งนี้ ด้วยแผนพัฒนาพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปะ การออกแบบ และโบราณคดีในระดับนานาชาติ พร้อมความตั้งใจให้คนทั่วไปตระหนักรู้และเข้าถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะดี ๆ ได้ง่ายดายกว่าที่เคย ซึ่งนอกจากห้องสมุดโฉมใหม่แล้ว พื้นที่ภายในรั้วศิลปากรยังได้รับการพัฒนาอีกหลายหลายจุด ตั้งแต่ พื้นที่ส่วนกลาง อาคารหอประชุม พื้นที่จัดแสดงงานกลายเป็นอาณาจักรแห่งใหม่ที่น่าเข้ามาเยี่ยมชมไม่น้อย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์โอ๊ต-นันทพล จั่นเงิน ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาปนิกผู้ออกแบบ

01 : เรื่องราวก่อนถูกปรับโฉม

อาจารย์โอ๊ตเริ่มต้นเล่าว่า เดิมที การพัฒนาพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ ค่อนข้างไม่เป็นระบบและไม่มีการวางแผนภาพรวม หากเดินไปตามคณะต่าง ๆ เราจะได้เห็นคอมเพรสเซอร์แอร์ ท่อน้ำ สายระโยงระยางรบกวนสายตา หรือพื้นที่ส่วนกลางที่มีข้าวของหรืองานระบบวางขวางทางกลางลานกิจกรรม เกิดเป็นข้อจำกัดของเด็ก ๆ ในการใช้งานพื้นที่ ประกอบกับพื้นที่ Open Space ที่มีน้อยมาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนมากของมหาวิทยาลัยใช้เป็นพื้นที่จอดรถไปเสียหมด  

เช่นเดียวกับส่วนของหอสมุดวังท่าพระ ซึ่งเดิมสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ออกแบบโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สุริยา รัตนพฤกษ์ นับได้ว่าในสมัยนั้นอาคารหลังนี้เป็นอาคารที่ทันสมัย และออกแบบได้อย่างสอดคล้องกับริบทสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย และเมื่อผ่านมาเป็นระยะเวลานาน ระหว่างทางก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมแต่ขาดการวางแผนแบบองค์รวม ทำให้เกิดความไม่ลงตัวที่ตามมา “ซุ้มประตูวัง กำแพงแก้ว ท้องพระโรง หรือสวนแก้ว สิ่งเหล่านี้ คือเพชรเม็ดงามในพื้นที่วังท่าพระ ซึ่งอาคารหอสมุดแต่เดิมจะมีการต่อเติมเป็นห้องสมุดของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ที่ยื่นออกไปแทบจะชิดกำแพงรั้วเลย ลองจินตนาการตาม ถ้าเราเข้าไปอยู่ในห้องสมุดนี้ แล้วมองออกมา แทบไม่เห็นอะไรเลย เราเลยมองว่า เราจะเข้าไปปรับปรุงรีโนเวทยังไงให้มันเชื่อมโยงกับบริบทที่ทรงคุณค่า และอยู่ร่วมกันได้”

อาจารย์โอ๊ตได้บอกเล่าถึงแนวคิดในการออกแบบปรับปรุงครั้งนี้ซึ่งมี 3 ประเด็นสำคัญที่ตั้งใจไว้ หนึ่ง คือสร้างการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ใช้สอยภายในให้ดีขึ้นสอดคล้องกับแนวทางการสร้างพื้นที่เรียนรู้สมัยใหม่  สอง คือ การออกแบบให้อาคารอยู่ร่วมกับบริบทโดยรอบเกิดการรับรู้ของสถานที่  ด้วยการเปิดมุมมองให้พื้นที่ภายในสามารถเชื่อมโยงกับมุมมองภายนอก สถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าของเกาะรัตนโกสินทร์ เช่น ซุ้มประตูวังท่าพระ หรืออาคารอนุรักษ์ท่าช้าง สาม คือ การเพิ่มพื้นที่เรียนรู้ให้มากขึ้น และใช้พื้นที่ที่มีให้ได้ศักยภาพสูงสุด  

02 : ปรับและเปลี่ยนจากปัญหาที่พบ

อาจารย์โอ๊ตและทีมออกแบบพยายามรักษาระบบโครงสร้างเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โดยพยายามอ่านแปลนและทำความเข้าใจโครงสร้างที่อาจารย์สุริยาเคยออกแบบไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของความชัดเจนในโครงสร้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในยุคนั้นที่ตรงไปตรงมาทั้งฟินกันแดดกันฝน เสา คานต่าง ๆ จากคาแร็กเตอร์เหล่านี้ อาจารย์โอ๊ตจึงเลือกที่จะสื่อสารภาษาทางสถาปัตยกรรม โดยเน้นองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาบางส่วนด้วยการออกแบบแสงสว่างซึ่งทำร่วมกับบริษัท FOS Lighting Design และยังเป็นเส้นนำสายตาไปสู่พื้นที่ห้องสมุดด้านหลัง

ส่วนต่อเติมเดิมด้านนอก ถูกทุบและคืนให้เป็นพื้นที่โล่ง เชื่อมต่อกับบริบทผ่านทางสายตา ในขณะที่พื้นที่ภายในก็ปรับเปลี่ยนจากกำแพงทึบให้เป็นผนังกระจกบานใหญ่ที่ผู้อ่านสามารถมองวิวทิวทัศน์รอบเกาะกรุงเก่าได้อย่างมีเอกลักษณ์ โครงสร้างบางส่วนอย่างครีบอาคารเดิมที่อาจารย์สุริยาออกแบบ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ กลายเป็นอัตลักษณ์ของอาคารที่ไม่บอกก็รู้ว่า นี่คือการผสมผสานของอาคารเก่าและใหม่ได้อย่างเคารพซึ่งกันและกัน

จากห้องสมุดเดิมที่เชื่อมต่อสู่พื้นที่เก็บหนังสือชั้นใต้ดินผ่านบันได Dog Leg ถูกทุบและเปลี่ยนบันไดให้กลายเป็น Step Seat ที่เป็นทั้งพื้นที่อ่านหนังสือ นิตยสาร วารสาร ซึ่งมีเบาะนั่งเล่น เติมสีสันให้พื้นที่ดู Casual มากขึ้น เป็นพื้นที่นั่งเล่น พูดคุยไปในตัว หรือสามารถใช้เป็นที่นั่งสำหรับวันที่มีงานเสวนาเล็ก ๆ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่หมุนเวียนกันไปในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้พื้นที่ห้องสมุดที่มีจำกัดได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า และเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงการอ่านเท่านั้น

ส่วนหนึ่งทางด้านขวาของห้องสมุด เดิมทีเคยเป็นห้องเก็บวิทยานิพนธ์ซึ่งมีจุดเด่นที่เพดานสูงเป็นพิเศษ แต่กลับใช้งานได้ไม่คุ้มค่า มีเพียงชั้นหนังสือสูง 2 เมตรวางอยู่เต็มพื้นที่ อาจารย์โอ๊ตจึงลงมือปรับเปลี่ยนโดยหารือกับพี่ ๆ บรรณารักษ์ “เราไม่ได้มาออกแบบอย่างเดียว เราต้องคุยกับพี่ ๆ ห้องสมุดด้วยว่ามีแผนอย่างไรบ้างกับหนังสือต่าง ๆ นี้ เพราะวิทยานิพนธ์ยุคหลัง ๆ เด็กก็ค้นคว้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราตัดสินใจทำทุกอย่างให้ค้นคว้าผ่านออนไลน์หมด เราก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้”

พื้นที่บริเวณดังกล่าวจึงถูกปรับให้กลายเป็นห้องสมุดของศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่เก็บหนังสือทรงคุณค่า และทำหน้าที่คล้ายมิวเซียมหนังสือขนาดย่อมที่ให้ผู้คนได้ชมอย่างใกล้ชิด และทำให้ผู้มาเยือนเกิดภาพจำด้วยการใช้วัสดุหลักเป็นไม้ และเน้นชั้นหนังสือให้โดดเด่นผ่านการออกแบบแสงสว่าง รวมถึงดิสเพลย์หนังสือโดยโชว์ปกแทนการโชว์สัน กระตุ้นให้คนที่ผ่านไปมาสนใจได้มากขึ้น ซึ่งแต่ละเล่มเองก็มี QR Code ที่ลิงค์ไปยังแพลทฟอร์มออนไลน์ เรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดยุคใหม่ที่ตอบโจทย์โลกดิจิทัลได้อย่างลงตัว

ตามความตั้งใจแรกหอสมุดมีเพียงชั้น 1 และชั้นใต้ดิน แต่ยุคหลัง หอสมุดพัฒนาตัวไปยังอาคารสำนักงานอธิการบดี ก็มีพื้นที่ห้องโสตฯ เพิ่มขึ้นที่ชั้นสาม ในขณะที่ชั้น 4 เป็นสำนักงานของหอสมุดซึ่งปัญหาคือทางสัญจรที่ไม่เชื่อมถึงกัน ทำให้นักศึกษาที่ต้องมาติดต่อต้องเดินเข้า ออกอาคารสะเปะสะปะกว่าจะถึงจุดหมายที่ต้องการ

เพื่อแก้ไขปัญหาที่ว่านี้ อาจารย์เชื่อมต่อพื้นที่โดยประสานงานกับสำนักงานอธิการบดี และนำแปลนอาคารเดิมมาทดลองขึ้น 3D เพื่อวิเคราะห์ว่าพอจะเป็นไปได้ไหมหากจะสร้างทางสัญจรที่ไหลโฟลวขึ้นไปจนถึงพื้นที่โสตฯ ชั้น 3 ซึ่งระบบคานที่อาจารย์สุริยาออกแบบไว้ก็พอดิบพอดีกับระยะ และทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์ในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ลิฟท์ขนส่งหนังสือจากชั้น 4 ซึ่งต่อเติมภายหลังและแปะอยู่ข้างอาคาร ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย ยังถูกผลักกลับเข้ามาอยู่บริเวณด้านใน และแปลงสภาพให้กลายเป็นลิฟท์ขนส่งคนไปด้วยในตัว

“จะเห็นได้ว่าการออกแบบงานรีโนเวทมันเป็นเรื่องยาก ยากตรงที่คุยกับคน วิเคราะห์สภาพเดิมของอาคาร  ข้อจำกัดเหล่านั้นจะนำมาสู่การที่เราแทรกแซงยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเราได้พื้นที่อ่านหนังสือให้กับเด็ก ๆ หรือพื้นที่เรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ”

ชั้นใต้ดิน เมื่อไม่มีการเจาะช่องเปิดให้แสงเข้าหรือมองเห็นทิวทัศน์ จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดเก็บหนังสือ ซึ่งมีการปรับปรุงขนาดของตู้และชั้นวางขึ้นใหม่โดยสั่งทำพิเศษ ให้มีขนาดที่จัดเก็บหนังสือได้จำนวนมากขึ้นและใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากขึ้น แทนที่ชั้นหนังสือเดิม

ขึ้นมาถึงบริเวณชั้น 3 เราจะพบกับหน้าตาของห้องสมุดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นการสืบค้นทางคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ พร้อมจัดเก็บคอลเล็กชันแผ่นเสียง DVD  CD สารคดีทางด้านศิลปะต่าง ๆ และยังมีห้องประชุมกลุ่มย่อย และมีห้องชมภาพยนตร์ที่รองรับได้ 24 ที่นั่ง เพื่อให้รองรับการเรียนรู้ของนักศึกษาได้อย่างครอบคลุม และมีการปรับงานผนังบางส่วนให้กลายเป็นช่องเปิดกระจกที่มองเห็นท้องพระโรง และตึกพรรณราย ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัยศิลปากร

03 : นิทรรศการหมุนเวียน การเรียนรู้ที่มากกว่าการอ่าน

“ถ้าเราอยากให้มันเป็นห้องสมุดเพื่อศิลปะและการออกแบบ ประวัติศาสตร์โบราณคดีในระดับชาติ ผมมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องหนังสือ แต่คือคอนเทนท์ที่อยู่ในห้องสมุด ผมไม่ได้มองว่าห้องสมุดเป็นพื้นที่เก็บหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เพราะองค์ความรู้มันไม่ได้มาจากแค่การอ่าน อาจเป็นการดู หรือการฟัง จึงเป็นเหตุผลที่เราพยายามมีนิทรรศการหมุนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ และผสมผสานเข้ากับหนังสือที่เรามีอยู่”

เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้มีชีวิตและไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ส่วนหนึ่งของห้องสมุดศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลในปัจจุบัน จึงมีบันไดเล็ก ๆ ที่นำเราไปสู่พื้นที่ Artist’s Book สำหรับจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน โดยเปลี่ยนโฉมจากห้องซีร็อกซ์รก ๆ ให้มีการใช้งานพื้นที่ได้คุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งอาจารย์โอ๊ตยังเสริมว่าพื้นที่ลักษณะนี้เป็นคอลเล็กชันแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เช่นเดียวกับห้องสมุดศิลปะและการออกแบบในต่างประเทศที่มีคอลเล็กชันในลักษณะนี้อยู่มากมายทีเดียว โดยนิทรรศการในปัจจุบันจะจัดแสดงผลงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือศิลปิน (Artist’s book) หรือ ผลงานศิลปะในรูปหนังสือ (Book art) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับศิลปินจำนวนมากมาย และในอนาคตทางห้องสมุดยังมีแผนจะทำห้องสมุดภาพผลงานศิลปะและผลงานสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาทั่วไปสามารถหยิบยืมผลงานศิลปะ กลับไปที่บ้านได้อีกด้วย ทำให้เรื่องศิลปะและความงามกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าถึงได้ ตามแผนตั้งต้นที่วางไว้

อีกหนึ่งมุมเล็ก ๆ ของห้องสมุดยังมีนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ รวมถึงคุณค่าของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยปัจจุบันจัดแสดงผลงาน และตำราของศาตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนในอนาคตยังมีแพลนนิทรรศการเรื่องเล่าวังท่าพระ ซึ่งมีการค้นพบประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในสมัยอยุธยา และรัตนโกสิทร์ตอนต้น โดยผู้ที่เก็บรวบรวม คือ เหล่าอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กลายเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของหลายภาคส่วน (เข้าชมนิทรรศการ ‘The Memoirs of Prof. Silpa Bhirasri’ ในรูปแบบ Virtual Tour ที่ https://www.plan.lib.su.ac.th/Virtual/Thapra_Library/)

นอกจากพื้นที่ห้องสมุด ฝั่งตรงข้ามซึ่งเคยเป็นลานจอดรถ ยังถูกพัฒนาวางแผนให้กลายเป็น สมาคมนักศึกษาเก่าศิลปากร และ art and design center พื้นที่จัดแสดงผลงานของคณาจารย์ และนักศึกษา เชื่อมเข้าสู่สวนแก้วซึ่งเป็นสวนเก่าแก่ภายในมหาวิทยาลัย  ส่วนบริเวณหอประชุมก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่เช่นกัน โดยภายนอกสถาปนิกเลือกใช้ผนังกระจกโปร่งแสงให้ดูเรียบง่ายถ่อมตัวที่สุด เพื่อให้อาคารอนุรักษ์ภายในมหาวิทยาลัยยังคงโดดเด่น ภายในหอประชุมถูกพัฒนาเพื่อรองรับกิจกรรมของนักศึกษาทั้งการแสดงความสามารถทางดนตรี หรือการสัมมนา โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนรองรับการทำกิจกรรมที่แตกต่างไปในแต่ละช่วงเวลา

(ฝั่งตรงข้ามหอสมุดเป็นคาเฟ่และพื้นที่จัดแสดงงานของนักศึกษา)

(พื้นที่ภายในหอประชุมออกแบบด้วยโครงไม้ที่ทำขึ้นจากโปรแกรม Parametric สร้างมิติและช่วยเป็นผนังอะคูสติกกระจายเสียงได้ดี)

มีคนเคยกล่าวว่า พฤติกรรมของมนุษย์ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์เชิงพื้นที่ เช่นเดียวกับหอสมุดโฉมใหม่ที่ได้รับการแปลงโฉมให้รองรับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้คน จากคนไม่ชอบอ่านหนังสือ เมื่อพื้นที่ห้องสมุดดึงดูดให้เข้าไปเยี่ยมชม สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นที่สร้างการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สาธารณะดี ๆ ที่เราควรส่งเสริม เพื่อให้มีพื้นที่ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย

แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ห้องสมุดแห่งนี้จึงยังไม่พร้อมเปิดให้บริการ โดยเราสามารถเข้าชมออนไลน์ในรูปแบบ Virtual Reality ได้ที่ https://www.plan.lib.su.ac.th/Virtual/Thapra_Library หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้ ที่ https://www.facebook.com/SUlibrary

Location: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ
Gross built area : 3,150 ตารางเมตร
Owner : Silpakorn University
Architect & Interior : Nantapon Junngurn , Junnarchitect Co., Ltd.
Structure & MEP Engineer : Seiri Co.,Ltd.
Lighting Design: Fos Lighting Design Co.,Ltd.
Contractor : Kankanit Construction Co., Ltd.
Photo Credit: Jinnawat Borihankijanan

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้