Piticharoenkit Residence บ้าน 3 ชั้นเรียบง่ายที่วางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม

Piticharoenkit Residence
บ้าน 3 ชั้นเรียบง่ายที่วางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม

โครงการตั้งอยู่บนถนนลพบุรีราเมศ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นบ้านพักอาศัยขนาด 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1,000 ตร.ม.  อาคารอยู่ในพื้นที่เดิมของบ้านที่มีอาคารแวดล้อมในบริเวณเดียวกัน 2 ยูนิต ซึ่งตัวโครงการจะแยกออกจากอาคารเดิมทั้ง 2 แต่สามารถเข้าถึงได้จากกลุ่มอาคารดังกล่าว  ทั้ง 3 อาคารจะถูกเชื่อมด้วยสระว่ายน้ำเดิม ทางผู้ออกแบบจึงได้หันหน้าอาคารให้มองเห็นได้จากสระว่ายน้ำเป็นหลัก และยังสามารถเข้าถึงได้จากทางด้านหน้าด้วยเช่นกัน

ความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิมเป็นโจทย์สำคัญของงานออกแบบเนื่องจากต้องการความต่อเนื่องทั้งในแง่ของรูปแบบและการใช้งาน ในขณะเดียวกันอาคารใหม่ต้องไม่บดบังทัศนียภาพของอาคารเดิมที่มีอยู่แล้วเช่นกัน เราจึงได้แชร์พื้นที่ของสระว่ายน้ำเดิมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารใหม่เหมือนถูกวางมาด้วยกันตั้งแต่แรก และเปิดพื้นที่ตรงกลางของกลุ่มอาคารให้ยังสามารถมองเห็นกันได้ ได้รับแสงแดดและลมตามธรรมชาติ ทำให้พื้นที่เชื่อมต่อค่อนข้างปลอดโปร่งและมีอากาศถ่ายเทได้ตลอดทั้งวัน

แปลนชั้น 1
แปลนชั้น 2
แปลนชั้น 3

ในส่วนของตัวอาคารได้เปิดพื้นที่ส่วนด้านหน้าให้เป็น OPEN COURT ขนาดใหญ่ที่รับกับสระว่ายน้ำเดิม ภายในเปิดพื้นที่ด้วย Double Volume ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน ให้ความโปร่งโล่งในบริเวณโถงนั่งเล่นได้ค่อนข้างมาก และเป็นจุดที่รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ในช่วงเช้า

อาคารถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยยกอาคารให้เป็นที่จอดรถและห้องควบคุมอยู่ในชั้นที่ 1 บันไดภายนอกที่เดินขึ้นจากที่จอดรถถูกบีบพื้นที่ให้ขึ้นมาเจอกับ Open Court ขนาดใหญ่กลางบ้าน ที่เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน ส่วนของ Public Space ทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารจะเปิดรับกับ Open Court และถูกจัดวางให้อยู่ในชั้นที่ 2 โดยมีโถงบันไดซ่อนอยู่ด้านหลังผนังหินที่เปิดเป็น Void กระจกตลอดแนวบันไดเพื่อดึงแสงธรรมชาติ ทำให้โถงบันไดที่อยู่ด้านหลังโปร่งและสว่าง พื้นที่ชั้น3 เป็นโถงที่เปิดรับกับ Double Volume มีมุมห้องพระที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ Space อย่างกลมกลืน เพิ่มความน่าสนใจด้วยการดึง Mass ของอาคารด้านหน้าให้ยื่นออกไปโอบรัด Open Court ภายนอก ด้วยโครงสร้าง Cantilever ที่ทำให้ดูเหมือนอาคารลอยอยู่กลางอากาศ  สำหรับภายในเชื่อมพื้นที่ของ Mass ก้อนนี้ด้วยทางเดินกระจกที่ลอยอยู่ระหว่างDouble Volume ของโถงห้องนั่งเล่น ซึ่งพื้นที่ชั้น 3 จะจัดเป็น Private Zone ทำให้ห้องนอนและพื้นที่ของเด็กถูกรวมกันอยู่ในชั้นนี้ในลักษณะ Double Corridor

แนวคิดในการออกแบบนอกจากการจัดวางตัวอาคารใหม่และอาคารเดิมแล้ว ความท้าทายโครงสร้างที่เป็น Long Span และ Cantilever เป็นอีกแนวความคิดที่ทำให้อาคารมีลูกเล่นและเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของโครงสร้างเดิมๆการดึงเสาและคานออกจากผนัง การยื่นอาคารออกจาก Structure System ทำให้เราได้ Structure Element ที่สามารถกลายเป็นส่วนประดับอาคารไปด้วยในตัว  วัสดุอาคารที่เปลือยเปล่าสะท้อนอิทธิพลของแนวคิดยุค Post Modern ถูกนำมาใช้สำหรับการออกแบบอาคารหลังนี้ 

ภายในตกแต่งด้วยหินและไม้สีดำ เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวน้อยชิ้นถูกจัดวางตามการใช้งาน ผนังในงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นตู้เก็บของในงานอินทีเรียที่ถูกซ่อนอยู่หลังผนังกระจกและไม้อย่างเรียบง่าย สิ่งที่เห็นเป็นเพียงผนังเปลือยเปล่าที่ซ่อนการใช้งานอยู่ด้านหลังเท่านั้น

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Project : Piticharoenkit Residence
Year : 2020
Area : 1000 sq.m.
Location : Loburi Ramet Rd., Hatyai, Songkhla Thailand
Architect : Nirostina Nisani – VIVE Design Studio, Bangkok-Dubai
Photographer : Beer Singnoi

Sodent Clinic รีโนเวทตึกแถวเก่าสู่คลินิกทันตกรรมเด็กกลางเมืองฉะเชิงเทรา

Sodent Clinic
รีโนเวทตึกแถวเก่าสู่คลินิกทันตกรรมเด็กกลางเมืองฉะเชิงเทรา

ท่ามกลางอาคารพาณิชย์เก่าเชิงสะพานฉะเชิงเทรา ที่นี่ได้รับการแปลงโฉมเป็นคลินิกทันตกรรมเด็ก มีบรรยากาศเป็นมิตรกับเด็กนักเรียนในบริเวณโดยรอบ ด้วยการออกแบบสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างเพราะคุณหมออยากจะชักชวนเด็กๆ ให้ได้เข้ามาใช้บริการทันตกรรม ที่สะอาด สะดวกสบายและปลอดภัยก่อนกลับบ้าน

คุณหมอนำโชค พรมโสภา ทันตแพทย์หนุ่มที่คนฉะเชิงเทราคุ้นเคยเป็นอย่างดีแห่ง Dental station Clinic
ตัดสินใจรีโนเวทอาคารพาณิชย์เก่า เชิงสะพานฉะเชิงเทรา เพื่อให้สามารถดูแลและมอบสิ่งดีๆให้กับเด็กนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยคุณหมอตั้งใจที่จะเปลี่ยนความกลัว ให้เป็นความสุข ความสนุกสนานผ่อนคลาย เพื่อให้เด็กๆ อยากแวะเข้ามาตรวจฟัน ดูแลรักษาฟันกันมากขึ้น เพื่อสุขภาพปากและฟันที่ดีกว่าเดิม โดยคุณหมอได้เริ่มต้นจากการ ‘สวมบทบาทเป็นคนไข้’ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมเด็กๆ จึงกลัวหมอฟัน ? ไม่อยากมาทำฟัน ? พร้อมกับทีมงานทุกคนที่ช่วยกันระดมความคิดโดยใช้ Design เข้าช่วยในการออกแบบประสบการณ์ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพื่อช่วยให้คนไข้เลิกกลัวและอยากมาใช้บริการคลินิกทันตกรรมให้บ่อยขึ้น

คลินิกแห่งนี้มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย ห้องฟุ้งกระจาย 2 ห้อง ห้องดัดฟัน 2 ห้อง ห้องฟอกสีฟัน 1 ห้อง ห้องเอ็กซเรย์ 1 ห้อง และส่วนที่มีพื้นที่มากที่สุดคือส่วน  Lounge ที่มีถึง 2 ชั้น ซึ่งทางทีมออกแบบได้ตัดสินใจทำการรื้อถอนฝ้าเดิมออก เปิดสเปซชั้น 1 และ 2 ให้มีความเชื่อมต่อกัน ทำให้พื้นที่ที่ปรับปรุงใหม่ มีความโล่งโปร่งสบายมากขึ้น และได้เพิ่มมุม Private Balcony เล็กๆ 2 จุดเกาะอยู่บนระเบียงชั้น 2 ให้เป็นพื้นที่นั่งเล่น ให้ผู้มาใช้บริการได้นั่งเอกขเนก เอนกายผ่อนคลายได้ พร้อมกับการให้บริการ Snack เคาน์เตอร์ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวพักผ่อนให้มากที่สุด งานระบบต่างๆมีการดูแลติดตั้งระบบระบายอากาศที่ได้มาตรฐาน และหลอดฆ่าเชื้อ UVC เพื่อฆ่าเชื้อโรครวมถึงเชื้อ COVID หลังการใช้บริการในทุกๆเคส  

Mood and tone ของสีที่ใช้จะเป็นโทนขาวและไม้เป็นหลัก ซึ่งจะให้ความรู้สึกสงบ ปลอดภัย อบอุ่น ก่อนเหยาะเติมสีสันที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มความสนุกสนานร่าเริงตามคอนเซ็ปท์ของคลินิกที่ต้องการให้รูปแบบของคลินิกออกมาคล้ายร้านกาแฟสไตล์เกาหลีโอปป้าให้มากที่สุด ในส่วนของห้องทำฟันจะมีการจัด Function การใช้งานให้สามารถจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆให้สะดวกเรียบง่าย โดยแบ่งเป็นช่องและชั้นวางตามจำนวนและขนาดของเครื่องมือที่คุณหมอใช้ และยังคงรูปแบบเส้นสายที่ Simple เพื่อให้คุณหมอได้ใช้งานได้อย่างสะดวกบนพื้นที่ที่สะอาดเรียบร้อย ทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติที่สุด

สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือการจัดพร้อพในนบริเวณต่างๆเพื่อสร้างบรรยากาศด้วยหมอนอิงหลากสี แจกัน และตุ๊กตาน่ารักกุ๊กกิ๊ก เป็นกิมมิคสนุกๆที่จะทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกคุ้นเคย เหมือนมาร้านกาแฟเพื่อติวหนังสือกับเพื่อนๆ มาเดทกับคู่รัก หรือมาเที่ยวเช็คอินร้านกาแฟใหม่ๆ ทำให้เกิดประสบการณ์การทำฟันที่เปลี่ยนและไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แปลนชั้น 1
แปลนชั้น 2

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Completion Year : 2021
Area : 200 sq.m.
Location : Na Mueang, Mueang Chachoengsao District, Chachoengsao 24000
Architect & Interior : Ponna Studio Co.,Ltd.
Lead Architects:
พร เลาหสุขเกษม
Design Team: ธันย์ชนก กล้าณรงค์
Owner: ทพ.นำโชค พรมโสภา, คุณ กมลกานต์ กุลดิชพงศ์
Photographer : อานันท์ นฤพันธาวาทย์

The Hill Residence เมื่อทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน

The Hill Residence
เมื่อทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน

“นครนายก เมืองในฝันที่ใกล้กรุง น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ ” ด้วยศักยภาพของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ อากาศที่บริสุทธิ์ มีแต่ความเงียบสงบ ใจกลางหุบเขา ภายในสนามกอล์ฟ Royal Hills ภายใต้โครงการ The Yard จึงเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์สำหรับที่ดินแปลงนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ โดยที่ดินแปลงนี้มีขนาด 171 ตร.ว.หน้ากว้าง 24 เมตร ลึก 28.5 เมตร

“ผมต้องการบ้านที่เป็นบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ผมตั้งใจให้เป็นบ้านพักอาศัยให้คุณพ่อช่วงบั้นปลายชีวิต ในขณะเดียวกันบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อพักผ่อนหลังจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานตลอดสัปดาห์ ” คุณวรวิทย์กล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้ายทายน่าตื่นเต้นสำหรับสถาปนิก PPA   

“ทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน ” เนื่องจากที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่กลางหุบเขา ใกล้แนวเขตอุทยานเขาใหญ่ มีภูเขารอบด้าน หลังบ้านเป็นมุม Lake View พื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ ผมต้องการให้บ้านหลังนี้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สัมผัสถึงธรรมชาติและใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด เพื่อสัมผัสธรรมชาติในทุกมิติ และทุก ๆ มุมมอง โดยใช้ แสง แดด ลม การเปิดมุมมองทางสายตามาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบ

หลังจากทำ Site Analysis และกำหนดกรอบแนวคิดเบื้องต้นเสร็จ ผมเริ่มออกแบบ Mass อาคารเป็นกล่องเรียบ ๆ 1 ชั้น ยกระดับ +80cm. เพื่อให้เห็นวิว Lake view อย่างชัดเจน Form อาคารเป็น U shape โดยเปิด Courtyard แล้วแทรกพื้นที่ธรรมชาติสำหรับปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางบ้าน เพื่อให้ลมถ่ายเทพัดผ่านตัวอาคาร ทำให้เกิดการ Cross Ventilation

ตัวบ้านออกแบบให้มี Terrace ยาวตลอดแนว 2 ด้าน  ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อและสัมผัสกับธรรมชาติบริบทรอบ ๆ บ้าน ในส่วนของชายคาที่ยื่นปกคลุมTerrace ผมออกแบบให้ยื่นยาวมากกว่าปกติ เนื่องจากหน้าบ้านหันไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้และหลังบ้านหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้แดดส่องทแยงลึกในช่วงเช้าและช่วงเย็น ๆ ซึ่งต้องใช้ Cantilever ชายคาช่วยบังแดดโดยทางอ้อมมีผลทำให้กระจกช่องเปิดปลอดภัยจากแสงแดด

แปลนอาคาร

ต่อมาเป็นเรื่องของการออกแบบ Void การเจาะช่องเปิดช่องแสง โดยออกแบบให้ทุกมุมมอง ทุกฟังก์ชั่นของบ้านสามารถ Take วิวธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา บ้านหลังนี้เน้นการออกแบบช่องแสง ประตูหน้าต่าง ขนาดใหญ่ ออกแบบประตูบานเลื่อน 2 – 3 รางเลื่อน เพื่อการถ่ายเทอากาศให้ลมผ่านให้มากที่สุด นอกจากนี้แล้ว การออกแบบบ้านหลังนี้เน้นวิธีการออกแบบ Passive Design และการออกแบบที่ยั่งยืน ลดการใช้ไฟฟ้า ใช้เท่าที่จำเป็น แต่ใช้พลังงานธรรมชาติทดแทนเป็นหลัก

การตกแต่งของอาคาร ภายนอกออกแบบให้ใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้เข้าถึงสัจจะวัสดุ โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนจอดรถ ผมเลือกใช้หินกรวดทรายล้างสีดำ เรียบ ๆ ไม่มีpattern ถัดมาเป็นบันได ที่ออกแบบให้วางซ้อนทับ Overlap กัน ปูกระเบื้องลายหิน M-stone สีเทาเข้ม ซึ่งให้ความรู้สึกกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยเลือกผิวสำหรับกันลื่น R10 บริเวณ Terrace เน้นวัสดุธรรมชาติ โดยให้พื้นปูกระเบื้องลายหิน M-stone สีเทาเข้ม เสาตกแต่งระเบียงกรุด้วยไม้เทียม ฝ้าลายไม้ภายนอกเป็นฝ้าไม้เทียมซึ่งเป็นวัสดุทดแทนไม้จริง

ถัดมาเป็นส่วนของTerrace Outdoor สำหรับปิ้งย่าง นั่งชมวิวทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ประกอบไปด้วยผนังทึบสำหรับบังแดดกรุด้วยกระเบื้อง Travertine เน้นลวดลายเรียบ ๆ แต่มีรายละเอียดของเส้นสาย ทำให้งานเรียบ ๆ โมเดิร์น แต่มีรายละเอียดมากขึ้น ในส่วนของพื้น เลือกใช้เป็นกระเบื้องลายไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นไม้ได้เช่นกัน อายุการใช้งานที่คงทน ดูแล เช็ดถูทำความสะอาดคราบสกปรกได้ง่ายในเวลาปิ้งย่าง

ในส่วนของ mood & tone ภายนอกของตัวบ้านออกแบบให้เป็นสีเทาเข้ม วัสดุกระเบื้องโทนเทาเข้มตัดกับวัสดุเสาและผนังที่เป็นลายไม้ เพื่อให้กลมกลืนไปกับบริบทธรรมชาติต้นไม้และภูเขา เมื่อเดินเข้าสู่ภายในตัวบ้าน Space ภายในจะเป็นโทนสีขาว ช่องเปิดใหญ่ ล้อมรอบด้วยกระจก และมองเห็นวิวธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ฝ้าสูง 3 เมตร ทำให้เกิดความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย เบาบาง สะอาด เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Completion Year : 2021
Area : 220 sq.m.
Location : โครงการเดอะยาร์ด ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
Architect : Pongpat Architect co.,Ltd
Design Team:
พงษ์พัฒน์ ศรีรัมย์, กฤติน เรืองยิ่งยศ, ทีฆายุ พงษ์พรรฤก
Owner: วรวิทย์ ธนธรกิจ
Interior Designer: เสน สุข
Landscape Designer: Pongpat Architect co.,Ltd
Construction: ไท อธิอาภานนท์
Contractor: Pim – Poom Constroction Ltd., Part
Photographer : รุ่งกิจ เจริญวัฒน์

AIRI Rama 5 บ้านจากแนวคิด Japandi ที่เรียบง่าย อยู่ได้นานและใช้งานได้จริง

AIRI Rama 5
บ้านจากแนวคิด Japandi ที่เรียบง่าย อยู่ได้นานและใช้งานได้จริง

Simplify / Permantly / Practically
เรียบง่าย / อยู่ได้นาน / ใช้ได้จริง 
เป็นโจทย์สำคัญที่ทาง คุณนอร์ท คุณเปียวเจ้าของพื้นที่บ้านในโครงการ  AIRI Rama5-Ratchaphruek by Ananda Development ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ประกอบกับธุรกิจการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกและยังเป็นนักสะสมของเล่นญี่ปุ่นตัวย

นอกจากบ้านนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยตามปกติแล้ว ยังใช้พื้นที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพบลูกค้าแลกเปลี่ยนของหายากต่างๆ พูดคุย พบปะเพื่อน ทางเราจึงเลือกนำเสนอแนวทางออกแบบที่เรียกสั้นๆ ว่า “Japandi“ ที่มีส่วนผสมระหว่าง สแกนดิเนเวีย และ มินิมอลในแบบญี่ปุ่น ซึ่งแสดงทั้งตัวตนและวิถีชีวิตของเจ้าบ้านได้อย่างลงตัว

ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจลงไปในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การใช้แสงธรรมชาติ รายละเอียดที่เรียบง่าย เส้นสายที่เรียบคม ของตกแต่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัย Furniture ของทั้งสองซีกโลก การเว้นและปล่อยพื้นที่ให้พักสายตา รวมไปถึงวัสดุ / ผิวสัมผัสแบบธรรมชาติ ทั้งหมดนี้เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของบ้านเพียงปล่อยให้บ้านโอบกอดครอบครัวด้วยความอบอุ่นในพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้เวลาร่วมกัน

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Completion Year : 2021
Area : 250 sq.m.
Location : ราชพฤกษ์ นนทบุรี
Architect : DOPE design studio 
Photographer : วิมุติ ธรรมเกสร

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Better Together อาคารที่รวมร้านค้า คาเฟ่ Co-Working Space และห้องประชุมไว้ภายในสถานที่เดียว

Better Together
อาคารที่รวมร้านค้า คาเฟ่ Co-Working Space และห้องประชุมไว้ภายในสถานที่เดียว

โครงการตั้งอยู่บนถนนประชาธิปัตย์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ที่มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1000 ตร.ม. อาคารถูกวางโปรแกรมให้เป็น one stop service แบบใช้งานครบวงจร  โดยรวมเอาส่วนของ Retails, Cafe, Co-Working Space และ Meeting Room ไว้ด้วยกันในอาคารเดียว

เนื่องจากพื้นที่ที่มีอย่างจำกัดการออกแบบจึงนำฟังก์ชั่นมาซ้อนกันในแนวตั้งเพื่อกระจาย User ออกจากกัน แต่ Function เหล่านั้นถูกออกแบบให้เหลื่อมล้ำและทับซ้อนกันอย่างตั้งใจทำให้เกิดพื้นที่ภายในที่เชื่อมต่อกันแบบหลวมๆ ด้วย Vertical Space โดยชั้น 1 และ 2 เป็นส่วนของ Stationary Retail   ชั้น 3 และ 4 เป็น cafe และ co-working space ในขณะที่ชั้น 5 เป็นห้องประชุมและสัมมนา ส่วนของห้องเก็บของและออฟฟิสถูกดันขึ้นไปไว้ในชั้นที่ 6 ของอาคาร

ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายแนวคิดจากพื้นที่ภายในจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมภายนอกด้วยเช่นกัน คุณสามารถมองเห็นกิจกรรมของทั้งอาคารได้พร้อมกันจากภายนอกซึ่งเป็นความตั้งใจ โดยการเปิด Façade ให้ทำหน้าที่เป็นเหมือน Window Display ของอาคารและสามารถมองเห็น Section ของอาคารที่มีกิจกรรมเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างหลากหลาย Space ที่ซ้อนทับกันภายในทำให้เกิด Mass ของอาคารที่ Interlock กัน สร้างความแปลกตาจากอาคารข้างเคียง แต่ในขณะเดียวกันก็สื่อสารด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย เพื่อยังคงรักษาแนว Facade ของพื้นที่โดยรอบ (Context) เป็นการเติมอาคารใหม่ลงในที่ว่างแบบเงียบๆ แต่ยังสามารถสังเกตเห็นได้

ด้านหน้าของอาคารเปิดทางเข้าที่แคบให้โปร่งขึ้น ด้วยการคว้าน Mass โชว์ Double Volume และเสากลมที่รับกับด้านหน้าทะลุขึ้นไปยังชั้น 2 และนอกจากนี้พื้นที่ชั้น 3 ยังถูกออกแบบให้เปิด Mass เพื่อโชว์ Double Volume ซ้ำอีกครั้ง โดยการเติมบันไดวนสีแดงสดเชื่อมกับพื้นที่ภายในด้วยทางเดินโปร่งที่สามารถมองเห็นความต่อเนื่องไปยังชั้น 4 ของอาคาร การเปิดพื้นที่ในชั้นที่ 3 ให้เป็นพื้นที่ Outdoor และต้นไม้ที่ลอยอยู่กลางอาคารนั้นทำให้อาคารดูสูงชะลูดและโปร่งขึ้นในพื้นที่ที่แคบและมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการออกแบบอาคาร

การเลือกใช้วัสดุของอาคารเน้นการโชว์คุณสมบัติตามธรรมชาติของตัววัสดุเองเพื่อลดต้นทุนในการดูแลรักษา (Low Maintenance) ผนังคอนกรีตเปลือยหล่อเป็นชิ้นสำเร็จที่ทิ้งร่องรอยไว้ตามธรรมชาติ ฝ้าคอนกรีตที่ตัดกับพื้น Epoxy สีขาวเป็นมันเงาและเรียบร้อย เป็น 2 วัสดุหลักของอาคารที่ทางผู้ออกแบบตั้งใจผสมผสานให้เกิดความลงตัวทั้งทางสุนทรียภาพและความเหมาะสมในการใช้งาน แทรกด้วยหินและไม้ในงาน Interior ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น นอกจากนี้ยังเลือกใช้กระเบื้องโมเสคทั้งสีขาวและสีดำจัด Pattern โชว์แนว ด้วยสัดส่วนและเสกลที่แตกต่างจาก Pattern หลักช่วยทำให้พื้นที่ภายในดูกว้างและใหญ่ขึ้น ผสมผสานกับสีขาว (All White) ซึ่งเลือกใช้เป็นโทนสีหลักของโครงการ นอกจากนี้ยังใช้สีแดงเข้ามาช่วยเพิ่มสีสัน ดึงดูดสายตา และสร้างความโดดเด่นแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆของตัวอาคารเองในโซน Café และยังกลายเป็นจุดเด่นของอาคารที่ช่วยสร้างความน่าสนใจใน Space เพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Completion Year : 2021
Area : 1000 sq.m.
Location : Prachatipat Rd., Hatyai, Songkhla Thailand
Architect : Nirostina Nisani – VIVE Design Studio, Bangkok-Dubai
Photographer : Beer Singnoi

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Velaa (The Sindhorn Village) โครงการมิกซ์ยูสที่ถักทอพื้นที่สีเขียวชอุ่มเพื่อคนเมือง

Velaa (The Sindhorn Village)
โครงการมิกซ์ยูสที่ถักทอพื้นที่สีเขียวชอุ่มเพื่อคนเมือง

สินธร วิลเลจ (Sindhorn Village) โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนาเมืองที่ทันสมัยและยั่งยืน ตั้งอยู่ตรงข้ามสวนลุมพินีบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ด้วยแผนแม่บทที่มีพื้นที่สีเขียวกว้างขวางพร้อมอัตราส่วนความหนาแน่นต่ำนี้ จะช่วยเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัย ภายในโครงการสินธร วิลเลจ ประกอบไปด้วย สินธรเรสซิเดนซ์ คอนโดมิเรียม (Sindhorn Residence), เซอร์วิสอะพาร์ต์เมนต์, โรงแรมและร้านอาหารคิมป์ตัน มาลัย (Kimpton Maa-Lai), โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ (Sindhorn Kempinski), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และศูนย์การค้าเวลา (Velaa)

เวลา (เดอะ สินธร วิลเลจ) เป็นส่วนต่อขยายของสวนลุมพินี ซึ่งมีความยาว 300 เมตรไปตามแนวถนนหลังสวน เป็นการถักทอพื้นที่สีเขียวชอุ่มคล้ายการถักทอผืนผ้าของคนเมือง โดยมีห้างสรรพสินค้ากึ่งกลางแจ้ง 3 ชั้น ประกอบด้วย ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านบริการ และพื้นที่เฉพาะสำหรับชุมชนในการใช้งาน

การวางผัง walking street นั้นช่วยเพิ่มภูมิทัศน์บนหลังคาให้ดูมีความลื่นไหล และเนื่องจากโครงสร้างสีเขียวคดเคี้ยวไปมาบนถนนด้านล่างส่งผลให้หลังคาสีเขียวขนาดใหญ่เหนือแหล่งช้อปปิ้งและทางเดินเท้าถูกออกแบบให้เสาและหลังคาคล้ายกิ่งก้านของต้นไม้ เพื่อเป็นการเน้นประสบการณ์การเดินเล่นในสวนสาธารณะ รังสีของแสงที่ซึมผ่านหลังคาของลานหลักทั้ง 5 แห่ง ส่องแสงระยิบระยับและยังสร้างเงาด้านล่างเสมือนลายใบไม้ อีกทั้งหลังคาที่มีรูพรุนแบบสุ่มนี้ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ในเวลากลางวันเท่านั้น แต่ยังให้แสงสว่างยามค่ำคืนคล้ายแสงจากหิ่งห้อยอีกด้วย

รูปทรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ยื่นออกไปสู่สวนลุมพินี สามารถมองเห็นและชื่นชมได้เมื่อเดินเข้ามาจากถนนหลังสวน จึงเป็นอีกสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ผ่านไปมาบน walking street ที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location: ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
Completion Year: 2562
Client: Siam Sindhorn
Architect:  Architects 49 Limited
Structural Engineer: PSAA Consulting Engineers Company Limited
System Engineer: MITR Technical Consultant Company Limited
Landscape: P Landscape Company Limited
Lighting Designer: 49 Lighting Design Consultants Limited, APLD Company Limited
Graphic Designer: G49 Limited
Specialist: Facade Associates Company Limited
Construction Manager: Project Planning Services Public Company Limited
Contractor: Thai Obayashi Corporation Limited
Photo Credit: W Workspace

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

The Rubber House บ้านโมเดิร์นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ตั้งต้นจากบริบทที่ตั้งและการอยู่อาศัย

The Rubber House
บ้านโมเดิร์นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ตั้งต้นจากบริบทที่ตั้งและการอยู่อาศัย

ถ้าพูดถึงบ้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเวลากลับจากมาจากที่ใดก็ตาม ความรู้สึกเหล่านี้น่าจะเป็นคำนิยามในการออกแบบบ้านหลังนี้ โดยที่ทางเจ้าของบ้านอยากได้บ้านที่ลักษณะเป็นเหมือนกล่องที่มีลักษณะที่เรียบและดูทันสมัย

ผู้ออกแบบเริ่มออกแบบ Function และพื้นที่ของบ้านตามบริบทของที่ตั้ง เนื่องจากที่ดินของบ้านเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีพื้นที่ขนาด 128 ตารางวา ออกแบบตามตัวที่ตั้งของบ้านให้มีลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในชั้น 1 ให้มีพื้นที่ส่วนกลางที่มี Hall กลางบ้านที่มีลักษณะที่เปิดโล่งจนถึงชั้น 2 ของตัวบ้านเป็นจุดเชื่อมโยงภายในบ้านสามารถ Connect ไปยังพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ส่วนเตรียมอาหาร บาร์ ห้องน้ำ ห้องอเนกประสงค์ และ ห้องครัว ส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้านเป็นพื้นที่ ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่แบบเปิดที่มีการจัดวาง Function ส่วนรับประทานอาหาร และ Pantry  ในลักษณะ แนวยาว เพื่อให้พื้นที่ ของส่วนต่างๆเชื่อมต่อกันและรู้สึกถึงการเปิดโล่งของพื้นที่ที่สามารถมา Enjoy กันไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆก็ตามภายในบ้านเป็นที่รวมตัวและทำกิจกรรมได้หลากหลาย และยังแบ่งสัดส่วนออกจากส่วน Hall หลักของบ้าน ได้อย่างกลมกลืน 

1st Floor Plan
2nd Floor Plan

ภายในชั้น 2 ได้มีการแบ่งทางเดินเชื่อมต่อไปยัง ห้องนอน 3 ห้อง แบ่งเป็น Master Bedroom และ Bedroom อีก 2 ห้อง สำหรับ Master Bedroom มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วน ห้องนอน , ห้องแต่งตัวและแต่งหน้า และ ห้องน้ำ แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานภายในได้ให้มีทางเชื่อมทางเดียว โดยกันห้องนอนโดยส่วนห้องแต่งตัว ในผนัง Built in มาเป็นตัวจัดการแบ่งภายในต่างๆ สำหรับห้องนอนอีก 2 ห้องก็จะโซนส่วนห้องนอนกับส่วนแต่งตัวแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

การตกแต่งภายในได้สะท้อนการตกแต่งออกแบบในกลมกลืมกับ รูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีความ Modern และเรียบง่ายโดยดึงงานไม้มาผสมผสาน เราเลือกใช้ไม้ ASH WHITE สีอ่อนเข้าช่วยสร้างบรรยากาศ ภายในมีความอบอุ่นดูมีความสบายและผ่อนคลาย เน้นการใช้งานและความสะดวกสบายเป็นหลัก เรื่องของส่วนประกอบอื่นๆไม่ว่าจะเป็น Detail ส่วนประกอบต่างๆ แบบหน้าบาน แผงกัน แผงหน้า ผิวสัมผัส มือจับ หรือการซ่อนการเปิดรูปแบบที่ทำให้เกิดลูกเล่นต่างๆภายในงานทำให้องค์ประกอบภายในมีความเอาใจใส่มากยิ่งขึ้น

การตกแต่งภายนอกเราได้รับความร่วมมือจากทาง Pomelo Studios เข้ามาเติมเต็มภายในส่วนประกอบทางการออกแบบสถาปัตยกรรมกรรมที่มีความเท่ และ เรียบโดยแบ่งพื้นที่ Skin กรอบอาคารภายในให้มีลูกเล่น โดยมีการกั้นส่วนระเบียงของห้องนอนชั้น 2 โดยเจาะและใช้ อิฐช่องลม ให้เกิดช่องภายในที่กั้นสายตาระหว่างความเป็นส่วนตัวและภายนอกออกจากกันแต่ก็ยังแฝงความมีระเบียงของวัสดุที่ใช้ทำให้เกิดรูปแบบ Façade ของอาคารที่มีรูปร่างหน้าตากลมกลืมกัน โดยชั้นล่างได้มีการทำสีผิวผนังภายนอกอาคารเป็นที่มีแต่งต่างกันโดยชั้นล่างทำสีเข้มและทำสีอาคารชั้นบนเป็นสีอ่อนทำให้เกิดลักษณะลอยขึ้นมาจากตัวอาคารทำให้ดูสูงและดูโปร่ง ดูเหมือนเป็นกล่องหรือกล่องใส่ยางลบที่มียางลบยื่นออกมา
 

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : ต.สันผีเสือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
Gross Built Area: 400 ต.รม.
Completion Year : 2021

Architects : BBWORKSPACE และ POMELO STUDIOS
Lead Architects: จรัสพงศ์ เชื้อพูล และขรรค์ชัย ฉายะวาณิชย์
Interior Designer:  จรัสพงศ์ เชื้อพูล
Contractor:  PS HOME
Photographer credits: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

LUX Private Residence ความสำคัญของระนาบผนัง สู่สถาปัตยกรรมสุดเรียบง่าย

LUX Private Residence
ความสำคัญของระนาบผนัง สู่สถาปัตยกรรมสุดเรียบง่าย

แนวคิดในการออกแบบ คือ Simple wall หรือ การใช้ผนังนำสายตาที่เรียบง่าย นำความต่อเนื่องให้เกิดการเชื่อมต่อเป็นฟังก์ชั่น ระหว่างโกดังของเดิม กับตัวบ้านที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยได้เพิ่มความพิเศษเข้าไปในส่วนนี้ ด้วยการวางตำแหน่งห้องพระไว้บริเวณหน้าชานบ้าน เพื่อให้เจ้าของบ้านหรือผู้ที่ได้ผ่านมาพบเจอ เกิดความสงบในจิตใจ ก่อนที่จะเข้าภายในตัวบ้าน เป็นการเชื่อมต่อจากภายนอกสู่ภายใน แต่แฝงด้วยความพิเศษซ่อนอยู่ในเนื้องาน ด้วยการใช้เส้นสายที่เรียบร้อย อย่างรัดกุม

1st Floor Plan
2nd Floor Plan

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : อ.เมือง ต.ท่าศาลา จ.เชียงใหม่
Gross Built Area: 650 ต.รม.
Completion Year : 2021

Architects & Interior: SMATA ARCHITECTS
Lead Architects:
KOBKRAN ROONGREANG
Design Team: PUNTARIKA LAPTAISONG
Owner: K.LUXIKA & K.PORNDET
Construction:  WORRAWIT KOMMETONG
Contractor : Idae studio 25 
CONSULTANT : PRASARN SRIBOONREANG
Photographer credits: SkyGround architectural film & photography

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

โรงพยาบาลเวชธานี ศูนย์รวมการรักษาโรคกระดูกที่ออกแบบผ่านองค์ประกอบส่วนข้อต่อของร่างกาย

โรงพยาบาลเวชธานี ศูนย์รวมการรักษาโรคกระดูก
ที่ออกแบบผ่านองค์ประกอบส่วนข้อต่อของร่างกาย

“King of Bones Total Orthopedic Solutions” อาคาร ศูนย์รวมการรักษาโรคกระดูกครบวงจร โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกแต่ละสาขา และเทคโนโลยีอันทันสมัย ของโรงพยาบาลเวชธานี มีแนวคิดงานออกแบบเริ่มมาจากอยากให้โรงพยาบาลมีภาพลักษณ์ที่ต่างออกไป เป็นสถานที่ที่ผู้คนไม่รู้สึกหมดกำลังใจเวลาเข้ามาใช้งานในอาคาร  แล้วนำมาออกแบบผ่านองค์ประกอบของร่างกายในส่วนของข้อต่อ ลวดลายกล้ามเนื้อที่ทับซ้อนกัน ผ่านแผนกของแต่ละชั้นต่างๆภายในอาคาร

1st Floor
2nd Floor
3rd Floor
4th Floor
5th Floor
6th Floor

ชั้น1 : Reception and Hall มีแนวคิดหลักเกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา โดยการสร้างสภาพแวดล้อมให้มีกลิ่นอายของพิพิธภัณฑ์เข้ามา ให้เป็นบริเวณที่น่าเชื่อถือ น่าเคารพ ด้วยการใช้รูปแบบดีไซน์ที่นิ่ง ตรงไปตรงมา ควบคู่ไปกับการใช้สีโมโนโทน

ชั้น2 : Spine center and Orthopedics center ชั้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากข้อต่อและส่วนโค้งของกระดูกสันหลัง นำมาประยุกต์ใช้กับส่วนต่างๆของอาคาร ทั้งลวดลายที่พื้น เพดาน รวมไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีเก้าอี้รถแข่งในบริเวณพักคอยเพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจ ทำให้ผู้ป่วยที่มารักษาไม่รู้สึกอึดอัดหรือกดดันมากเกินไป

ชั้น3 : Diagnostic Imaging Center เป็นชั้นที่รักษาด้วยการฉายแสงเป็นหลัก แรงบันดาลใจจึงมาจากฟิล์มเอ็กซ์เรย์ บริเวณพื้นผิวต่างๆ ทั้งเพดาน ผนัง พื้น จะใช้เป็นสีขาว สีเทา และสีดำ ส่วนในบริเวณที่เป็นจุดเด่นจะเลือกใช้เป็นวัสดุโปร่งแสง อย่างกระจกฝ้าเข้ามา เพื่อช่วยเน้นวัตถุนั้นๆ เช่น เคาน์เตอร์ต้อนรับหน้าแผนก

ชั้น4 : General orthopedic investigation and consultation เป็นชั้นตรวจอาการทั่วไป มีการใช้รูปร่างของกล้ามเนื้อมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบพื้นที่นี้ การใช้เส้นโค้งที่ทับซ้อนกันจนกลายเป็นเส้นที่หนาขึ้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ชั้นนี้จะเน้นการใช้โทนสีขาวและแสงไฟซ่อนต่างๆเพื่อให้บรรยากาศดูทันสมัย น่าเชื่อถือ ให้เข้ากับเทคโนโลยีเครื่องมือ-อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ของโรงพยาบาล

ชั้น 5-6 : Advanced Rehabilitation center ชั้นนี้มีไว้สำหรับ กายภาพบำบัดโดยเฉพาะ เน้นสร้างบรรยากาศให้ดูมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผ่านงานดีไซน์ไม่ว่าจะเป็นลวดลายลู่วิ่งที่พื้น สัญลักษณ์ลูกศรต่างๆ งานไฟตกแต่งทีเป็นแนวตรง รวมไปถึงการเลือกใช้สีสันที่สดใส ช่วยให้ผู้ใช้อาคารรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวามากขึ้น อยากให้ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็นคนรักสุขภาพที่ได้มาออกกำลังกายที่ฟิตเนส มากกว่าเป็นคนป่วยที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาล

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : ถนนลาดพร้าว 111 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 4,295 ต.รม.
Completion Year : 2021

Interior Designer : Interior Design Farm
Architects:
Atelier of Architects
Owner:
โรงพยาบาลเวชธานี
Photographer credits: ณัฐพงษ์ พงษ์พิบูล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Chia Tai Farm จากเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ งอกงามสู่ร้านอาหารฉบับ “Farm to Table”

Chia Tai Farm
จากเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ งอกงามสู่ร้านอาหารฉบับ “Farm to Table”

ร้าน Chia Tai Farm เป็น “Concept Farm Store” แรกที่บริษัท เจียไต๋ จำกัด ให้ แนวคิด “Farm to Table” เป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบ  

ตัวอาคารตั้งอยู่ด้านหน้าของสำนักงานใหญ่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด อาคารถูกออกแบบให้ล้อไปกับอาคารสำนักงานใหญ่โดยอ้างอิงรูปแบบความเป็นอาคารโมเดิร์น และมีสีโทนเข้ม แต่ทั้งนี้เพื่อให้อาคารมีความแตกต่างและตอบแนวคิดของร้านที่ต้องการให้ ร้าน Chia Tai Farm มีความทันสมัยและแตกต่าง ให้เป็น stand alone restaurant ที่อยู่ร่วมกับอาคารสำนักงานใหญ่แต่โดดเด่นเพียงพอสำหรับอาคารที่เป็นเสมือนหน้าบ้านของโครงการ  การออกแบบสถาปัตยกรรมจึงใส่มิติความทับซ้อนของมวลอาคารและ “Seed Gallery” เส้นเฉียงสำคัญ ที่พาดผ่านพื้นที่ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุดของอาคาร 

พื้นที่ภายในอาคารถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็น 4 ส่วน โดยทุกพื้นที่ว่างจะสร้างความเชื่อมโยงให้ลูกค้าและผู้ใช้อาคารเพื่อให้เข้าใจเจตนาของแนวคิด “Farm to Table” ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โดยพื้นที่ชั้นล่างด้านหน้าเป็นบริเวณจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรผู้ผลิต ถัดเข้ามาจะเป็นพื้นที่ร้านอาหารที่มี  “Tree Bar” เป็นบาร์กลาง และที่นั่งพร้อม open kitchen  พื้นที่ต่อมาเป็นที่ว่างสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งชั้น 1 ชั้น 2 และยังเชื่อมโยงเรื่องราวและบอกเล่าที่มาของผลผลิตต่างๆ ในร้าน “Seed Gallery” เป็นทั้ง circulation และ installation ไปในเวลาเดียวกัน เมล็ดทั้งหมดทุกชนิดพันธุ์ของเจียไต๋ ถูกนำมาบันทึกไว้ใน อะคริลิคใสและติดตั้งให้เป็นเหมือนม่านเมล็ดพันธุ์ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของบริษัท

Master Plan
1st Floor Plan
2nd Floor Plan

ถัดมาในชั้นที่ 2 พื้นที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ “Chia tai HOME GARDEN” ที่ออกแบบให้เหมือนผู้ใช้งานอยู่ในสวน มีต้นไม้ ชั้นเก็บอุปกรณ์ทำสวน และ เมล็ดพันธุ์ ต่าง ๆ ให้เลือก โดยจะมีบริเวณ ระเบียงภายนอกเหมือนเป็นระเบียงหลังบ้านเชื่อมพื้นที่เข้าด้วยกัน  

ส่วนสุดท้ายเป็นพื้นที่เปรียบเสมือนห้องทดลองทางอาหาร และห้องสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มาจากผลผลิตของเกษตกร ทำให้เกิดจินตนาการใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาสู่เมนูอาหารได้จริง

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : สุขุมวิท 60 พระขโนง กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 300 ต.รม.
Completion Year : 2021

Architects : FORX DESIGN STUDIO 
Lead Architects:
อัทธา พรสุมาลี
Design Team: กัญญาวรีย์ พิสปิงคำ
Owner: CHIA TAI FARM
Interior Designer: วรวุฒิ เอกสุวรรเจริญ และลดาวัลย์ อ่อนสุด
Landscape Designer:  FORX DESIGN STUDIO X FLORA LANDSCAPE
Construction & Civil Engineer: สิริชัย แซ่ซิ่น
Contractor: IN CONSTRUCTION
Sanitation Engineer: มนเทพ พุทธโชติ
Electrical engineer: ประพัฒน์ คงนันทะ
Photographer credits: PANORAMIC STUDIO

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้