7 แนวคิดเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าของ WDC และโชว์รูมใหม่ขอนแก่น ศูนย์รวมนวัตกรรมดีไซน์ที่คัดสรรเพื่อตอบโจทย์ชีวิต

7 แนวคิดเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าของ WDC
และโชว์รูมใหม่ขอนแก่น ศูนย์รวมนวัตกรรมดีไซน์ที่คัดสรรเพื่อตอบโจทย์ชีวิต

เมื่อวิถีชีวิตของทุกคนเปลี่ยนแปลงกันมากขึ้น ความต้องการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ผู้คนให้ความสนใจในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบสเปซที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี มองหาสิ่งที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และหนึ่งในนั้นอาจเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่ส่งผลไม่เล็กอย่าง ‘งานวัสดุ’

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าของ WDC ผู้นำเข้าวัสดุตกแต่งทั้งกระเบื้องปูพื้น และผนัง รวมถึงงานสุขภัณฑ์ที่มุ่งหวังส่งต่อทางเลือกของวัสดุที่คัดสรรมาให้แล้วว่าสวยงามทั้งดีไซน์ ใส่ใจทั้งนวัตกรรม และมีคุณภาพที่ดีในราคาที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ หลังจากที่เราได้พูดคุยกับทีมผู้บริหารและมีโอกาสได้เยี่ยมชมโชว์รูมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ณ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เราก็ไม่แปลกใจที่บริษัทวัสดุแห่งนี้จะอยู่คู่คนไทยมาเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ

“ทางเจ้าของ เขาทำเรื่องเกี่ยวกับนำเข้า-ส่งออก หรือตัวผมเองก็มีโอกาสไปอยู่ต่างประเทศเยอะ ทั้งอเมริกา จีน สิงคโปร์ ยุโรป ออสเตรเลีย เราได้เห็นว่าเมืองนอกเขามีนวัตกรรม สินค้า วัสดุตกแต่งเยอะมาก ซึ่งเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วทางเลือกวัสดุตกแต่งในไทยมันมีน้อยมาก เรามองเห็นจุดนั้นและคิดว่า แล้วทำไมเราไม่มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทยล่ะ” คุณแบงค์-บัณทิต หิรัญญนิธิวัฒนา CEO แห่ง WDC เริ่มต้นเล่า

(คุณแบงค์-บัณทิต หิรัญญนิธิวัฒนา CEO แห่ง WDC)

Innovative, Design และ Value
ส่งต่อคุณภาพชีวิตผ่านการเลือกใช้วัสดุ

เมื่อสภาพแวดล้อมดี สเปซที่อยู่อาศัยดี แน่นอนว่าคุณภาพชีวิตที่ดีย่อมตามมา เป็นเหตุผลว่าทำไมยุคหลังผู้คนถึงให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารหรือที่พักอาศัยมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกเหนือจากการเป็นทางเลือกที่คุณแบงค์ CEO เล่าถึง แนวคิดสำคัญของ WDC เป็นความตั้งใจในการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนผ่านวัสดุตกแต่งที่เน้น 3 วิสัยทัศน์หลัก นั่นคือ Innovative, Design และ Value ที่มองหาและคัดสรรสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ ดีไซน์สวยจากทั่วโลก มาสะสมเป็นคอลเล็กชันทางเลือกใหม่ ๆ มากมาย เพื่อให้ลูกค้าหลายหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้ทั่วไป นักพัฒนา เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา รวมถึงกลุ่มดีไซน์เนอร์ สามารถนำวัสดุเหล่านี้ไปพัฒนา Living Space ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น MICROTEC Technology กระเบื้องกันลื่นอัจฉริยะที่เมื่อพื้นเปียก จะเพิ่มค่า R ที่ช่วยกันลื่น เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานสำหรับเด็กและคนชรา หรือ QUADRA Bigslab กระเบื้องลายหินอ่อนไซส์ใหญ่พิเศษ

พัฒนาร่วมกับทีมผู้ผลิตจากทั่วทุกมุมโลก

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ทาง WDC คัดสรร และทำการผลิตร่วมกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ที่มีคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก จากกลุ่มคนที่มี Passion เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นยุโรป จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรืออเมริกาใต้ ทำให้เกิดคอลเล็กชันใหม่ที่กลายเป็น Specialist ของงานกระเบื้องที่ไม่เหมือนใคร และด้วยคลังความรู้ know-how จากทั่วโลกที่เก็บสะสมไว้ยังทำให้ WDC รับบทบาทเสมือนเป็นที่ปรึกษาด้านวัสดุที่สามารถชี้แนะถึงปัญหา ความเหมาะสม หรือเทรนด์ของวัสดุให้กับกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี

“กับทีมพาร์ทเนอร์เหล่านี้ เราเป็นเหมือนเพื่อนกันไปแล้ว ใช่ว่าไปนั่งโต๊ะใส่สูทผูกไทน์คุยกันนะ เราเหมือนเพื่อนที่นัดเจอ กินข้าวคุยเล่นสนิทกันมากกว่า ทุกครั้งที่ได้คุยกันในลักษณะนั้น มันเลยมักจะเกิดอะไรที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ”

Research, Experience, Trends
วัสดุแต่งบ้านเปรียบเสมือนแฟชั่นที่ไม่มีวันหมดอายุ

“เพราะทุกวันนี้ดีไซน์อย่างเดียวมันไม่พอเพียง ดีไซน์ต้องมาคู่กับนวัตกรรมและความคุ้มค่า แต่ละผลิตภัณฑ์ที่เราคัดสรรมา มันจึงเกิดจากการที่เราไปค้นคว้า วิจัย ศึกษาตลาดผู้บริโภค เราไปดูตลาดหินของเมืองนอก ยุโรปเขามีอะไรดี หินบราซิลอะไรแจ๋ว เพื่อให้เราพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไปถึงจุดที่เราสามารถรู้ได้ว่า เทรนด์อีก 5 ปี หินตัวนี้จะมาแน่นอน”

จากความเชื่อที่ว่าวัสดุตกแต่งบ้านก็เปรียบเสมือนแฟชั่นที่ไม่มีวันหมดอายุ การจะเลือกสรรวัสดุ และผู้ผลิตในแต่ละครั้ง WDC ยึดหลักคิดด้วย Research (การค้นคว้า), Experience (ประสบการณ์) และ Trends (ความนิยม) ที่พยายามทำความเข้าใจถึงตลาดการดีไซน์ทั้งในไทยและระดับโลก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่จะถึงมือลูกค้าตรงกับความต้องการมากที่สุด ตั้งแต่การค้นคว้าว่าหินอะไรกำลังจะหมดไปจากโลก ไปจนถึงเทรนด์ของสี ที่คุณแบงค์เปรียบเหมือนกางเกงส์ยีนส์ขาม้าที่วันดีคืนดีก็กลับมาฮิตอีกครั้ง เพราะฉะนั้นต้องตามเทรนด์เหล่านี้ให้ทันอยู่เสมอ

(TERRAZZO Collection หินขัด หนึ่งในวัสดุพื้นฐานที่กลับมาฮิตอีกครั้งในปัจจุบัน)

สินค้าหลากหลายที่มีให้เลือกสรร

ไม่ใช่แค่เทรนด์เหล่านั้นที่ต้องตามให้ทัน ทางแบรนด์ยังขยายขอบเขตของการเลือกสรรวัสดุให้มากขึ้นด้วยการคัดสรรวัสดุที่หลากหลาย TERRAZZO Collection ก็ไม่ได้มีให้เลือกเพียงชนิดเดียว จะชอบลวดลายของหินขนาดใหญ่ กลางหรือเล็ก ที่ WDC ก็มีให้อย่างครอบคลุม หรือแม้แต่เรื่องโทนสีในแต่ละคอลเล็กชัน ก็ยังเลือกสรรมาได้เหมาะสมกับเทรนด์การออกแบบของคนไทย และยังมีให้เลือกหลายสีสัน ซึ่งทุกสีสามารถนำไปใช้ออกแบบได้จริง และมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่าย

Impossible is Possible
มองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

เมื่อโจทย์หลัก คือการมุ่งพัฒนาชีวิตผู้คน ทีมแบรนด์จึงมีการคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าพัฒนาไปได้ดีขึ้นได้เรื่อย ๆ จาก Pain Point ของผู้ใช้งานจริงที่ได้พบเห็น จากแนวคิดดีไซน์เนอร์และผู้รับเหมา นำมาสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากการคิดนอกกรอบ อย่างกระเบื้องคอลเล็กชันใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมีการเปิดตัว ณ โชว์รูมแห่งใหม่ขอนแก่นในชื่อ “SPOT Glazed Texture Invention” ซึ่งเป็นกระเบื้องสามมิติเทคโนโลยีผิวสัมผัสเสมือนหินธรรมชาติ ที่นำแนวคิดความทนทาน ดูแลรักษาง่ายของงานกระเบื้องเข้ามาผสมผสานกับรูปลักษณ์ความเป็นธรรมชาติของหินจริงได้อย่างลงตัว การันตีด้วยรางวัล Red Dot Design Awards จากประเทศเยอรมนี และ Green Lebel Certification จากสภาสิ่งแวดล้อมประเทศสิงคโปร์

ยกระดับวงการดีไซน์และวัสดุไทยให้เป็นที่รู้จัก

หนึ่งในการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ คือแนวคิดในการยกระดับวงการดีไซน์และวัสดุไทยให้เป็นที่รู้จัก ผ่านการชักชวนสถาปนิกแนวหน้าของไทยที่รู้จักกันไปทั่วโลกอย่างคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค แห่ง DBALP มาสร้างสรรค์คอลเล็กชันใหม่ ‘MEDIATE Collection’ ซึ่งเป็นวัสดุกระเบื้องทดแทนหิน ที่ออกแบบพื้นผิวและโทนสีพิเศษได้แรงบันดาลใจจากความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้กระเบื้องเป็นวัสดุที่สอดประสานให้งานออกแบบและสถาปัตยกรรมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน (coherence) ได้อย่างงดงามและน่าสนใจ ซึ่งสำหรับวัสดุตัวนี้อาจจะต้องรอติดตามชมกันต่อไปในช่วงต้นปี 2022 นี้
 
“ที่ผ่านมาผู้ผลิตในประเทศไทย มักจะเน้นสถาปนิกและผู้ออกแบบชาวต่างชาติอย่างอิตาลี หรือญี่ปุ่น มาร่วมมือสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชันพิเศษ แต่เรายังไม่ค่อยเห็นบทบาทของสถาปนิกไทยในการออกแบบวัสดุเท่าไรนัก ทาง WDC เราเลยเห็นความสำคัญของฝีมือชาวไทยตรงนี้ เพื่อยกระดับให้ดีไซน์เนอร์ไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก”  

Customer Experience
ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

ด้วยความที่มองว่าการพัฒนาทางด้าน Customer Experience มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแนวคิดอื่น ๆ การออกแบบโชว์รูมในทุกสาขาของ WDC จึงให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ค่อนข้างมาก ซึ่งล่าสุดคือโชว์รูมแห่งใหม่บนถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถึงแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ทุกจุดของพื้นที่ 385 ตารางเมตรนี้ก็อัดแน่นไปด้วยตัวอย่างของวัสดุ และไอเดียดี ๆ ที่เพิ่มการรับรู้และประสบการณ์กับผู้มาเยือน

จากบริเวณทางเข้า เราจะพบกับส่วน reception ต้อนรับแบบ self-service cafe เล็ก ๆ ที่จะนั่งสบาย ๆ หรือจะนั่งเจรจาธุรกิจแบบ Informal ก็สามารถทำได้ ก่อนจะเชื่อมไปยังพื้นที่จัดแสดงส่วนต่าง ๆ ที่ Mock-up สินค้าและยังสามารถใช้เป็นพื้นที่รับรองลูกค้าได้จริง ส่วนในโซนของการจัดแสดงกระเบื้อง ทีมดีไซน์เนอร์พยายามจะเน้น Mock-up สินค้าภายในพื้นที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าใจแนวทางการปูกระเบื้องแบบต่าง ๆ ซึ่งบางลวดลายจะมีรายละเอียด และความ Random ที่ไม่ซํ้ากัน ส่วนที่เราชอบเป็นพิเศษ คือ พื้นที่โชว์สินค้าที่มีฟังก์ชันชัดเจนในตัวเองและใช้งานได้จริง อย่างห้องประชุมเปิด

โซนจัดแสดงกระเบื้องเต็มแผ่น ถูกแบ่งพื้นที่ด้วยขนาดของกระเบื้องเป็นหลักเพื่อให้ง่ายต่อการจัดแสดง จัดเก็บ อีกทั้งลูกค้ายังสามารถเดินชมและเข้าใจถึงสเกลของกระเบื้องได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง สามารถหยิบขึ้นมาเปรียบเทียบ หรือวางเรียงเพื่อดูลายแผ่นต่อแผ่นได้อย่างสะดวก โดยเริ่มจากกระเบื้องขนาด 60 x 120, 60 x 60, Mega tile, 30 x 60, 30 x 30, Synthetic Woods และ Decorative material (Mosaic, Subway Tile)

สำหรับใครที่กำลังมองหาไอเดีย วัสดุตกแต่งพื้น ผนังใหม่ ๆ หรือเริ่มสนใจการออกแบบตกแต่งบ้านด้วยตนเอง สามารถเข้าไปชมได้ที่เว็ปไซต์ www.wdc.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 043-085-688 , 085-496-4946 หรือจะมาเยี่ยมชมโชว์รูมแห่งใหม่ที่ WDC Showroom khonkaen บนถนนมิตรภาพ อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น เปิดให้บริการแล้ววันนี้ เวลา 09.00-18.00 น.

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Carbon Revolution 10 วัสดุรักษ์โลก ฮีโร่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Carbon Revolution
10 วัสดุรักษ์โลก ฮีโร่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทำให้เกิดผลกระทบกับโลกของเราอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เรายังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากถึง 80% ของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา ส่งผลให้หลายๆ หน่วยงานหันมาทบทวนและหาทางแก้เพื่อเป้าหมายของการลดโลกร้อนกันมากขึ้น รวมถึงพยายามที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์

ซึ่งการแยกคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศทางธรรมชาตินั้นก็มีวิธีการจัดการที่สามารถทำได้โดยพืชที่จับคาร์บอนในชั้นบรรยากาศผ่านการสังเคราะห์ด้วยแสงแล้วนำไปใช้โดยตรง เช่น ไม้ ไม้คอร์ก ป่าน และสาหร่าย นอกจากนี้เรายังสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุที่เก็บคาร์บอนได้อย่างถาวรมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้วงการอุตสาหกรรมหันมาปฏิวัติคาร์บอนและหาทางออกเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์จากกระบวนการผลิต

วันนี้เราจึงอยากแนะนำคุณมารู้จักกับ 10 ตัวอย่างของวัสดุและผลิตภัณฑ์จากบริษัททั่วโลกที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตและยังช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้!

01 Bioplastic

พลาสติกชีวภาพย่อยสลายเป็นวัสดุที่ผลิตจากแหล่งวัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ง่ายกว่าพลาสติกแต่กระบวนการผลิตนั้นยังทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศปกติ ด้วยเหตุนี้แบรนด์สตาร์ทอัพสัญชาติเยอรมันจึงได้พัฒนาวัสดุที่ชื่อว่า Made of Air ออกมา โดยเป็นพลาสติกชีวภาพปลอดสารพิษที่ทำจากถ่าน Biochar ผสมกับสารยึดเกาะจากอ้อย ถ่านที่ว่านี้เกิดจากการเผาไหม้ในแบบที่ไม่มีออกซิเจนของเศษไม้และของเสียจากผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกระบวนการจะช่วยป้องกันไม่ให้คาร์บอนกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ วัสดุนี้สามารถหลอมและขึ้นรูปได้เหมือนเทอร์โมพลาสติกทั่วไปและเราสามารถนำไปใช้ในการออกแบบจำพวก Façade, เฟอร์นิเจอร์, การตกแต่งภายใน หรือแม้แต่ทางการขนส่งคมนาคมได้  

02 Mycelium insulation

ไมซีเลียม คือกลุ่มของไฮฟาซึ่งเป็นเส้นใยของเห็ดราและสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในตัวได้ โดยเริ่มแรกไมซีเลียมถูกนำมาใช้งานเพื่อเป็นฉนวนป้องกันไฟภายในอาคาร  โดยมีข้อได้เปรียบกว่าวัสดุสังเคราะห์แบบดั้งเดิม ทั้งต้นทุนต่ำ มีความหนาแน่นกว่า และการย่อยสลายทางชีวภาพที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เมื่อโตขึ้นไม่ซีเลียมยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากชั้นบรรยากาศได้อย่างน้อย 16 ตันต่อเดือน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไมซีเลียมนี้เป็นหนังเทียมเพื่อใช้ในการทำกระเป๋าถือและเสื้อผ้า

03 Carpet tiles

วัสดุปูพื้นของบริษัท Interface ผู้ผลิตพรมปูพื้นของอเมริกาที่ได้ปล่อยก๊าซคารบอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศอย่างมากในกระบวนการผลิต ดังนั้นเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นลบภายใน 20 ปี บริษัทจึงได้พัฒนากระบวนการผลิตพรมปูพื้นจากพลาสติกรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพต่าง ๆ เกือบทั้งหมด โดยปัจจุบันก็ได้เปิดตัวพรม Embodied Beauty และ Flash Line สองรุ่นแรกออกสู่ตลาดโลก

04 Wood

 ไม้ คืออีกหนึ่งวัสดุที่ช่วยในการกักเก็บคาร์บอน โดยต้นไม้ที่โตเต็มที่สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซต์ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีได้ถึง 22 กิโลกรัมจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งหมายความว่าวัสดุจากไม้นี้มีค่าคาร์บอนเป็นลบอยู่แล้วและต้นไม้ที่ถูกตัดเพื่อนำไปทำเป็นวัสดุจะได้รับการชดเชยด้วยการปลูกใหม่ทดแทน โดยจะต้องปล่อยให้ต้นไม้เติบโตนานพอที่จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นวัสดุในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง หรือแม้แต่โครงสร้าง ไม้ที่นิยมนำไปใช้ ได้แก่ ไม้แอช ไม้ไผ่ ไม้บีช ไม้คอร์ก ไม้สน เป็นต้น

05 3Dprinted wood

3D-printed wood ผลงานการพัฒนาวัสดุชีวภาพจาก Forest  บริษัทผู้ผลิตสารเติมแต่งเพื่อลดการตัดต้นไม้และป้องกันไม่ให้มีไม้เหลือทิ้งด้วยการเปลี่ยนขี้เลื่อยและลิกนินจากอุตสาหกรรมไม้และกระดาษให้เป็นเส้นใยสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ  โดยการกระจายขี้เลื่อยให้เป็นชั้นบาง ๆ แล้วมัดด้วยสารยึดเกาะที่ไม่เป็นพิษและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ  ซึ่ง Yves Béhar นักออกแบบชาวสวิส ก็ได้นำเอาวิธีการนี้ไปใช้ในการออกแบบเครื่องใช้ภายในบ้านให้เราได้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น ภาชนะ ชาม ตะกร้า และถาด

06 Olivine

Olivine เป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในโลกซึ่งสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์ได้ง่าย โดยมวลของ olivine เมื่อถูกบดขยี้และกระจายบนพื้นดินมันจะทำหน้าที่เป็นปุ๋ย หรือใช้ทดแทนทรายและกรวดในการจัดสวนได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นสารเติมแต่งในการผลิตซีเมนต์ กระดาษ หรือเส้นใยสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ

07 Concrete

 คอนกรีตของบริษัท Carbureted ในเมืองมอลทีออล ประเทศแคนนาดา ที่บริษัทได้พัฒนาวิธีการกักเก็บคาร์บอนในคอนกรีตด้วยเทคโนโลยีที่ลดความจำเป็นในการใช้ซีเมนต์ที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักตามแบบดั้งเดิมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ได้เพียงครึ่งหนึ่งของวัสดุ โดยระบบนี้จะรวมเอาตะกรันของเสียจากอุตสาหกรรมเหล็กเข้ากับคาร์บอนที่จะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศแทน  ซึ่งนั้นก็คือการนำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากระบบทุกครั้งที่สร้างบล็อกคอนกรีตและทำให้วัสดุสุดท้ายเป็นคาร์บอนเชิงลบ

08 Brick

อิฐอีกหนึ่งวัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ โดยบริษัท Mineral Carbonation International ของออสเตรเลียได้พัฒนาการผลิตอิฐด้วยการฉีด CO2 ลงในของเสียจากอุตสาหกรรม เช่น หางแร่ ที่สามารถเปลี่ยนจากก๊าซให้เป็นของแข็งแล้วจากนั้นจึงนำไปใช้สร้างอิฐซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เช่น drywall ชนิดใหม่เพื่อทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และวัสดุจากยิปซัม   ซึ่งกระบวนการนี้เกิดจากการจำลองวิธีเกิดขึ้นของแร่คาร์บอเนตในธรรมชาติ โดยเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ถูกละลายในน้ำฝนและทำปฏิกิริยากับหินจะทำให้เกิดแร่คาร์บอเนตขึ้นมา

09 Food

Solar Foods สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร ได้พัฒนาการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งใช้จุลินทรีย์เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารทดแทนเนื้อสัตว์ที่เรียกว่า Solein โดย CO2 จะถูกฉีดเข้าไปในถังหมักพร้อมกับไฮโดรเจนและสารอาหารต่าง ๆ ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนแห้งก่อนจะนำไปบดละเอียดเป็นผง ซึ่งวิธีนี้มีรูปแบบการผลิตคล้ายกับกระบวนการหมักที่ใช้ทำเบียร์ โดยเราสามารถใช้เพื่อการผลิตอาหารในทะเลทราย อาร์กติก หรือแม้แต่ในอวกาศได้

กระบวนการผลิตโปรตีนแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถลดพื้นที่ของการเกษตรแบบดั้งเดิม และทำให้มีพื้นที่ว่างมากขึ้นสำหรับการปลูกป่า พลังงานแสงอาทิตย์ และวิธีการอื่น ๆ ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

10 Vodka

เครื่องดื่มที่ช่วยลดปัญหาโลกร้อน โดยบริษัท Air Co ในบรู๊คลิน ใช้ CO2 ในการผลิตวอดก้าด้วยการกลั่นจากกระบวนการที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อแปลงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเอทานอล โดยทาง Air Co ได้ตรวจสอบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาในระหว่างกระบวนการผลิตทั้งหมดของวอดก้าที่ได้ผลลัพธ์ดีกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตในแบบเดิม แต่ในทางตรงกันข้ามกับวอดก้าแบบดั้งเดิมที่ทำจากธัญพืชและมันฝรั่งหมักนั้นก็สามารถผลิตได้โดยไม่ต้องใช้ที่ดินและพื้นที่ชลประทาน หรือโรงงานขนาดใหญ่

ขอบคุณที่มาจาก :
https://www.dezeen.com/2021/06/27/carbon-negative-carbon-neutral-materials-roundup/

Writer
NITTAYA NANTAPADIS

NITTAYA NANTAPADIS

Free as Design and Writing

Double S specialty coffee เติมเต็มความรู้สึกของการดื่มกาแฟผ่าน ‘วัสดุ’ ในงานออกแบบ

Designer: คุณเศรษฐการ ยางเดิม และ คุณภาพิศ ลีลานิรมล จาก TOUCH Architect
Location: สุขุมวิท 64 ,กรุงเทพฯ

Continue reading “Double S specialty coffee เติมเต็มความรู้สึกของการดื่มกาแฟผ่าน ‘วัสดุ’ ในงานออกแบบ”