Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
กว่าศตวรรษแล้วที่ยานพาหนะสุดคลาสสิกอย่าง ‘รถไฟ’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ซึ่งหากพูดถึงสถานีรถไฟที่คุ้นเคย คงหนีไม่พ้นกับ ‘สถานีกรุงเทพ’ หรือที่หลายคนมักเรียกติดปากว่า ‘หัวลําโพง’ กันอย่างแน่นอน เพราะนี่คือสถานีรถไฟหลักของประเทศที่ไม่เพียงแต่อยู่คู่กับรถไฟไทยมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลายคนผูกพัน อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาผ่านไปจนช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของรถไฟไทยครั้งใหญ่ก็แล่นมาถึงเสียแล้ว เพราะอีกไม่นานจะมีสถานีแห่งใหม่อย่าง ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะสถานีรถไฟหลักของประเทศไทยแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2564 แทนที่สถานีหัวลำโพงเดิมแล้ว
เพื่อยังคงรักษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าของสถานีหัวลำโพง ‘Re-Imagining Hua Lamphong’ โครงการประกวดแนวความคิดที่มุ่งหวังให้เกิดการรวมหัวคิดเพื่อหัวลำโพง จึงเปิดโอกาสให้ทีมผู้ออกแบบมากฝีมือจากทั่วประเทศเข้าร่วมส่งแนวคิดและไอเดียในการพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่กว่า 121 ไร่ของสถานีหัวลำโพงสู่บทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในผลงานน่าสนใจที่เราหยิบยกมาเล่าในครั้งนี้มีชื่อว่า Hua Lamphong Field ผลงานออกแบบจากทีมสถาปนิก HAS design and research ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของการสร้างพื้นที่สีเขียว ฟังก์ชันใช้งานที่เอื้อต่อกิจกรรมของคนในยุคปัจจุบัน รวมถึงไม่ลืมที่จะเพิ่มคุณค่าในพื้นที่ของสถานีเก่าแก่แห่งนี้ให้มีดีมากกว่าที่เคย
ถ้ายังนึกภาพการเดินทางกว่าร้อยปีของสถานีของเก่าไม่ออกหรือเริ่มเลือนจางหายไปแล้ว มาตามดูภาพหัวลำโพงและอาคารสำคัญอื่นๆ บนพื้นที่ 121 ไร่ (จากซ้ายไปขวา) กันก่อนเสียหน่อย ได้แก่ สถานีหัวลำโพง อาคารโรงรถดีเซลราง หอสัญญานกรุงเทพ ตึกบัญชาการการรถไฟ และอาคารที่ทำการพัสดุยสเส
เปลี่ยนบทบาทของสถานีเก่าสู่หน้าที่ใหม่
เดิมทีสถานีกรุงเทพเป็นจุดนัดพบนัดหมายของผู้คนทุกยุคสมัย และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากว่าร้อยปี ทั้งอาคารที่ทำการพัสดุยสเส ตึกบัญชาการการรถไฟ อาคารโรงรถดีเซลราง หอสัญญานกรุงเทพ และองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญให้กับการรถไฟไทยมาอย่างช้านาน แต่เมื่อพิจารณาถึงบริบทและการยกระดับความสำคัญของอาคารอนุรักษ์ในพื้นที่ทั้งหมดนั้น รวมถึงการลดจํานวนเที่ยวสัญจรของรถไฟที่ส่งผลให้จำนวนของผู้ใช้งานในอาคารต่างๆ ลดลงไปด้วย
ลานลำโพงแห่งนี้จึงมีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวให้กับเมืองได้มากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่โครงการ พร้อมกับแทรกพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนของการรถไฟไทยผ่านทางกิจกรรมทั้งด้านนอกและด้านในของอาคาร และพื้นที่การค้าอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์จะกลายเป็นจุดนัดพบใหม่ เพิ่มรายได้ให้แก่การรถไฟไทย และเชื่อมต่อผู้คนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในย่านนี้อีกครั้ง
รั้วมีชีวิตที่สอดแทรกพื้นที่สีเขียวของเนินหญ้าในรูปแบบ free form
ทั้งนี้การล้อมรั้วขอบเขตของพื้นที่ในปัจจุบันทำให้เกิดการแบ่งแยกตัดขาดจากเมืองและผู้คนโดยรอบอย่างชัดเจน ประกอบกับการสัญจรทางเท้าและทางรถที่ถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งมาหลายครั้งนับตั้งแต่การเปิดใช้อาคารนั้นๆ กลับสร้างทางสัญจรที่ไม่ต้อนรับคนเดินเท้าบริเวณหน้าอาคารสถานี ขณะที่ด้านในอาคารตำแหน่งของพื้นที่ขายตั๋ว ณ ปัจจุบัน กลับบดบังความสวยงามต่อเนื่องทางสายตาที่ผู้ออกแบบอาคารตั้งใจออกแบบไว้แต่เดิม ซึ่งยังไม่รวมถึงการสัญจรภายในอาคารที่ผู้โดยสารรถไฟและคนทั่วไปเดินปะปนกัน นอกจากนี้การเข้าถึงอาคารอนุรักษ์นั้นกลับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ มีการแบ่งแยกทางเข้าออกที่ต้องเข้าจากทางถนนในการเข้าถึงอาคารนั้นๆ
แนวคิดของลานลำโพงที่จะทำลายขอบเขตการแบ่งกั้นพื้นที่ในแนวยาวทั้งสองข้าง ซึ่งติดกับคลองผดุงกรุงเกษมและถนนรองเมืองจึงเกิดขึ้น ด้วยการสอดแทรกพื้นที่สีเขียวของเนินหญ้าในรูปแบบ free form ทำหน้าที่เป็นรั้วมีชีวิต ให้ร่มเงาผู้คนสองข้างถนน และสร้างความหลากหลายให้กับกิจกรรมที่เกิดขึ้น เอื้อให้เกิดการต้อนรับผู้คนทางสายตาและทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมือง
ลานน้ำพุคนเดินที่ลดอุณหภูมิริมถนนให้เย็นลง และชุบชีวิตโฉมหน้าของสถานีใหม่
ในอดีตวงเวียนน้ำพุและอนุสาวรีย์ช้างสามเศียรด้านหน้าอาคารนั้น เดิมเคยเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศซึ่งดัดแปลงจาก ‘อุทกธาร’ หรือพื้นที่ให้บริการน้ำดื่มสำหรับประชาชนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่พื้นที่ด้านข้างของวงเวียนที่ปัจจุบันเป็นเพียงเกาะกลางถนน ทำให้การสัญจรทางรถเดิมมักขัดกับคนเดินเท้าหน้าอาคารสถานีในปัจจุบัน
ผู้ออกแบบจึงปรับเปลี่ยนเส้นทางการจราจรด้านหน้า เพื่อเอื้อให้เกิดการเข้าถึงอาคารที่สะดวกขึ้น และยังเสนอให้เกิดการเชื่อมพื้นที่ไปยังทางเท้าหน้าอาคารที่การสัญจรทางรถถูกเปลี่ยนให้ไม่ต้องตัดผ่านหน้าอาคารอย่างที่เคยเป็น และสร้างสรรค์ออกมาเป็นลานน้ำพุคนเดิน (Wet Plaza) ที่จะช่วยลดอุณหภูมิริมถนนพระรามสี่ให้เย็นลง พร้อมทั้งสร้างพื้นที่สาธารณะระหว่างลานลำโพงและผู้คนในชุมชนโดยรอบให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงสะท้อนความงามของอาคารสถานีกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจน
แทรกซึมพื้นที่สีเขียวและความครีเอทีฟเข้าไปในทุกกิจกรรม
เมื่อเดินเข้าไปในอาคารจะพบกับแหล่งเรียนรู้พืชพันธุ์พื้นถิ่นสวนพฤกษศาสตร์ Botanical Garden ใจกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ในการนั่งรอรถไฟ ดึงดูดผู้คนเพื่อมาพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานของอาคารสถานีเดิมที่คำนึงถึงลักษณะของอาคารและยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของสถาปัตยกรรม ในขณะที่พื้นที่ขายตั๋วเดิมถูกย้ายมาไว้ทางด้านข้าง เพื่อให้การสัญจรของผู้คนลื่นไหลเป็นไปอย่างธรรมชาติ
การกระจายตัวเล่นระดับของเนินที่สอดแทรกไปกับพื้นที่ในลานลำโพงนั้นทำให้พื้นที่สีเขียวแทรกซึมเข้าไปในทุกกิจกรรม และเกิดการรับรู้การใช้งานที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ผู้เยี่ยมชมจะเพลิดเพลินไปกับการเดินเท้าด้านในลานลำโพง จากสถานีกรุงเทพฯ ผ่านพื้นที่นอกอาคารไปยังหอสัญญานกรุงเทพ ตึกบัญชาการการรถไฟและหอเกียรติยศ ไปจนถึงอาคารที่ทำการพัสดุยสเสผ่านรางรถไฟเดิม เมื่อออกมาจากอาคารสถานีจะพบกับตู้รถไฟเก่าที่ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นร้านอาหารบนรถไฟและภูมิทัศน์ของ พื้นที่สร้างสรรค์อย่าง Creative Park และ Locomotive Factory ที่ปรับเปลี่ยนโรงซ่อมรถไฟให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะและแหล่งเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทำให้เรื่องวิศวกรรมเครื่องกลของรถไฟไทยกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ นอกจากนี้ผู้เยี่ยมชมยังสามารถขึ้นไปบนพื้นที่ส่งพัสดุเดิมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นหอชมวิว Observation Tower เพื่อชมภาพมุมสูงของลานลำโพงได้อีกด้วย
ส่วนอาคารที่ทำการพัสดุยสเสซึ่งคงไว้ซึ่งคุณค่าและความสวยงามทางสถาปัตยกรรม ได้ถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่อาคารชั้นล่างให้กลายเป็นร้านอาหารหรูเลิศรส Fine Dining Restaurant และพื้นที่สำหรับจัดงานเลี้ยง งานแต่งงาน Banquet Hall ในอาคาร ขณะที่พื้นที่อาคารด้านบนของอาคารที่ทำการพัสดุยสเสและตึกบัญชาการการรถไฟ นั้นยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ทำงานสำหรับพนักงานการรถไฟไทย นอกจากนี้การโยกย้ายที่จอดรถเดิมออกมาตรงที่ว่างด้านนอกอาคารทำให้ลานโล่งกลางอาคารกลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของพนักงานและผู้เยี่ยมชมได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้พื้นที่ลานที่โอบล้อมด้วยอาคารที่ทำการพัสดุยสเสนั้นสามารถเป็นลานฉายสารคดีเชิงอนุรักษ์ Heritage Theatre ให้ความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมและสามารถรับรู้ได้ถึงความสำคัญของมรดกสถาปัตยกรรมในพื้นที่ลานลำโพงแห่งนี้
สถานีหัวลำโพงใหม่ในร่างลานกิจกรรมของคนเมือง
แม้ในอนาคตบทบาทของการเป็นสถานีรถไฟหลักที่เชื่อมต่อคนทั้งประเทศเข้าด้วยกันจะต้องยุติลง แต่เรื่องราวและเสน่ห์ของสถานีหัวโพงก็จะคงอยู่ เสียงหวูดร้องรถไฟ เสียงจอแจของผู้คน เด็กๆ วิ่งเล่นบนลานน้ำพุ กระโดดลงจากเนินหญ้า ชมงานศิลปะปนไปกับการเรียนรู้เรื่องรถไฟ นั่งเล่นที่ลานใต้ร่มไม้และชมภาพยนตร์สารคดีเชิงอนุรักษ์ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทีมผู้ออกแบบ HAS design and research คาดหวังไว้ว่า ผลงานจากโครงการประกวดแบบเฉพาะแนวคิดอย่างลานลำโพง Hua Lamphong Field จะเกิดขึ้นจริงได้ในสักวันหนึ่ง เพื่อเป็นเสมือนพื้นที่เชื่อมต่อของกาลเวลา รำลึกถึงอดีตเพื่อเรียนรู้ และเอื้อให้เกิดกิจกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
“หัวลำโพงต่อจากนี้ ไม่ว่าความเป็นจริงจะเปลี่ยนไปเช่นไร งานออกแบบชิ้นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความหวัง ความหวังที่จะให้คนไทยทุกคนร่วมหวังไปด้วยกัน ความหวังของการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นให้กับผู้คนและเมือง ความหวังของการปรับเปลี่ยนการใช้งานอาคารอนุรักษ์ที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางใจ มอบไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ใช้งานสืบต่อไป แม้ว่าในขณะนี้จะเป็นเพียงแค่ภาพหวังในอุดมคติเท่านั้นก็ตาม”
นอกจากผลงานออกแบบ Hua Lamphong Field จาก HAS design and research ยังมีผลงานประกวดออกแบบเฉพาะแนวคิดน่าสนใจที่มุ่งหวังในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) อีกมากมาย โดยสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและดูผลงานจากผู้เข้าร่วมประกวดอื่นๆ กันต่อได้ที่ https://reimagininghualamphong.info
Project Information
Project name: Hua Lamphong Field
Project location: Bangkok, Thailand
Design Company: HAS design and research
Team: Jenchieh Hung, Kulthida Songkittipakdee, Atithan Pongpitak, Muze Ouyang
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance