Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง บอกเล่าเรื่องราวผ่านเทรนด์กับคุณจีรเวช หงสกุลแห่ง IDIN Architects

Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง ?
บอกเล่าเรื่องราวผ่านเทรนด์กับคุณจีรเวช หงสกุลแห่ง IDIN Architects

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังจวบจนปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นยุครุ่งเรื่องของงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบภายใน การออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่งานศิลปะ ผู้คนเจนเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจ และยินดีที่จะใช้เวลาดื่มด่ำกับความงามและความสุนทรีย์มากขึ้น
 
วันนี้เราจึงขอหยิบยกงานออกแบบสองประเภทที่เห็นได้บ่อยในเมืองไทย และยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน อย่างบ้านพักอาศัย (Residential) และงานโรงแรม รีสอร์ท (Hospitality) และถือโอกาสนี้ชวนคุณเป้-จีรเวช หงสกุล สถาปนิกผู้ก่อตั้ง IDIN Architects มาพูดคุยถึงหัวใจสำคัญของสองรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง รวมถึงเทรนด์ของการออกแบบยุคใหม่ที่ตรงใจคนเมืองในยุคปัจจุบัน

(คุณเป้-จีรเวช หงสกุล สถาปนิกผู้ก่อตั้ง IDIN Architects)
(Dusit D2 Hotel ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

IDIN Architects สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลาที่ตั้งใจแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

“คนส่วนใหญ่มองว่าเราเป็นสตูดิโอที่รักงานออกแบบ เพราะเราทำงานสเกลหลากหลาย เราเติบโตมาจากงานออกแบบบ้านเล็ก ๆ เป็นบ้านตากอากาศ แต่ปัจจุบันเราทำงานทุกสเกลเลย ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมด้วยซ้ำในช่วงนี้” คุณเป้เริ่มต้นเล่า ซึ่งหากเราจะกล่าวถึงสถาปัตยกรรมในรูปแบบ Residential และ Hospitality แน่นอนว่า IDIN Architects เป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบผู้ช่ำชองและผ่านประสบการณ์มามากมายไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท Tara Villa, Dusit D2 Hotel, X2 Silom,  ARIZE Hotel หรือ PA House, JB House และ KA House

(Tara Villa ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)
(KA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

“IDIN Architects จริง ๆ มันมาจากคำว่า Integrating Design Into Nature ซึ่งธรรมชาติในบริบทของเรามันไม่ใช่บริบทในเชิงนิเวศวิทยาอย่างเดียว แต่เป็นธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ธรรมชาติของไซต์ มันเป็นสัจจะของสรรพสิ่งนั้น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายของสถาปัตยกรรมก่อน เราไม่ได้สนใจว่าฟอร์มจะเป็นยังไง แต่เราสนใจประเด็น และวิธีแก้ปัญหา ไอดินทำงานบนความเชื่อที่ว่า สถาปัตยกรรมมันคือการแก้ปัญหาของโปรแกรมนั้น ๆ”

เมื่อสถาปัตยกรรมของ IDIN Architects มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา ผ่านการวิเคราะห์โปรแกรม สู่การออกแบบสเปซและฟอร์มที่ตอบโจทย์บริบทนั้น ๆ ได้อย่างตรงจุด ผสมผสานผ่านความชอบในสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเป็นส่วนตัว จึงนำมาสู่ผลลัพธ์ของงานสถาปัตยกรรมแมสและฟอร์มชัดเจนที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะส่วนตัวจนกลายเป็นลายเซ็นของ IDIN Architects ไปโดยปริยาย

(ออฟฟิศสถาปนิก IDIN Architects)

Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง

“ถ้าเป็นงาน Public Area อย่างงานโรงแรม เราจะใส่ไอเดียลงไปเยอะ ต้องทำแบบนี้สิ…ถึงจะดึงคนมา แต่พอเป็นงานบ้านเราต้องปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ต้องรับฟังเขา ทำให้งานออกแบบบ้านมันมีเรื่องของ Users เข้ามาเกี่ยวสูงมาก ฟังก์ชัน ต้องเวิร์คและใช้งานได้จริงกว่างานที่เป็น Hospitality”

สำหรับโปรเจกต์ประเภท Hospitality ที่ไอดินสนิทสนมและคุ้นเคย คุณเป้เล่าว่าหัวใจสำคัญ คือ ประสบการณ์ (Experience) ความรู้สึกและบรรยากาศที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่จะต้องแตกต่างจากชีวิตประจำวันภายในบ้าน อาจยอมให้ฟังก์ชันมีความผิดแปลกไปจากเดิมได้บ้าง เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้มาเยือน อาบน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ เข้าห้องน้ำกลางป่า หรือห้องนอนเปิดกว้างดูดาว เรื่องราวเหล่านี้คือหนึ่งในคาแร็กเตอร์สำคัญ ที่ชวนให้ผู้มาเยือนเกิดความรู้สึกอยากกลับไปที่แห่งนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง

(De Capoc ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

สิ่งที่แตกต่างในการออกแบบบ้านพักอาศัย หรือ Residential ก็คือเรื่อง ฟังก์ชัน (Function) ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ๆ ซึ่งควรต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ความสวยงามและดีเทลอาจถูกลดลงในบางจุดเพื่อให้การใช้งานเหมาะสมที่สุดและยั่งยืนกับการพักอาศัยไปอีกเป็นระยะเวลากว่าสิบปี

(JB House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

Urban-Inspired เทรนด์การออกแบบที่ตอบรับความต้องการในปัจจุบัน

“สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่จะเป็นเทรนด์แน่ ๆ จะเป็นเรื่อง Maintenance และความสะอาด ห้องพักต้อง Hygiene มากๆ ส่วนเทรนด์ของบ้าน เราก็เริ่มเห็นแล้วนะ หลัง ๆ บ้านจะต้องมีห้องทำงาน ห้อง Broadcast เป็นห้อง WFH ฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ห้องน้ำเยอะขึ้น ทุกคนต้องมีห้องน้ำส่วนตัว ทางเข้าบ้านมี Powder Room ให้ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวก่อนเข้าบ้าน”

ถอยกลับไป 2 ปีก่อน Covid-19 เราเห็นโรงแรมและรีสอร์ทมากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ละแห่งล้วนขายความยูนีค คาแร็กเตอร์เฉพาะตัวที่เน้นคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งคุณเป้ให้ความเห็นว่า Covid-19 จะทำให้เทรนด์เหล่านี้เปลี่ยนไป โดยหวนกลับคืนสู่ความเรียบง่ายและธรรมดา เพื่อเน้นขายคนกลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น ส่วนเทรนด์ในเรื่องอื่น ๆ แน่นอนต้องเป็นเรื่องของ Well-Being & Hygiene ที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและความสะอาด การออกแบบที่ดูแลรักษา ทำความสะอาดง่าย แทบจะเป็นเช็คลิสต์แรก ๆ ของงานออกแบบในยุคปัจจุบัน

(PA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

Unique Aesthetics, Urban-Inspired Design
แรงบันดาลใจชีวิตเมือง สู่ความงามและประสิทธิภาพการทำความสะอาด

“ถ้าลองมองย้อนกลับไป ระยะของเวลาจะสั้นลงเรื่อย ๆ ตอนนี้มันกลายเป็นรายปี 2020-2021 แล้ว สะท้อนว่าการออกแบบอะไรก็ตาม คนจะเบื่อเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าการออกแบบอะไรที่มัน Solid มาก ๆ คนจะเกิดคำถามว่า ถ้าอนาคตเบื่อล่ะ จะทำยังไง แม้แต่งานเฟอร์นิเจอร์ยุคหลัง การ Built-in ยังน้อยลงเยอะมาก คนหันมาสนใจ Loose-furniture มากกว่า เราเลยรู้สึกว่าเขาจะอยากได้อะไรที่มันน้อยและเรียบง่ายมาก ๆ”

Studio S One-Piece Toilet Unique Aesthetics, Urban-Inspired Design
โถสุขภัณฑ์ Tankless Design ความมินิมอลร่วมสมัย ที่สะท้อนความเรียบง่ายเหนือกาลเวลา

คุณเป้ยังเสริมว่า ความเรียบง่ายในแบบมินิมอล ยังมีประโยชน์ตรงที่ง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่คนให้ความสำคัญในปัจจุบัน วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องสวยงามและทำความสะอาดง่ายไปพร้อมกัน “มองเฉย ๆ สะอาดตลอดยิ่งดีเลย พี่เจอคอมเมนท์ลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เยอะมาก วัสดุ ผลิตภัณฑ์ต้องลดรอยต่อให้มันง่ายต่อการคลีน การลูบทีเดียวจบ อย่างห้องน้ำคนจะไม่ค่อยชอบสุขภัณฑ์แบบ two-piece กันแล้ว เพราะว่าคนอยู่บ้านมากขึ้นก็ต้องทำความสะอาดมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเขาก็อยากเหนื่อยน้อยลง”

(PA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)
Well-Being & Hygiene เพิ่มความสะดวกและสุขอนามัยให้ผู้ใช้งาน ด้วยดีไซน์ที่ง่ายต่อการทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอก
Efficiency for Sustainability ระบบฟลัช PowerFlo ใช้น้ำเพียง 4.8 ลิตร / ฟลัช ประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืน

ความสำคัญของทุกองค์ประกอบไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรม

แน่นอนว่ากว่าจะออกเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบอีกมากมายหลายแขนง ทั้งการออกแบบภายใน การเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่การออกแบบภูมิทัศน์ “วัสดุหรือโปรดักต์ต่าง ๆ มันสะท้อนถึงรสนิยม อย่างโรงแรมมันก็เป็นตัวบ่งบอกว่า โรงแรมนี้ใส่ใจใช้เกรดแบบนี้ สวยเลยนะ แต่ถ้าเป็นงานบ้านโครงการ อันนั้นสำคัญหนักเลย เพราะมันจะเป็นตัว represent รสนิยมของโครงการ บางทีลูกค้าบางคนไปเขาจะดูเลย อันนี้ยี่ห้ออะไร  เป็นเช็คลิสต์ เหมือนเช็คของว่าโครงการเหล่านั้นให้อะไรบ้าง”

(Dusit D2 Hotel ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

“ในแง่ของฟังก์ชัน ถ้าเป็น Hospitality องค์ประกอบที่เราเลือกใช้และการจัดวาง จะต้องเน้นเรื่องการทำความสะอาดที่ต้องสะดวก เพราะมันมีช่วงเวลาของห้องพักชัดเจน ต้องรีบทำความสะอาดเพื่อรับแขกคนต่อไป ในขณะที่องค์ประกอบเหล่านั้นต้องทนทาน เพราะโรงแรมรองรับคนและการใช้งานหนักหน่วงกว่าบ้าน ต้องดีและใช้งานได้ในระยะยาวด้วย”

“เราก็ยอมรับตรง ๆ นะ เวลาเราเลือกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ เก้าอี้ ก๊อก สวิตช์ แว่บแรกเราก็ดูที่ความงามก่อน เพราะเราเป็นดีไซน์เนอร์ไง ความรับผิดชอบเรา คือ ความงาม  มันคล้ายกับเวลาเรามองรถยนต์ เราคงไม่ตะโกนชี้แล้วบอกว่า โห…เครื่องแรงม้า แรงบิดเท่านี้ แต่เราเห็นแว่บแรกแล้วรู้สึกว่า สวย มันเป็นอะไรที่เราจับตาได้ก่อน แล้วเราถึงไปค้นหาต่อว่าเครื่องหรือฟังก์ชันมันเป็นยังไง แต่รถยนต์ที่สวยแต่วิ่งไม่ได้ เราก็ไม่เรียกว่ามันเป็นรถนะ”

Soft-Close ฝารองนั่งปิดแบบนุ่มนวล
สามารถถอดออก เพื่อทำความสะอาดได้ง่าย
แนวคิดแบบ User-Centric
โถที่นั่งออกแบบให้มีระยะสูงพิเศษ 42.5 ซม. เพื่อการลุก-นั่งที่สะดวกสบาย

ดีไซน์ในแบบสร้างสรรค์ ในมุมมองของ IDIN Architects

“ผมมองว่างานดีไซน์ทุกงานมันสร้างสรรค์ในตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าเราไม่สร้างสรรค์ มันก็จะไม่เกิดงานดีไซน์ อาชีพดีไซน์เนอร์มันเป็นอาชีพที่ขายในสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครเห็น เพราะฉะนั้นสร้างสรรค์กับดีไซน์มันแทบจะคำเดียวกันสำหรับผม ก็ฝากงานประกวดแบบ American Standard Design Award (ASDA) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและดีไซน์เนอร์ทั่วไปได้มาลองความคิดและไอเดีย ได้ Explore อะไรใหม่ ๆ ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ อะไรขึ้นมาในวงการ น่าสนุกดี และผมก็เป็นหนึ่งในกรรมการด้วย ก็คงจะรอดูผลงานของทุกคนที่ส่งเข้ามาครับ” คุณเป้ทิ้งท้าย

(Tara Villa โปรเจกต์ Hospitality ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

(KA House โปรเจกต์ Residential ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

กิจกรรมประกวด American Standard Design Award (ASDA) 2022 ร่วมกับ Dsign Something เปิดโอกาสให้เหล่านักศึกษาและดีไซน์เนอร์ที่สนใจส่งผลงานประกวดออกแบบห้องน้ำในโปรเจกต์รูปแบบ Residential และ Hospitality สมัครเข้าร่วมการประกวด และใช้ไอเดียที่แปลกใหม่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบห้องน้ำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ Studio S จาก American Standard ชิงเงินรางวัลมูลค่าสูงสุดกว่า 2,000 USD พร้อมโอกาสก้าวสู่การประกวดออกแบบในเวทีระดับเอเชียแปซิฟิก โดยได้รับเกียรติจากกรรมการตัดสินซึ่งเป็นสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังทั้ง 4 จาก IDIN Architects , A49 , P49 ,และ PIA Interior รวมถึงกรรมการพิเศษจาก Dsign Something และ Leader – Marketing จากแบรนด์ American Standard Thailand ติดตามรายละเอียดได้เร็วๆ นี้ หรือ ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3z5Ni7A

Tate Thonglor 11 Residence ที่พักอาศัยบนที่ดินราคาสูงลิ่วที่ถูกคิดเผื่ออนาคตและตอบโจทย์ในปัจจุบัน

Tate Thonglor 11 Residence
ที่พักอาศัยบนที่ดินราคาสูงลิ่วที่ถูกคิดเผื่ออนาคตและตอบโจทย์ในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรม คือ ผลงานชิ้นนั้นจะตั้งตนโดดเด่นไปอีกหลายทศวรรษ ไม่สามารถเคลื่อนย้าย หรือไม่คุ้มค่าหากจะปรับเปลี่ยนตามใจต้องการในภายหลัง การออกแบบจึงเรียกได้ว่า ต้องมีการคิด คาดเดา ‘เผื่อ’ อนาคตกันมากพอสมควร ซึ่ง Tate Thonglor 11 Residence ก็เป็นหนึ่งในอาคารเหล่านั้น ด้วยความที่ตั้งอยู่บนที่ดินย่านทองหล่อซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาสูง พื้นที่รอบด้านพร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นอาคารใหญ่ หรือคอนโดมิเนียมสูงในทุกเวลา ที่พักอาศัยแบบ low-rise แห่งนี้จึงจำเป็นต้องคิดถึงบริบทในทุกแง่มุม ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคตเพื่อให้การอยู่อาศัยบนที่ดินราคาสูงลิ่วคุ้มค่าทุกตารางเมตร ด้วยฝีมือของทีมสถาปนิกจาก makeAscene

ด้วยพื้นฐานของเจ้าของที่อยู่ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเวลาหลายปี และมีประสบการณ์ในการสร้างอพาร์ทเมนท์ให้เช่าย่านทองหล่อมาไม่น้อย กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่ครอบครัวชาวญี่ปุ่น ผู้ตั้งถิ่นฐานและทำงานใจกลางกรุงเทพฯ แต่เมื่อได้ที่ดินในซอยทองหล่อ 11 แห่งนี้มา จึงตั้งใจสร้างอพาร์ทเมนท์สำหรับคนญี่ปุ่นที่มีขนาดกระทัดรัด เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยที่เข้าพักคนเดียวหรือเป็นคู่มากขึ้น

(ชั้นสองออกแบบคล้ายคาเฟ่ มีส่วนคอมมูนิตี้ที่เปิดโอกาสให้แม่บ้านชาวญี่ปุ่นได้มารวมตัวและพูดคุยกันในบางโอกาส)

เป็นส่วนตัวเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต

“พอเราได้โจทย์กว้างๆ มาจากทางเจ้าของ สิ่งที่เรามองหาไม่ใช่สไตล์ แต่เป็นการศึกษาบริบทของพื้นที่ ซึ่งทองหล่อเป็นที่ราคาแพง เราเลยมองว่าพื้นที่รอบๆ ในอนาคต น่าจะถูกทำเป็นอะไรที่มีความหนาแน่นมากกว่านี้แน่นอน บ้านที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันอาจจะถูกขายไปกลายเป็นตึกสูง อาคารนี้จึงจะต้องตอบสนองต่อบริบทในอนาคตเหล่านั้น” สถาปนิกเล่า

เริ่มต้นสถาปนิกศึกษาข้อจำกัดและบริบทของพื้นที่ตามที่กฏหมายกำหนด ซึ่งอาคารปิดทึบจะต้องมีระยะร่นด้านข้าง 2 เมตร หรือหากต้องการเปิดช่องเปิด จะต้องมีระยะร่นถึง 3 เมตร ทีมออกแบบจึงได้ไอเดียในการคว้านอาคารบางส่วนออกให้กลายเป็นช่องเปิดด้านกว้างของห้องพัก และออกแบบให้ส่วนนั้นกลายเป็นฟังก์ชันห้องนั่งเล่นซึ่งผู้อยู่อาศัยชาวญี่ปุ่นน่าจะใช้งานและต้องการแสงสว่างมากที่สุด นำมาสู่โมดูลของห้องพักที่ถูกจัดเรียงให้มี Balcony เล็กๆ ที่เปิดรับแสง ส่วนห้องนอนจะมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างที่นำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน

(ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบอาคาร)
(ภาพ Isometric แสดงแนวคิดการออกแบบแผงกันแดดของอาคาร)

บริเวณช่องเปิด สถาปนิกออกแบบแผงกันแดดทำองศาเอียงด้วยแผ่นอลูมิเนียมเพอฟอเรทเจาะรู ทำให้ห้องพักทุกห้อง และทุกชั้นสามารถรับแสงได้ในขณะที่ยังมีขอบเขตของความเป็นส่วนตัว เพื่อบดบังทิวทัศน์รอบข้างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งองศาและรูของแผงกันแดดในแต่ละชั้นจะแตกต่างกันไปตามมุมมอง โดยบริเวณชั้นล่าง ที่มีวิวทิวทัศน์ในปัจจุบันไม่ดีมากนัก แผงกันแดดจะมีลักษณะที่พลิกไปมาเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ส่วนบริเวณชั้นบน แผงต่างๆ จะเริ่มตั้งฉาก เพื่อเปิดรับวิวที่กว้างไกลได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แผงกันแดดทั้งหมดนี้ก็ยังถูกออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต  “เราศึกษาจาก Existing ก่อน จากนั้น เราจึงคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แล้วเราก็ออกแบบให้มันตอบรับ”

ประหยัดพื้นที่และคุ้มค่าตอบสนองต่อบริบทในปัจจุบัน

เมื่อรู้ว่าที่ดินมีราคาสูง แน่นอนว่าทุกพื้นที่ต้องใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด สถาปนิกจึงจัดการกับที่ดินหน้าแคบและลึก ด้วยการออกแบบทางสัญจร Double-load corridor เพื่อประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด รวมถึงออกแบบเลย์เอาท์ห้องพักให้มีหน้ากว้างและตื้น สวนทางกับแปลนคอนโดมิเนียมทั่วไปที่เรามักพบได้ในปัจจุบัน ทำให้แปลนห้องอยู่ในลักษณะสี่เหลี่ยมที่เป็นสัดเป็นส่วน แบ่งเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น ห้องนอนและห้องน้ำที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย อีกทั้งยังมีระนาบของช่องเปิดที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้นอีกด้วย

(ภาพตัวอย่างเลย์เอาท์แปลนของอาคาร และยูนิตต่างๆ บริเวณชั้น 2)

80% ของห้องทั้งหมดจะมีขนาดประมาณ 30 กว่าตารางเมตร โดยฟังก์ชันภายในห้องถูกออกแบบคล้ายโมดูลที่วางลงไปราวกับตัวต่อที่ลงล็อคกันได้ทั้งหมด สลับซ้าย-ขวา หรือจำนวนห้องไปตามรูปแบบที่แตกต่างกัน ส่วนอีก 20% ที่เหลือ คือ ห้องหัวมุมตึกบริเวณชั้นบนซึ่งมีศักยภาพในการขยายให้เป็นห้องพักขนาดใหญ่ เพื่อให้พื้นที่หัวมุมไม่ถูกทิ้งให้เป็น Waste Space ที่ว่างเปล่าไปโดยไม่จำเป็น

‘Duality’ ความแตกต่างที่คู่ขนานกันไปอย่างลงตัว  

ภาพรวมของอาคารที่มีแนวช่องเปิด และช่องปิด ยังสะท้อนแนวคิดความเป็นคู่ในแบบ Duality โดยช่องปิดที่ทึบตันเป็นตัวแทนของอาคารใหญ่ในแบบ Urban Scale ในขณะที่ช่องเปิดของอาคารที่ถูกคว้านออกเป็น Balcony จะทำหน้าที่เป็นส่วน Residential Scale ที่เข้าถึงผู้อยู่อาศัย

แนวคิดดังกล่าว เห็นได้ชัดเจน ผ่านการเลือกใช้วัสดุ ซึ่งส่วน Urban Scale ที่ทึบตันจะออกแบบด้วยคอนกรีตโทนสีขาว โดยมีการเล่นกับความหลากหลายของสีด้วยเท็กเจอร์ที่มีความหยาบต่างกัน ทำให้เมื่อแสงตกกระทบ อาคารจึงไม่ได้อยู่ในลักษณะเพลนสีขาว แต่มีเฉดเงาที่สร้างความน่าสนใจแตกต่างกันออกไปในแต่ละโทน ส่วน Residential Scale ถูกแทนด้วยวัสดุที่ให้ความรู้สึกเบาลง อย่างการใช้แผ่นอลูมิเนียมเจาะรู และด้วยความที่ช่องเปิดของอาคารมีการใช้กระจกเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนไปมากับบริบทโดยรอบจนกลายเป็นสีเทา สถาปนิกจึงเน้นกรอบและโครงรอบช่องเปิดเหล่านั้นด้วยโทนสีเทาเข้มทั้งหมด เพื่อย้ำให้เกิดความแตกต่างในแบบ Duality ได้อย่างชัดเจน

เพื่อให้อาคารเข้าถึงและมีกลิ่นอายแบบคนญี่ปุ่น วัสดุทั้งหมดจึงแสดงถึงความเรียบง่าย และไม่ได้ใช้ของแพงที่สร้างความฉูดฉาดแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการเลือกใช้ไม้สีน้ำตาลเทาเข้ม สะท้อนถึง SHOU SUGI BAN ซึ่งเป็นเทคนิคญี่ปุ่นโบราณที่นำผิวไม้มาเผาไฟจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของบ้านในญี่ปุ่น นอกจากนั้น สถาปนิกยังคงคำนึงถึงอนาคต โดยวัสดุทั้งหมดที่เลือกนำมาใช้จะต้องดูแลรักษาง่าย และประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาในอนาคตให้ได้มากที่สุด

(ไม้โทนสีเท้าเข้ม สะท้อนถึงเทคนิคญี่ปุ่นโบราณ SHOU SUGI BAN)
(ก้อนอาคารบริเวณชั้นสองเชื่อมโยงกับผู้คนภายนอก ผ่านการเลือกใช้วัสดุกระจกใส)

กล่าวได้ว่า Tate Thonglor 11 Residence  คือรูปแบบหนึ่งของอาคารที่การอยู่กับปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ การคาดเดาบริบทในอนาคตจึงช่วยทำให้ฟังก์ชันอยู่อาศัยภายในถูกรบกวนน้อยลง ถึงแม้จะอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ก็ยังสามารถมีบ้านที่อยู่สบายและเป็นส่วนตัวได้ไม่ยาก ก่อนจะจบบทสนทนา สถาปนิกทิ้งท้ายว่า  “เวลาที่เราออกแบบ เราจะคิดว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านเล็กๆ เหล่านั้น เราต้องการอะไร อยู่ยังไงจะสบายที่สุด อยากได้ช่องแสง อยากได้ความเป็นส่วนตัว แต่บ้านอยู่กลางทองหล่อ จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นได้ ดังนั้นใจความสำคัญ ผมมองว่ามันคือการออกแบบบ้านพักอาศัยขนาดเล็กมาประกอบกันมากกว่าการออกแบบอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องแสดงจุดเด่นของความเป็นแบรนด์ใหญ่โต”

Location : ซอยทองหล่อ11 กรุงเทพฯ
Built Area : 2,150 ตารางเมตร
Architects :  makeAscene
Design Team : ธีรยุทธ วุฒิวงศ์ธนกิจ และชิษณุพงศ์ รุ่งเลิศนิรันดร์
Interior: PAON Architects
Contractor: 7 Makara Company Limited
Photo credit: Depth of Field  Company Limited

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้