บ้านกึ่งไม้กึ่งปูนที่ผสมผสานกลิ่นอายพื้นถิ่นเข้ากับความเรียบง่ายตามสไตล์ของเขียนไขและวานิช

บ้านกึ่งไม้กึ่งปูนที่ผสมผสานกลิ่นอายพื้นถิ่น
เข้ากับความเรียบง่ายตามสไตล์ของเขียนไขและวานิช

“แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร” “หนีห่าง” หรือ “ภาพฝันในจักรวาล”

ต่างเป็นบทเพลงคุ้นหูที่อาจจะเป็นเพลงโปรดของใครหลาย ๆ คน ซึ่งการร้อยเรียงเรื่องราวออกมาได้อย่างไพเราะ สวยงาม และเรียบง่ายตามสไตล์ของ ‘เขียนไขและวานิช’

ก็คงไม่ต่างไปจากบ้านหลังใหม่ที่ให้กลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่น ของคุณโจ้-สาโรจน์ ยอดยิ่ง ศิลปินชาวเชียงใหม่จากวงเขียนไขและวานิช และคุณบลู-บุษราพรรณ ไพรทอง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางธรรมชาติที่มีบรรยากาศทิวเขาและทุ่งนาโอบล้อม โดยงานนี้ได้สถาปนิกเจ้าถิ่นอย่าง Sher Maker เข้ามาสร้างสรรค์ให้ภาพจินตนาการของคุณโจ้และคุณบลู ออกมาเป็นบ้านที่สะท้อนการใช้ชีวิตของเขาทั้งสองได้อย่างลงตัว

จุดเริ่มต้นของบ้านเขียนไขโฮมสตูดิโอ

เดิมทีบ้านหลังนี้ต้องการให้เป็นเพียงแค่ที่พักผ่อนตากอากาศเพียงเท่านั้น แต่ด้วยสถานการณ์ของ โควิด -19 ที่เข้ามาพอดิบพอดี ทำให้แผนของการเป็นที่พักพิงชั่วคราว ต้องปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหลักไปโดยปริยาย

“เริ่มแรกทั้งโจ้ กับ บลู ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และมีทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศอยู่ตลอด จะมีช่วงหนึ่งของปีที่เขาหยุดพักการเดินสาย โจ้เลยอยากมีบ้านไว้พักผ่อนที่เชียงใหม่สักหลัง ซึ่งแต่เดิมเขาเป็นคนเชียงใหม่ อำเภอดอยสะเก็ด ส่วนบลู เป็นคนระยอง ที่หลงใหลมนเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากทั้งสองคนได้ที่ดินมา จึงชวนเราไปดูพื้นที่ที่แม่ออน ด้วยส่วนตัวพวกเรารู้จักกันอยู่แล้ว เราเลยค่อนข้างรู้ถึงวิถีชีวิตของเขาทั้งคู่ ที่เป็นคนสบายๆ มีเพื่อนฝูงเยอะ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนได้เป็นอย่างดี”

บ้านที่อยู่กับต้นไม้

ด้วยพื้นที่เดิมมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ สถาปนิกจึงตั้งใจเก็บต้นไม้ ที่มีทั้ง กระพี้เขาควาย ข่อย ทองกวาว และต้นพะยอมใหญ่ และออกแบบบ้านให้แทรกตัวอยู่กับพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ร่มเงากับตัวบ้านและไม่เกิดความร้อน ซึ่งทำให้ทุกพื้นที่สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

“เดิมพื้นที่มีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาว เราจึงตั้งใจตัดเนินดินลงไป ให้แนวบ้านล้อไปกับแนวดินด้านข้าง แล้วให้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้น 1 อยู่ลึกลงกว่าระดับชั้นดินเดิม เพื่อไม่ให้ตัวบ้านสูงจนระเบียงขาดจากร่มเงาของต้นไม้ และกระจายฟังก์ชันภายในบ้าน เพื่อให้บ้านสามารถแทรกตัวอยู่กับต้นไม้ได้”

แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนไม่ให้รบกวนกัน

บ้านหลังนี้มีขนาด 260 ตารางเมตร ออกแบบให้พื้นที่ทางเข้าอยู่บริเวณชั้น 2 ไว้สำหรับรองรับแขก ซึ่งเมื่อเดินเข้ามาจะพบกับห้องครัว และรับประทานอาหารที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางค่อนข้างเปิดโล่ง ตั้งโชว์ของสะสม อย่างเซรามิก และเครื่องครัว ขนานไปกับชานกว้างไว้สำหรับจัดงานสังสรรค์ และสามารถเดินขึ้นบันไดไปบนห้องรับแขกที่แสดงให้เห็นผ้าม่าน และพรมไว้รองรับการพักผ่อนของแขกผู้มาเยือนได้อีกด้วย

ในบริเวณพื้นที่ชั้น 1 สถาปนิกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของทั้งสองคน หากเดินลงบันไดบริเวณครัวลงมาจะเป็นส่วนของห้องทำงาน ไว้สำหรับอัดเพลง และไว้เก็บกีตาร์ ในส่วนทางด้านขวาจะเป็นห้องนอนของทั้งคู่ ที่ถูกแยกออกมาเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว โดยที่บุคคลภายนอกไม่สามารถรบกวนได้

“เราเสนอฟังก์ชันไปหลากหลายรูปแบบ แต่โจ้ และบลูต้องการรูปแบบพื้นที่กระจายตัวได้ เพื่อทำให้เกิดพื้นที่รองรับแขก และพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวแยกออกจากกัน ซึ่งปกติพวกเขาจะคลุกตัวอยู่ในห้องทำงาน และพื้นที่ส่วนตัวเป็นหลักมากกว่า นอกจากนี้ทั้งคู่ยังชื่นชอบในการสะสมของตั้งโชว์ เราจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ ทำให้บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่ แต่ด้วยที่ทั้งคู่สนุกไปกับการดูแลรักษาบ้านด้วยตัวเอง ขนาดของบ้านจึงไม่ใช่ปัญหากับเขาทั้งสองเท่าไหร่นัก”

ภาพแปลนแสดงพื้นที่ชั้นล่าง
ภาพแปลนแสดงพื้นที่ชั้นบน

วัสดุที่เป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัย

วัสดุของบ้านหลังนี้สถาปนิกเลือกใช้เป็นไม้เก่ามาที่สามารถหาได้ในพื้นที่มาเป็นวัสดุหลัก เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง และไม้ไผ่ที่ผ่านการทรีตเมนต์ สำหรับใช้ทำโครงสร้างของตัวบ้านทั้งหลัง และวัสดุมุงหลังคาเลือกใช้กระเบื้องของ วิบูลย์ศรี ที่มีช่องสามารถระบายอากาศได้ดี และให้ความรู้สึกของหลังคาบ้านแบบโบราณได้อีกด้วย

“จะเห็นว่าเราใช้เหล็กในการก่อสร้างบ้านหลังนี้น้อยมาก เพราะเหล็กไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยเท่าไหร่นัก และการใช้วัสดุธรรมชาติเหล่านี้ก็ทำผู้อยู่อาศัย หรือแขกสามารถสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติได้ทุกอริยบท นอกจากนี้ยังทำให้บ้านรู้สึกร่มเย็น และระบายอากาศได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องฝน ที่สำคัญวัสดุเหล่านี้มีราคาถูกและหาได้ง่ายจากพื้นที่ท้องถิ่น”

ความพิเศษของบ้านที่สะท้อนมากจากตัวเจ้าของ

“คุณโจ้ และคุณบลู เป็นคนที่มีความพิเศษในตัวเองอยู่แล้ว ทั้งเป็นศิลปิน นักสะสม และเป็นคนสบายๆ งานนี้เขาเลยปล่อยให้เรามีอิสระในการออกแบบได้เต็มที่ เราเองก็คอยแนะนำสิ่งที่เหมาะสม และตอบโจทย์กับเขาให้ได้มากที่สุด ถึงแม้จะมีปัญหาเข้ามาบ้าง เช่น ขนาดของพื้นที่ห้องอัดที่เมื่อสร้างจริงไปแล้ว โจ้รู้สึกว่าเล็กไป ก็ต้องมาแก้ขยับขยาย และถอยมาดูภาพรวมอีกที ซึ่งเป็นเรื่องปกติของงานออกแบบอยู่แล้วจึงไม่ใช่ปัญหาอะไรนัก เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้สะท้อนตัวตนของเขาออกมาได้อย่างชัดเจนจริงๆ”

Project location: Mae On, Chiangmai, Thailand
Building Type: Home&Studio
Completion Year: 2021
Area: 260 sq.m.
Lead Architect: Thongchai Chansamak
Structure Engineer: Pilawan Piriyapokhai
Builder Team: Sher Maker builder team
Photo credit : Rungkit charoenwat

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

Wood and Mountain Cabin กระท่อมไม้สัญชาติไทยท่ามกลางภูเขาภายใต้แนวคิด Shou-Sugi Ban

Wood and Mountain Cabin
กระท่อมไม้สัญชาติไทยท่ามกลางภูเขาภายใต้แนวคิด Shou-Sugi Ban

จะดีมากแค่ไหน ถ้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของเราได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ
จากไอเดียบ้านกระท่อม เจ้าของโครงการได้ส่งมอบต่อไปยังทีมสถาปนิก SHER MAKER จึงทำให้เกิดขึ้นเป็นกระท่อมที่พักขนาดเล็กที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากแบรนด์ Wood and Mountain และ If I were a carpenter แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยผู้รักงานไม้และภูมิปัญญาดั้งเดิม เปิดต้อนรับนักเดินทางที่ต้องการปลีกวิเวกในบรรยากาศ in the middle of nowhere ท่ามกลางหุบเขา ลำธารสายเล็กๆ และเส้นทางวิ่งเทรลที่มาพร้อมกับแนวคิด shou-sugi ban เพื่อแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ผ่านวัสดุของงานสถาปัตยกรรมหลังนี้

 จากแนวคิด shou-sugi ban ของช่างไม้ญี่ปุ่น สู่สล่าไม้ยุคใหม่

เจ้าของและทีมออกแบบตกลงกันว่าอาคารควรจะเป็นอาคารไม้ เพราะวัสดุนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเจ้าของในฐานะผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะช่วยให้สามารถหาไม้ที่ใช้ในการออกแบบในโครงการได้

ภาษาการออกแบบของ SHER MAKER นั้นเรียบง่ายมาก ใช้โครงสร้างไม้และระบบผนังที่สามารถพบได้ทั่วไปในภาคเหนือ ภายนอกอาคารกรุผิวด้วยไม้เก่าจากแหล่งต่างๆในเชียงใหม่ รวบรวม คัดแยก ขัดเปิดผิวและนำมาแปรรูปใช้ซ้ำอีกครั้งด้วยวิธีการเผาผิวไล่สี  ทำให้  Life Circle ของวัสดุเกิดการใช้งานใหม่และถือเป็นการดึงเอาความพิเศษของวัสดุและกระบวนการนั้นๆ ออกมาขับทำให้โดดเด่น สเปซให้ความเป็นส่วนตัวแต่ยังคงเปิดด้านหนึ่งไปทางภูเขา

แปลนอาคาร

สตูดิโอให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการใช้งานของวัสดุ โดยการคัดแยกและเผาแผ่นไม้ที่มีอยู่แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการนี้ ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเทคนิค shou-sugi ban ของญี่ปุ่น แล้วยังเป็นการเกลี่ยสีของไม้เก่าที่มาจากหลากหลายแหล่งให้เกิดความใกล้เคียงกลมกลืน เป็นการยืมเอาวิธีการมาปรับใช้กับลักษณะกายภาพของไม้พื้นถิ่นไทยซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศมากกว่าไม้ที่ต้องใช้วิธีเสปคและนำเข้าไม้จากต่างพื้นที่นอกจากนี้ มันทำให้ภายในอาคารทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น ในขณะที่ยังให้รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย

SHOU SUGI BAN หรือ JAPANESE YAKISUGI เป็นเทคนิคการเผาผิวไม้แบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ใช้เปลวไฟในการเปลี่ยนแปลงสภาพและสารเคมีภายในไม้ ด้วยการใช้ไฟเผาผิวไม้ให้ไหม้เกรียม เพื่อให้ลวดลายของแผ่นไม้มีความชัดเจนและเด่นชัดชึ้น

ในเริ่มแรกช่างไม้ชาวญี่ปุ่นใช้ไฟในการเผาผิวไม้ในเชิงงานศิลปะที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ในการทำงานไม้ โดยมีทั้งแบบการเผาแบบเพียงบางส่วนเพื่อให้เกิดลาย (Lightly Brushed) และการเผาผิวไม้ทั้งชิ้นให้ไหม้ดำ (Heavily Brushed)

การเผาผิวไม้ยังทำให้แผ่นไม้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น โดยเฉลี่ยมากถึง 80-100 ปี โดยที่สีดำจากการเผาไหม้ ไม่หลุดลอกซีดจาง และไม่ต้องทำผิวซ้ำบ่อยๆ เหมือนการย้อมสีบนผิวไม้โดยทั่วไป นอกจากนั้นแล้วยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากปลวกและแมลงกินไม้ต่างๆ ได้อีกด้วย เพราะส่วนผิวที่ไหม้ไฟจะช่วยปกป้องเนื้อไม้ด้านใน ไม่ให้แมลงเข้ากินเนื้อไม้ได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นการใช้ไม้เผาสำหรับพวกเขาไม่ใช่แค่การมองเห็นและนำเอาความงามมาใช้โดยไม่เชื่อมโยงกับบริบท หรือองค์ความรู้ของช่างในพื้นที่ แต่เป็นเรื่องความเข้าใจในวัสดุและการได้ลงมือทำ ดังที่พวกเขาตั้งใจทิ้งความไม่สมบูรณ์ในแต่ละเฉดสีไว้  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานสถาปัตยกรรมโดยมือมนุษย์ (Human expression)

WABI-SABI ที่ถูกซ่อนไว้บนแผ่นไม้

ในประเทศญี่ปุ่นมีคำว่า Wabi-sabi (วาบิ-ซาบิ) ที่สะท้อนถึงความงามอีกมุมที่ไม่ใช่บรรทัดฐานความงามอย่างที่เราหลายคนเคยเข้าใจ แต่คือความงามจากการเห็นคุณค่าของความเรียบง่าย การค้นพบความสวยงามท่ามกลางสิ่งที่แสนธรรมดา ตลอดจนการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

แผ่นไม้แต่ละแผ่นต่างมีที่มาและเฉดสีที่ต่างกันออกไป การนำมาเผาและไล่สีจึงเป็นการให้ความหมายและความเป็นหนึ่งเดียวกันของไม้จำนวนมากที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีจนเกิดที่พักหลังนี้ขึ้นมา อีกทั้งบานหน้าประตูต่างยังเปิดรับฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่านไปในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ผู้อาศัยรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไม่ต้องปิดกั้นเสียจนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของฟ้าฝนที่ตกรอบๆ ที่ดิน

ในฐานะที่ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่มักจะมีฝนตกอยู่ตลอดเวลา บ้างว่าฝนคือศัตรูที่มาพร้อมกับความเดือดร้อน ทั้งเปียกและทำให้สาดเข้าไปในบ้าน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งมนุษย์เองควรจะเรียนรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือพูดได้ว่านอบน้อมต่อธรรมชาติ เป็นฝ่ายปรับตัวและเปิดรับ เหมือนกับชานของที่พักจะมีทั้งส่วนที่มีหลังคาคลุมและเปิดโล่งรับน้ำฝนเพื่อเชื่อมความเป็นหนึ่งเดียวกับข้างนอกบ้าน

มีอ่างไม้สำหรับอาบน้ำแบบ Outdoor เผื่อสัมผัสอากาศและวิวสวนเรียกได้ว่าเป็นความ Private ที่ต้องเปลือยเปล่ากายและใจให้แก่ธรรมชาติ การอาบน้ำที่นี่จึงเป็นการบำบัดความเครียดผ่านสถาปัตยกรรมได้อย่างดีทีเดียว

หัวใจของวาบิ-ซาบิ ไม่เพียงแต่ยอมรับสภาพของสิ่งต่างๆ ที่เสื่อมไปตามกาลเวลาเท่านั้น แต่ยังมองหาความงามที่แฝงอยู่ในรอยตำหนิหรือความไม่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้วาบิ-ซาบิ เป็นทั้งปรัชญาและรากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่ได้การยอมรับ เป็นการดำเนินชีวิตที่จะทำให้เราค้นพบความงามและความสุขได้ภายใต้สถานที่พักเล็กๆ หลังนี้

Project location :  Chiangmai, Thailand
Area :  100 sq.m.
Lead Architect :  Patcharada Inplang, Thongchai Chansamak, Nat Tangchonlatip
Burning&Fabricator :  Akapan Kanyen, Thanapong Kiwtodsingkorn,  Nat Tangchonlatip, Sirapapra Thinnang
Structure Engineer :  Pilawan Piriyapokhai
Builder Team :  Attipol Bamrungyai
Process Narrative :  Puwadech Tiamsak
Photo credits :  Rungkit charoenwat

ขอบคุณข้อมูลจาก
SHER MAKER

Writer
Prawpisut Tiangphonkrang

Prawpisut Tiangphonkrang

นักศึกษาสถาปัตยกรรม ที่เชื่อว่าการออกแบบเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องบนโลกใบนี้

Sher Maker สตูดิโอออกแบบที่โอบกอดธรรมชาติและการหลอมรวมกันระหว่างงานและชีวิต

อาคารหลังคาทรงจั่วริมน้ำ คลุมทับอีกชั้นด้วยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ กับโลเคชั่นที่เงียบสงบในหมู่บ้านเชียงใหม่เลคแลนด์ หลังจากที่รู้ว่าสเปซที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบข้างแห่งนี้คือพื้นที่พักอาศัยที่ควบรวมกับพื้นที่ทำงานของนักสร้างสรรค์ ไม่แปลกเลยที่อาคารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้จะกลายเป็น ‘ออฟฟิศในฝัน’ ของเราและใครอีกหลายคนในชั่วพริบตา

Continue reading “Sher Maker สตูดิโอออกแบบที่โอบกอดธรรมชาติและการหลอมรวมกันระหว่างงานและชีวิต”

Pearl Ceramic Façade สถาปัตยกรรมในปั๊มน้ำมันที่เชื่อมโยงกับท้องฟ้า และสะท้อนคุณค่าความเป็นเชียงใหม่

“ผลลัพธ์ความสวยงามของกระเบื้องเซรามิกสีมุกในปั๊มน้ำมันปตท.”

Continue reading “Pearl Ceramic Façade สถาปัตยกรรมในปั๊มน้ำมันที่เชื่อมโยงกับท้องฟ้า และสะท้อนคุณค่าความเป็นเชียงใหม่”

LAN DIN : อาคารโปร่งแสงที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน

ผลลัพธ์จากสมการมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ คุณค่าของธรรมชาติ และความงามทางสถาปัตยกรรม

Continue reading “LAN DIN : อาคารโปร่งแสงที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน”