พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะ VS พัดลมขาตั้ง เลือกอย่างไร เพื่อการอยู่อาศัยที่เหมาะกับ Tropical Living

พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะ VS พัดลมขาตั้ง
เลือกอย่างไร? เพื่อการอยู่อาศัยที่เหมาะกับ Tropical Living

เป็นปัญหาที่ทุกคนรู้กันว่า อากาศบ้านเรานั้นค่อนข้าง ‘ร้อน’ จะพึ่งแอร์อย่างเดียวก็มีหวังค่าไฟและค่าใช้จ่ายรายเดือนต้องพุ่งสูงจนหลายคนเหนื่อยใจไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะมองไปทางไหน บ้าน Tropical ในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทยจึงหนีไม่พ้น ต้องมองหา ‘พัดลม’ มาเป็นตัวช่วย

แต่พัดลมก็มีหลากหลายประเภทให้เราได้เลือกสรรไม่ว่าจะเป็นพัดลมขาตั้ง หรือจะเล็กกระทัดรัดลงมาหน่อยอย่างพัดลมตั้งโต๊ะ แล้วเราควรจะเลือกซื้อแบบไหนดีล่ะ? วันนี้ Dsign Something จึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับพัดลมทั้ง 2 ประเภท ก่อนจะเลือกใช้ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยในเขตร้อนอย่างบ้านเรา

(พัดลมตั้งพื้นสามขา)
(พัดลมตั้งโต๊ะ)

พัดลมตั้งโต๊ะ

‘พัดลมแบบตั้งพื้น หรือตั้งโต๊ะ’ เรียกได้ว่าเป็นพัดลมที่เราอาจคุ้นหน้าคุ้นตาในแบบบ้านๆ มากที่สุด เป็นที่นิยมในการใช้สำหรับพื้นที่ขนาดเล็กถึงปานกลาง อย่างเช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนตามบ้านพักอาศัยทั่วไป เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ให้แรงลมได้ในระดับพอเหมาะซึ่งทำให้ไม่กินไฟมากเกินความจำเป็น

แต่สำหรับวันที่อากาศร้อนมากเป็นพิเศษ พัดลมตั้งโต๊ะหรือตั้งพื้นธรรมดาก็จะเอาไม่อยู่ เพราะพลังงานของมอเตอร์ค่อนข้างต่ำหากเปรียบเทียบกับพัดลมประเภทอื่นๆ รวมถึงมีรัศมีของลมเย็นที่จำกัดตามขนาดใบพัด ซึ่งพัดลมตั้งพื้นที่ใช้กันตามบ้านก็มักจะมีขนาดใบพัดมาตรฐานอยู่ที่ 16 นิ้ว

(VENZ Tuber series)

Tips : หากเป็นการใช้งานภายในที่ไม่ได้มีขนาดพื้นที่กว้างขวางมากจนเกินไป หรือเป็นสถานที่ที่ต้องมีการยืดหยุ่น เคลื่อนย้ายกันบ่อยครั้ง การเลือกใช้พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะ ก็ถือว่าตอบโจทย์สำหรับความต้องการ

สำหรับการเลือกซื้อพัดลมประเภทนี้ แน่นอนว่าต้องมีหลากหลายปัจจัยมาประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของใบพัด ความสะดวกในการเคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ดีไซน์และความสวยงาม ซึ่งหากเน้นการเคลื่อนย้ายสะดวก เราขอแนะนำให้เลือกซื้อใบพัดที่มีขนาด 12-16 นิ้ว แต่หากเน้นการใช้งานในเรื่องของลมแรง สร้างความเย็น อาจจะต้องมีขนาดใบพัดที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างเช่นใบพัด 16-18 นิ้ว

พัดลมขาตั้ง

พัดลมตั้งพื้นสามขา หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อพัดลมอุตสาหกรรม หลายคนอาจคิดว่าไกลตัวสำหรับบ้านและเกินความจำเป็น แต่ในปัจจุบันหลากหลายแบรนด์ก็มีการเปลี่ยนโฉมพัดลมประเภทนี้ขึ้นใหม่ โดยคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะกับบ้าน พื้นที่กว้าง และยังสวยงามตอบโจทย์บ้านโมเดิร์นทรอปิคอลในแบบไทยๆ  ทำให้พัดลมตั้งพื้นสามขากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ข้อดีที่ทำให้พัดลมประเภทนี้แตกต่าง คือ ขนาดใบพัดที่ใหญ่กว่า ช่วยระบายอากาศได้รวดเร็วและแรงกว่า สามารถถ่ายเทอากาศออกจากพื้นที่ในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะเย็นสบายได้รวดเร็วกว่าการใช้พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะประเภทอื่นๆ นั่นเอง

ด้วยขาตั้งของ Tripod Pixel Fan ที่ออกแบบให้ดูเรียวและมีสีสัน วัสดุที่ดูทันสมัย ทำให้พัดลมสามขาที่เคยถูกมองว่าเทอะทะ ไม่สวยงาม สามารถนำมาตั้งภายในพื้นที่ของคุณได้อย่างกลมกลืน และด้วยความที่พัดลมสามขาถูกสร้างมาเพื่อคลายร้อนในพื้นที่ขนาดกว้างอย่าง โรงงาน หรืองานอีเวนท์ ทำให้วัสดุที่นำมาใช้ในการออกแบบ หรือรูปทรงของพัดลม ก็มักจะมีความแข็งแรง ทนทาน  เหมาะสำหรับการใช้งานในระยะยาว

Tips : พัดลมประเภทนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากมีพื้นที่จำกัดอาจจะยิ่งทำให้ดูคับแคบและเทอะทะ หรือหากใครที่กำลังมองหาพัดลมสำหรับใช้ในพื้นที่เอาท์ดอร์อย่างสวน พัดลมตั้งพื้นสามขา เป็นตัวเลือกที่ดี

ก่อนเลือกซื้อพัดลม ต้องดูอะไรบ้าง?

1.การใช้งานและจำนวนสมาชิก
ก่อนจะซื้อพัดลม แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ควรพิจารณาก่อนก็คือ พื้นที่ที่เราจะนำพัดลมไปตั้ง เพื่อให้เราเลือกประเภทของพัดลมได้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ หากเป็นห้องที่มีขนาดเล็ก การเลือกพัดลมตั้งโต๊ะจะช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากกว่า

นอกจากนั้นจำนวนคนที่ใช้งานในพื้นที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากพื้นที่มีจำนวนคนใช้งานน้อย แนะนำให้เลือกซื้อพัดลมแบบตั้งโต๊ะ แทนพัดลมตั้งพื้นหรือเพดาน เนื่องจากมีขนาดมอเตอร์เล็กกว่า ส่งผลให้ใช้กำลังไฟฟ้าน้อยกว่า เพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้กับบ้านของเรา

2.จำนวนใบพัด

หากต้องการประหยัดค่าไฟ จำนวนใบพัดก็มีผล เพราะถึงแม้ฉลากจะบอกเราว่ากำลังวัตต์ของใบพัด 3-4 ใบนั้นเท่ากัน แต่จำนวนใบพัดที่มากกว่าย่อมมีพื้นที่ต้านลมมากกว่า ทำให้ใช้แรงและสิ้นเปลืองกำลังไฟฟ้ามากกว่านั่นเอง

3.วัสดุ และดีไซน์ของพัดลม
นอกจากเรื่องของการใช้งานหลักๆ แล้ว อย่าลืมพิจารณาวัสดุที่ใช้ผลิตพัดลมตัวนั้นๆ เนื่องจากพัดลมหลายประเภทในท้องตลาดปัจจุบันมักทำขึ้นจากพลาสติกเป็นหลัก ทำให้มีราคาที่ถูกลง น้ำหนักเบา แต่อาจจะไม่ทนทาน รวมถึงมีดีไซน์และสีสันที่ฉูดฉาดไม่ตรงกับสไตล์ของบ้านเรา ซึ่งใครที่รักในงานดีไซน์ อาจเลือกพัดลมที่ทำจากวัสดุอื่นๆ อย่างเช่น โลหะ ไม้ หรือผ้า เพื่อสร้างดีไซน์ที่สวยงาม แปลกตาให้กับพื้นที่

4.ความปลอดภัย
เพราะพัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจเกิดความร้อนขึ้นจากการใช้งาน ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลยเป็นอันขาด เพราะฉะนั้นอย่าลืมเลือกซื้อพัดลมที่มีการติดตั้งระบบฟิวส์สำหรับตัดการทำงานแบบอัตโนมัติในกรณีที่พัดลมมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่ควร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลัง

สำหรับใครที่เลือกประเภทพัดลมให้เหมาะสมกับบ้านได้แล้ว แต่ยังไม่ถูกใจกับดีไซน์ เราขอแนะนำ Venz พัดลมจาก Ultima Living Selective Brand ของไทยที่ตั้งใจคัดสรรสินค้าคุณภาพ กับ Venz Tuber series พัดลมตั้งโต๊ะถังกลมดีไซน์ไม่ซ้ำใคร และ Venz Tripod Pixel พัดลมตั้งพื้นสามขา ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบง่ายที่พร้อมจะลบภาพจำของพัดลมอุตสาหกรรมในแบบเดิมๆ

(Venz Tuber series)
(Venz Tripod Pixel)

สนใจติดต่อ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Ultima Living
Instagram: ultima.lving
e-mail : uliv.ultimaliving@gmail.com
Tel: 091-807-7975

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Stone Italiana หินควอตซ์ดีไซน์ยูนีคเสมือนธรรมชาติ ที่สามารถขึ้นรูปทรงได้อย่างไร้ขอบเขต

Stone Italiana
หินควอตซ์ดีไซน์ยูนีคเสมือนธรรมชาติ ที่สามารถขึ้นรูปทรงได้อย่างไร้ขอบเขต

เพราะในบางครั้งวัสดุที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติ อย่าง ไม้หรือหิน ก็ช่วยลดทอนความแข็งแกร่ง เส้นสายเหลี่ยมคมของสถาปัตยกรรมได้อย่างน่าประหลาด การเลือกวัสดุที่ให้พื้นผิวเสมือนธรรมชาติจึงเป็นตัวเลือกที่ดีไซน์เนอร์ สถาปนิก หรือหลายๆ คนมักจะหยิบมาใช้ออกแบบ ตกแต่งบ้านกันอยู่เสมอ อาจไม่ใช่ทุกส่วนของบ้าน แต่การมีความเป็นธรรมชาติอยู่บ้าง ย่อมเติมเต็มความรู้สึกอ่อนโยน และเป็นกันเองในการอยู่อาศัยได้มากขึ้น

แต่เราก็คงต้องยอมรับว่า วัสดุธรรมชาติ ยังมาพร้อมข้อจำกัดในการใช้งาน บ้างก็มีสีสันไม่ตรงตามที่ต้องการ บ้างก็ไม่คงทนแข็งแรง วัสดุสังเคราะห์ที่ให้พื้นผิวเสมือนธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญในวงการวัสดุมากขึ้น Ultima Living Selective Brand ของไทยที่ตั้งใจคัดสรรสินค้าคุณภาพ จึงเลือกที่นำเข้า Stone Italiana แบรนด์วัสดุหินควอตซ์ (Quartz) ส่งตรงจากประเทศอิตาลี ที่โดดเด่นด้วยรูปแบบการดีไซน์เฉพาะตัวพร้อมพื้นผิวเป็นธรรมชาติ ที่จะมาแก้ปัญหาความคงทน แข็งแรงได้อย่างเหมาะสม

เสน่ห์และความคงทนของพื้นผิว

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ ‘หินควอตซ์’ กันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหินควอตซ์เป็นหินสังเคราะห์ที่ใช้วัสดุหลักอย่าง ‘ควอตซ์’ มาผลิตเป็นแผ่นหิน และเทคโนโลยีการผลิตควอตซ์นี้ยังมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลีอีกด้วย

ด้วยความที่หินธรรมชาติจะมีรูพรุนเยอะกว่า ทำให้วัสดุที่ได้มีความอ่อน ยืดหยุ่นสูง และไม่คงทนแข็งแรงในการใช้งานมากพอ เทคโนโลยีการผลิตหินควอตซ์จึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหินธรรมชาติ ก่อนที่จะได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยมี Stone Italiana เป็นแบรนด์หินควอตซ์เก่าแก่กว่า 41 ปี ที่ผลิตหินควอตซ์เป็นเจ้าแรกในประเทศอิตาลี

เราต้องขอเล่าก่อนว่า บริษัทควอตซ์ทุกบริษัทจะใช้เทคโนโลยีและวัตถุดิบชนิดเดียวกันเป็นมาตรฐานในการผลิตควอตซ์ที่เหมือนกันทั้งหมด แต่ความโดดเด่นที่นำมาซึ่งความแตกต่างจะอยู่ที่ ‘พื้นผิว’ ของวัสดุ ด้วยความที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Stone Italiana มีพื้นฐานอยู่ในสายวิชาชีพวิศวกร จึงมีการคิดค้นเครื่องขัดประเภทต่างๆ เพิ่มเติม ทำให้สามารถขัดปิด หรือเปิดพื้นผิว จากหินควอตซ์ที่แข็งแรงทนทานเป็นทุนเดิม จึงยิ่งเพิ่มความแข็งแรงทนทานได้มากกว่าหินควอตซ์ทั่วไป โดยสามารถนำไปใช้ปูพื้น รองรับงานหนัก กันรอยขูดขีด อย่างการปูพื้นลิฟท์ โชว์รูมรถ พื้นห้างสรรพสินค้า พื้นสถานีรถไฟ หรือแม้แต่พื้นสนามบินที่ต้องมีการลากกระเป๋ากันอยู่บ่อยครั้ง

หินควอตซ์ที่สามารถขึ้นรูปทรงได้ตามต้องการ

โดยปกติแล้วหินควอตซ์จากประเทศอิตาลีจะเป็นแผ่น Slab คล้ายกับหินอ่อนหรือหินแกรนิตที่เราคุ้นเคย แต่ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะทางของแบรนด์ ทำให้หินควอตซ์จาก Stone Italiana สามารถขึ้นโมเดลสามมิติ เป็นรูปทรงหรือพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างไร้ขอบเขต โดยทำเป็นลักษณะรูปทรงถังกลม อ่างล้างมือ หรือเป็นห้องน้ำทั้งห้องเลยก็ยังได้ จุดเด่นตรงนี้จึงเรียกได้ว่ามาทลายข้อจำกัดของงานดีไซน์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราก็คงมีโอกาสได้เห็นนักออกแบบหยิบนำวัสดุชนิดนี้ไปเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่ซ้ำใคร

ทุกคอลเล็กชันออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านดีไซน์

เพราะทุกครั้งที่เรามองหาวัสดุมาใช้ในการออกแบบหรือตกแต่ง สิ่งมาคู่กับฟังก์ชัน ย่อมเป็นความสวยงามที่จะขาดไปไม่ได้ หินควอตซ์ Stone Italiana จึงมีลวดลาย สีสันและรูปแบบให้เลือกสรรกว่า 10 คอลเล็กชัน โดยจุดเด่นของแต่ละคอลเล็กชันยังได้รับการออกแบบจากกลุ่มดีไซน์เนอร์ผู้เชี่ยวชาญจากมิลาน ประเทศอิตาลี

ซึ่งกลุ่มดีไซน์เนอร์จะมีการทำเวิร์คช็อปร่วมกัน ก่อนจะสร้างสรรค์เป็นโทนสี พื้นผิว และคอลเล็กชันใหม่ที่แตกต่างเพื่อให้ตอบโจทย์กับเทรนด์ของงานออกแบบในแต่ละปี ทำให้หินควอตซ์ Stone Italiana เกิดความยูนีค ไม่ซ้ำกับแบรนด์ทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ Stone Italiana ยังมีห้องทดลองวัสดุ โดยหลังจากที่ดีไซน์เนอร์คิดค้นคอลเล็กชันใหม่ จะมีการขึ้นแพทเทิร์นเป็นวัสดุแผ่นเล็กๆ ก่อนจะนำไปทำการทดลองและเลือกโทนสี พื้นผิวที่เหมาะสมก่อนจะได้ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายเป็นโปรดักต์สุดพิถีพิถันที่พร้อมส่งถึงมือลูกค้า

Something More : ในการออกแบบช็อปแบรนด์แฟชันชั้นนำของอิตาลีอย่าง Dolce&Gabbana , FENDI หรือ Emporio Armani ดีไซน์เนอร์ยังมีการเลือกใช้ หินควอตซ์จาก Stone Italiana โดยสามารถ customized โทนสีพิเศษที่สื่อความเป็นแบรนด์นั้นๆ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่การ customized ลวดลายและพื้นผิวทำได้ยากกว่า

Craken Collection โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเทคนิคการผลิตแบบโบราณผสมผสานเข้ากับการค้นคว้าและผลิตแร่ควอตซ์อย่างพิถีพิถัน สู่วัสดุร่วมสมัยสไตล์ Hand-Made ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น พร้อมเปลี่ยนพื้นที่แสนธรรมดาให้เรียบหรู เปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

(Craken Collection)

‘Green Vision’ กับแนวคิดวัสดุรักษ์โลก

ในการก่อสร้างอาคารหนึ่งครั้ง เมืองและโลกต้องเผชิญกับมลภาวะที่เพิ่มขึ้นไม่น้อย Stone Italiana จึงพยายามคิดค้นวัสดุหินควอตซ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการใช้วัสดุให้ตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน โดยทางแบรนด์มีการนำขยะมูลฝอยจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น แก้ว กระจก และหินแกรนิต มาทดลองออกแบบโดยใช้วัสดุหลายชนิดร่วมกัน ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ยังลดปริมาณสารยึดเกาะพอลิเมอร์เหลือเพียง 7-8% ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้มาจากแหล่งผักหรือพืชหมุนเวียนที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมอีกด้วย

ในการใช้งานภายในครัวเรือน หินควอตซ์ Stone Italiana ยังปลอดภัยต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ปล่อยสาร VOCs หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยที่เป็นอันตราย และได้รับการรับรองคุณภาพอากาศภายในอาคารด้วยมาตรฐาน GREENGUARD และ GREENGUARD Children & Schools จากประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย จึงเหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือน ใช้งานบริเวณเคาน์เตอร์ครัว และพื้นที่เตรียมอาหารได้อย่างปลอดภัย

COSMOLITE Collection ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชันใหม่ที่ผลิตขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล 100% ซึ่งนอกจากจะรักโลกแล้ว ในแง่ของการตกแต่งและความสวยงาม COSMOLITE Stone ยังมาในรูปลักษณ์เป็นธรรมชาติผ่านลวดลายแรนดอมของหิน และพื้นผิวเรียบเป็นชิ้นเดียวกัน สามารถนำไปสร้างสรรค์พื้นที่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

(COSMOLITE Collection)

การใช้งานของหินควอตซ์

ถึงแม้ไอเดียแรกในการผลิตหินควอตซ์จะเน้นนำมาใช้งานบริเวณเคาน์เตอร์ท็อปห้องครัว หรือใช้ในการกรุผนังห้องน้ำ โดยแก้ปัญหาเรื่องการซึม รอยขูดขีด หรือความคงทนแข็งแรงได้เป็นอย่างดี แต่หินควอตซ์ Stone Italiana ก็ทลายกำแพงนั้นด้วยการนำมาใช้เป็นวัสดุปิดผิวได้ทุกส่วนของพื้นที่ ตั้งแต่พื้น ผนัง หรือท็อปเคาน์เตอร์ส่วนต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องความแข็งแรง แต่ข้อจำกัดเดียวของวัสดุจำพวกนี้ คือ การหลีกเลี่ยงการใช้งานภายนอก (Outdoor)
เนื่องจากมีเรซิ่นที่ไม่คงทนต่อ UV ของแสงอาทิตย์

ในการนำไปประกอบติดตั้ง ก็ง่ายดายโดยใช้วิธีติดตั้งเสมือนหินธรรมชาติ และยังมีข้อดีตรงที่ถึงแม้จะตกหล่นก็อาจจะเกิดการแตกหัก เสียหายได้ยากกว่าหินธรรมชาติ เนื่องจากมีพอลิเมอร์เรซิ่น ที่ให้ความแข็งแรง ในขณะที่ยังมีความยืดหยุ่น และน้ำหนักเบากว่าหินธรรมชาติ

สำหรับการออกแบบโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องใช้วัสดุหลายล็อตเป็นจำนวนมาก เทคโนโลยีการผลิตหินควอตซ์ก็มีฟอร์มูลาที่สามารถควบคุมโทนสี พื้นผิวให้ตรงตามที่ต้องการได้มากกว่าวัสดุหินธรรมชาติ ทำให้ได้ผลงานขั้นสุดท้ายที่ตรงตามดีไซน์ และควบคุมได้ง่ายกว่านั่นเอง

การติดตั้งและการบริการ

สำหรับท่านใดที่สนใจ ในการตอนการสั่งซื้อหรือติดตั้ง สามารถติดต่อผ่านตัวแทนจำหน่าย Ultima Living โดยจะมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลหน้างานให้ตั้งแต่ต้นจนจบงาน เรียกได้ว่าเป็นการเลือกใช้วัสดุออกแบบที่สะดวก ปลอดภัยและง่ายดายได้อย่างครบวงจร

1.ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าในคอลเล็กชันหรือสีสันที่ชื่นชอบได้ผ่านแคตตาล็อก หรืออาจจะส่งแบบ ขนาดพื้นที่ที่ต้องการออกแบบมาให้ทางทีมช่างประเมินราคา หรือขนาดของวัสดุคร่าวๆ
2.ทางแบรนด์จะส่งทีมช่างเข้าไปวัดขนาดพื้นที่บริเวณหน้างาน เพื่อให้ได้ข้อมูลและขนาดที่เหมาะสมมากที่สุด
3.ทางแบรนด์วางแผ่นแพทเทิร์น และตัดแผ่นหินควอตซ์ตามขนาดหน้างานจริงของลูกค้าให้พอดีและเหลือเศษน้อยมากที่สุด (โดยขั้นตอนนี้จะทำภายในโรงงาน)
4.ประกอบ ขัดสี หรือขัดลวดลายของวัสดุตามดีไซน์ที่ลูกค้าออกแบบหรือสรุปไว้
5.ติดตั้งที่หน้างานของลูกค้า โดยมีขั้นตอนประมาณ 3-4 ขั้นตอนเหมือนการติดตั้งหินธรรมชาติทั่วไป

***(ในส่วนของการรับประกัน จะมีการรับประกันพื้นผิวของหินควอตซ์ให้มากถึง 10 ปี (เฉพาะพื้นผิว) และรับประกันขั้นตอนของการติดตั้งให้เป็นเวลา 1 ปี)

หากคำนึงถึง หรือ กำลังมองหาคุณสมบัติของวัสดุที่โดดเด่นในเรื่องฟังก์ชันการใช้งาน ความคงทนแข็งแรง อีกทั้งยังมาพร้อมดีไซน์สุดยูนีคที่สร้างความหรูหรา และสร้างเอกลักษณ์ให้สเปซสวยงามไม่เหมือนใคร วัสดุหินควอตซ์ Stone Italiana อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์การออกแบบพื้นที่ของคุณได้เป็นอย่างดี

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Ultima Living
Instagram: ultima.living
e-mail: uliv.ultimaliving@gmail.com
Tel: 061-384-4414

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Arredo3 แบรนด์ครัวอิตาลี กับแบบ 27 ซีรีส์ และพื้นผิว 400 แบบ ให้ได้เลือกครัวในแบบที่เป็นคุณ

Arredo3
แบรนด์ครัวอิตาลี กับ 27 ซีรีส์ และพื้นผิว 400 แบบ ให้ได้เลือกครัวในแบบที่เป็นคุณ

อิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก สุนทรียะ และศิลปะอันน่าชื่นชม จึงไม่น่าแปลกใจที่งานดีไซน์แสนอ่อนช้อย นวัตกรรมการผลิตสุดละเอียดละออ มักจะแสดงสัญลักษณ์ว่า 100% Made in Italy เป็นเครื่องการันตีที่ทำให้เราต้องรู้สึกว้าวตาม

Arredo ในภาษาอิตาลีแปลอย่างตรงตัวว่า เฟอร์นิเจอร์ และ Arredo3 คือชื่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และชุดครัวสุดพิถีพิถันส่งตรงจากประเทศรักสวยรักงามอย่างอิตาลี เพื่อมอบผิวสัมผัสในสไตล์โมเดิร์นและคลาสสิก ความงามที่ผสานสุนทรียะ ทำให้ทุกช่วงเวลาของการปรุงอาหารภายในบ้าน กลายเป็นชั่วโมงแห่งความสุขที่มากกว่าห้องครัวแสนธรรมดา และเป็นแบรนด์ที่ตั้งใจส่งมอบคุณภาพสินค้าในราคาที่สามารถจับต้องได้

Ultima Living Selective Brand ของไทยที่ตั้งใจคัดสรรสินค้าสุดพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ไม่ธรรมดา จึงไม่รอช้าที่จะนำเข้าชุดครัว Arredo3 เข้ามาเป็นหนึ่งในสินค้าที่คัดมาแล้วว่าคุ้มค่าทั้งราคาและความสวยงาม พร้อมเปลี่ยนวิถีชีวิตธรรมดาๆ ภายในบ้านให้เต็มไปด้วยสุนทรียะที่มากกว่าเพียงการใช้งานทั่วไป

ส่วนผสมที่พอดีของความงามและฟังก์ชันใช้งาน

Arredo3 ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1984 โดยชาวอิตาลี Ivano, Aldo และ Franco ซึ่งเดิมพวกเขาเคยเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะตัดสินใจมาร่วมทุนกันและก่อตั้งบริษัทในชื่อ Arredo3 ซึ่งต้องบอกก่อนว่าแบรนด์นี้ขายเฟอร์นิเจอร์ครัวเป็นหลัก รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ในส่วนของพื้นที่รับประทานอาหาร และยังมีคอลเล็กชันเสริมอย่างโต๊ะ เก้าอี้ ชุดวางทีวีที่เข้ากันกับพื้นที่ครัวอย่างไม่ขัดตา

‘ความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และนวัตกรรม’ หากจะมีคำไหนที่หมายถึง Arredo3 ก็คงจะหนีไม่พ้นสามคำนี้ อย่างที่เรารู้กันว่า ประเทศอิตาลี มักจะเป็นต้นกำเนิดของศิลปะหลากหลายแขนง Arredo3 ที่ผลิตและออกแบบในประเทศอิตาลีแบบแท้ๆ จึงมีสุนทรียะของความงามอย่างไม่ต้องสงสัย Made in Italy ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายสำหรับใส่ในผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม การออกแบบ ความรู้และทักษะในประเทศอิตาลี นอกจากนี้ยังเป็นนำประเพณี ภูมิทัศน์อันงดงามมาถ่ายทอดผ่านผลิตภัณฑ์ โดยทางแบรนด์ยึดหลักปรัชญานี้เรื่อยมา

ไม่เพียงความสวยงามแต่แบรนด์ยังออกแบบโดยมุ่งเน้นฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ อย่างอุปกรณ์ภายในเคาน์เตอร์ ลิ้นชักเก็บของ ยูนิตผนังหรือตู้เก็บของทางตั้งที่ซ่อนตัวอย่างเรียบง่าย คอยจัดระเบียบการใช้งานให้เรียบร้อยสมบูรณ์  

เพราะห้องครัวมักจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์มากมายที่ต้องใช้ยามปรุงอาหาร ปัญหาที่มักพบคือ เครื่องปรุง หม้อ ทัพพี กระทะ ที่มักจะเรียงรายจนทำให้ห้องครัวดูรกรุงรัง และไม่สวยงามกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องนำไปหลบซ่อนไว้หลังบ้าน แต่เมื่อความงามและฟังก์ชันส่งเสริมกันอย่างพอดี Arredo3 จึงทำให้พื้นที่ครัวสามารถเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบในขณะที่ยังหยิบใช้งานได้อย่างเหมาะมือ พร้อมเปิดพื้นที่ครัวอันสวยงามโชว์ให้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านได้อย่างภาคภูมิ

‘Industry 4.0’ นวัตกรรมที่ทำให้การผลิตไร้ที่ติ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือแบรนด์ Arredo3 ยังมุ่งหวังที่จะสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ได้มากที่สุดผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจแรกๆ ของประเทศอิตาลีที่ได้รับการยอมรับให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 หากพูดให้เห็นภาพง่ายๆ ลองนึกถึงโรงงานไฮเทคที่มีเครื่องจักรมากมายแบบในภาพยนตร์ หรือสารคดี Arredo3 ก็คงไม่ต่างจากนั้นมากนัก

จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 2000 ทางแบรนด์มีการนำเครื่องจักร CNC เครื่องแรกมาใช้ในการเจาะบานประตูและพัฒนาระบบด้านกราฟิก ซึ่งยังคงใช้เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน  ในปีค.ศ. 2007 จึงเริ่มมีการวางระบบขนส่งอัตโนมัติ ส่วนปัจจุบันโรงงานผลิตของแบรนด์เต็มไปด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์มากมาย ที่จะช่วยควบคุมการผลิต การพ่นสี การตัดไม้ ทำให้การผลิตได้มาตรฐานสูง และได้ค่าผิดพลาดที่น้อยกว่าการใช้แรงงานคนเป็นเท่าตัว ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Arredo3 จะผลิตขึ้นตามมาตรฐานของโรงงานในประเทศอิตาลีก่อนจะนำส่งออกสู่มือลูกค้าทั่วทุกมุมโลก

ครัว 27 ซีรีส์ พื้นผิวกว่า 400 แบบ ที่ทุกแบบสามารถปรับแต่งได้เอง

หากพูดถึงครัวของ Arredo3 ความโมเดิร์นและคลาสสิกคงจะเป็นสไตล์ที่ใครหลายคนนึกถึง ในส่วนของความเรียบหรูแบบโมเดิร์นอย่างเช่น คอลเล็กชัน Glass 2.0 จะโดดเด่นด้วยหน้าบานที่เป็นกระจกเทมเปอร์ทั้งหมด ช่วยป้องกันในเรื่องความปลอดภัย ได้เส้นสายที่สวยงาม และยังสร้างความหรูหราไปในตัว อีกหนึ่งรุ่นที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น คือ Kronos ที่มีเฟรมอลูมิเนียมเป็นองค์ประกอบหลัก ดูแข็งแรง ทนทาน และยังแฝงความดิบ เท่ได้อย่างลงตัว

หรือหากจะเปลี่ยนสายมาอ่อนช้อยในแบบคลาสสิก Arredo3 ก็ตอบโจทย์ เช่น คอลเล็กชัน Meg ที่มีหน้าบานเฟรม โชว์รายละเอียดของลูกฟัก ผสานมือจับทองเหลืองที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย สวยงามแต่ยังคงความโมเดิร์นได้อย่างไม่น่าเบื่อ

แต่ละคอลเล็กชันก็มีคาแร็กเตอร์ของตนเองที่ชัดเจน และมีรายละเอียดที่สวยงามต่างกันไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คอลเล็กชันทั้งหมดของ Arredo3 นี้สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้เอง 27 คอลเล็กชัน 400 กว่าพื้นผิว 50 กว่ามือจับ สีพ่นอีกมากมายที่ต่างกัน หรือเราจะเลือกนำความโมเดิร์นของรุ่น Glass 2.0 มาผสมกับหน้าบานเท่ๆ แบบ Kronos ก็ย่อมได้ ทำให้สามารถปรับแต่งพื้นที่ครัวให้เหมาะกับสไตล์และคาแร็กเตอร์ เกิดเอกลักษณ์ของพื้นที่ที่เป็นของคุณเองโดยไม่ซ้ำใคร

การบริการที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า

สำนักงานใหญ่ของแบรนด์ Arredo3 ที่ประเทศอิตาลียังมีแผนก R&D ที่จะทำการค้นคว้าข้อมูล วัสดุ เทรนด์โลกต่างๆ รวมถึงเก็บรวบรวมFeedback จากลูกค้า เพื่อออกแบบและผลิตคอลเล็กชันใหม่ที่ตอบสนองการใช้งานให้ตรงจุด รวมถึงตามยุคสมัยและเทรนด์ใหม่ๆ ออกมาให้ได้เห็นกันเรื่อยๆ ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อว่านอกจากคอลเล็กชันทั้ง 27 แล้ว ทาง Arredo3 จะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราชมกันอีกบ้าง

สำหรับใครที่สนใจแต่ยังไม่มีไอเดีย ลองวัดขนาดพื้นที่มาปรึกษาทางแบรนด์ ซึ่งสามารถปรับแต่งและออกแบบให้เข้ากับพื้นที่ของคุณได้ตั้งแต่เคาน์เตอร์ครัว เคาน์เตอร์เก็บของ เพนนินซูลา หรือจะเป็นครัวรูปทรงไหนก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม รวมถึงสามารถคำนวนหาราคาเบื้องต้นเพื่อสรุปการตัดสินใจให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวก ง่ายดาย ส่วนพาร์ทของการบริการติดตั้งจะมีทีมช่างคอยดูแลตั้งแต่เริ่มจนจบงาน อีกทั้งบริการหลังการขายยังมีการรับประกันตัวสินค้าให้มากถึง 5 ปี

เมื่อสถานการณ์ Covid-19 ทำให้เราต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากกว่าปกติ มื้ออาหารที่เคยต้องออกไปรับประทานข้างนอก ถูกเปลี่ยนให้จำกัดอยู่ภายในบ้าน หลายคนรับบทเป็นเชฟคอยสร้างสรรค์เมนูอาหารมื้อสำคัญให้กับครอบครัว ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่เคยเป็นเพียงส่วนหนึ่งจึงได้รับบทเด่นกลายเป็นหัวใจสำคัญที่เปิดรับฟังความเห็นของสมาชิก รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่าที่เคย คงจะไม่มากเกินไปนัก หากจะถึงเวลาลงทุนกับพื้นที่ครัวของบ้าน และหากถึงเวลานั้น Arredo3 คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยทีเดียว

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Ultima Living
Instagram: ultima.living
e-mail : uliv.ultimaliving@gmail.com
Tel: 061-384-4414

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้