Tate Thonglor 11 Residence
ที่พักอาศัยบนที่ดินราคาสูงลิ่วที่ถูกคิดเผื่ออนาคตและตอบโจทย์ในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรม คือ ผลงานชิ้นนั้นจะตั้งตนโดดเด่นไปอีกหลายทศวรรษ ไม่สามารถเคลื่อนย้าย หรือไม่คุ้มค่าหากจะปรับเปลี่ยนตามใจต้องการในภายหลัง การออกแบบจึงเรียกได้ว่า ต้องมีการคิด คาดเดา ‘เผื่อ’ อนาคตกันมากพอสมควร ซึ่ง Tate Thonglor 11 Residence ก็เป็นหนึ่งในอาคารเหล่านั้น ด้วยความที่ตั้งอยู่บนที่ดินย่านทองหล่อซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาสูง พื้นที่รอบด้านพร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นอาคารใหญ่ หรือคอนโดมิเนียมสูงในทุกเวลา ที่พักอาศัยแบบ low-rise แห่งนี้จึงจำเป็นต้องคิดถึงบริบทในทุกแง่มุม ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงอนาคตเพื่อให้การอยู่อาศัยบนที่ดินราคาสูงลิ่วคุ้มค่าทุกตารางเมตร ด้วยฝีมือของทีมสถาปนิกจาก makeAscene

ด้วยพื้นฐานของเจ้าของที่อยู่ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเวลาหลายปี และมีประสบการณ์ในการสร้างอพาร์ทเมนท์ให้เช่าย่านทองหล่อมาไม่น้อย กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่ครอบครัวชาวญี่ปุ่น ผู้ตั้งถิ่นฐานและทำงานใจกลางกรุงเทพฯ แต่เมื่อได้ที่ดินในซอยทองหล่อ 11 แห่งนี้มา จึงตั้งใจสร้างอพาร์ทเมนท์สำหรับคนญี่ปุ่นที่มีขนาดกระทัดรัด เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยที่เข้าพักคนเดียวหรือเป็นคู่มากขึ้น

(ชั้นสองออกแบบคล้ายคาเฟ่ มีส่วนคอมมูนิตี้ที่เปิดโอกาสให้แม่บ้านชาวญี่ปุ่นได้มารวมตัวและพูดคุยกันในบางโอกาส)

เป็นส่วนตัวเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต

“พอเราได้โจทย์กว้างๆ มาจากทางเจ้าของ สิ่งที่เรามองหาไม่ใช่สไตล์ แต่เป็นการศึกษาบริบทของพื้นที่ ซึ่งทองหล่อเป็นที่ราคาแพง เราเลยมองว่าพื้นที่รอบๆ ในอนาคต น่าจะถูกทำเป็นอะไรที่มีความหนาแน่นมากกว่านี้แน่นอน บ้านที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันอาจจะถูกขายไปกลายเป็นตึกสูง อาคารนี้จึงจะต้องตอบสนองต่อบริบทในอนาคตเหล่านั้น” สถาปนิกเล่า

เริ่มต้นสถาปนิกศึกษาข้อจำกัดและบริบทของพื้นที่ตามที่กฏหมายกำหนด ซึ่งอาคารปิดทึบจะต้องมีระยะร่นด้านข้าง 2 เมตร หรือหากต้องการเปิดช่องเปิด จะต้องมีระยะร่นถึง 3 เมตร ทีมออกแบบจึงได้ไอเดียในการคว้านอาคารบางส่วนออกให้กลายเป็นช่องเปิดด้านกว้างของห้องพัก และออกแบบให้ส่วนนั้นกลายเป็นฟังก์ชันห้องนั่งเล่นซึ่งผู้อยู่อาศัยชาวญี่ปุ่นน่าจะใช้งานและต้องการแสงสว่างมากที่สุด นำมาสู่โมดูลของห้องพักที่ถูกจัดเรียงให้มี Balcony เล็กๆ ที่เปิดรับแสง ส่วนห้องนอนจะมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างที่นำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน

(ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบอาคาร)
(ภาพ Isometric แสดงแนวคิดการออกแบบแผงกันแดดของอาคาร)

บริเวณช่องเปิด สถาปนิกออกแบบแผงกันแดดทำองศาเอียงด้วยแผ่นอลูมิเนียมเพอฟอเรทเจาะรู ทำให้ห้องพักทุกห้อง และทุกชั้นสามารถรับแสงได้ในขณะที่ยังมีขอบเขตของความเป็นส่วนตัว เพื่อบดบังทิวทัศน์รอบข้างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งองศาและรูของแผงกันแดดในแต่ละชั้นจะแตกต่างกันไปตามมุมมอง โดยบริเวณชั้นล่าง ที่มีวิวทิวทัศน์ในปัจจุบันไม่ดีมากนัก แผงกันแดดจะมีลักษณะที่พลิกไปมาเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ส่วนบริเวณชั้นบน แผงต่างๆ จะเริ่มตั้งฉาก เพื่อเปิดรับวิวที่กว้างไกลได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แผงกันแดดทั้งหมดนี้ก็ยังถูกออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต  “เราศึกษาจาก Existing ก่อน จากนั้น เราจึงคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แล้วเราก็ออกแบบให้มันตอบรับ”

ประหยัดพื้นที่และคุ้มค่าตอบสนองต่อบริบทในปัจจุบัน

เมื่อรู้ว่าที่ดินมีราคาสูง แน่นอนว่าทุกพื้นที่ต้องใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด สถาปนิกจึงจัดการกับที่ดินหน้าแคบและลึก ด้วยการออกแบบทางสัญจร Double-load corridor เพื่อประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด รวมถึงออกแบบเลย์เอาท์ห้องพักให้มีหน้ากว้างและตื้น สวนทางกับแปลนคอนโดมิเนียมทั่วไปที่เรามักพบได้ในปัจจุบัน ทำให้แปลนห้องอยู่ในลักษณะสี่เหลี่ยมที่เป็นสัดเป็นส่วน แบ่งเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น ห้องนอนและห้องน้ำที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย อีกทั้งยังมีระนาบของช่องเปิดที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้นอีกด้วย

(ภาพตัวอย่างเลย์เอาท์แปลนของอาคาร และยูนิตต่างๆ บริเวณชั้น 2)

80% ของห้องทั้งหมดจะมีขนาดประมาณ 30 กว่าตารางเมตร โดยฟังก์ชันภายในห้องถูกออกแบบคล้ายโมดูลที่วางลงไปราวกับตัวต่อที่ลงล็อคกันได้ทั้งหมด สลับซ้าย-ขวา หรือจำนวนห้องไปตามรูปแบบที่แตกต่างกัน ส่วนอีก 20% ที่เหลือ คือ ห้องหัวมุมตึกบริเวณชั้นบนซึ่งมีศักยภาพในการขยายให้เป็นห้องพักขนาดใหญ่ เพื่อให้พื้นที่หัวมุมไม่ถูกทิ้งให้เป็น Waste Space ที่ว่างเปล่าไปโดยไม่จำเป็น

‘Duality’ ความแตกต่างที่คู่ขนานกันไปอย่างลงตัว  

ภาพรวมของอาคารที่มีแนวช่องเปิด และช่องปิด ยังสะท้อนแนวคิดความเป็นคู่ในแบบ Duality โดยช่องปิดที่ทึบตันเป็นตัวแทนของอาคารใหญ่ในแบบ Urban Scale ในขณะที่ช่องเปิดของอาคารที่ถูกคว้านออกเป็น Balcony จะทำหน้าที่เป็นส่วน Residential Scale ที่เข้าถึงผู้อยู่อาศัย

แนวคิดดังกล่าว เห็นได้ชัดเจน ผ่านการเลือกใช้วัสดุ ซึ่งส่วน Urban Scale ที่ทึบตันจะออกแบบด้วยคอนกรีตโทนสีขาว โดยมีการเล่นกับความหลากหลายของสีด้วยเท็กเจอร์ที่มีความหยาบต่างกัน ทำให้เมื่อแสงตกกระทบ อาคารจึงไม่ได้อยู่ในลักษณะเพลนสีขาว แต่มีเฉดเงาที่สร้างความน่าสนใจแตกต่างกันออกไปในแต่ละโทน ส่วน Residential Scale ถูกแทนด้วยวัสดุที่ให้ความรู้สึกเบาลง อย่างการใช้แผ่นอลูมิเนียมเจาะรู และด้วยความที่ช่องเปิดของอาคารมีการใช้กระจกเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนไปมากับบริบทโดยรอบจนกลายเป็นสีเทา สถาปนิกจึงเน้นกรอบและโครงรอบช่องเปิดเหล่านั้นด้วยโทนสีเทาเข้มทั้งหมด เพื่อย้ำให้เกิดความแตกต่างในแบบ Duality ได้อย่างชัดเจน

เพื่อให้อาคารเข้าถึงและมีกลิ่นอายแบบคนญี่ปุ่น วัสดุทั้งหมดจึงแสดงถึงความเรียบง่าย และไม่ได้ใช้ของแพงที่สร้างความฉูดฉาดแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีการเลือกใช้ไม้สีน้ำตาลเทาเข้ม สะท้อนถึง SHOU SUGI BAN ซึ่งเป็นเทคนิคญี่ปุ่นโบราณที่นำผิวไม้มาเผาไฟจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของบ้านในญี่ปุ่น นอกจากนั้น สถาปนิกยังคงคำนึงถึงอนาคต โดยวัสดุทั้งหมดที่เลือกนำมาใช้จะต้องดูแลรักษาง่าย และประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาในอนาคตให้ได้มากที่สุด

(ไม้โทนสีเท้าเข้ม สะท้อนถึงเทคนิคญี่ปุ่นโบราณ SHOU SUGI BAN)
(ก้อนอาคารบริเวณชั้นสองเชื่อมโยงกับผู้คนภายนอก ผ่านการเลือกใช้วัสดุกระจกใส)

กล่าวได้ว่า Tate Thonglor 11 Residence  คือรูปแบบหนึ่งของอาคารที่การอยู่กับปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ การคาดเดาบริบทในอนาคตจึงช่วยทำให้ฟังก์ชันอยู่อาศัยภายในถูกรบกวนน้อยลง ถึงแม้จะอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ก็ยังสามารถมีบ้านที่อยู่สบายและเป็นส่วนตัวได้ไม่ยาก ก่อนจะจบบทสนทนา สถาปนิกทิ้งท้ายว่า  “เวลาที่เราออกแบบ เราจะคิดว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของบ้านเล็กๆ เหล่านั้น เราต้องการอะไร อยู่ยังไงจะสบายที่สุด อยากได้ช่องแสง อยากได้ความเป็นส่วนตัว แต่บ้านอยู่กลางทองหล่อ จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นได้ ดังนั้นใจความสำคัญ ผมมองว่ามันคือการออกแบบบ้านพักอาศัยขนาดเล็กมาประกอบกันมากกว่าการออกแบบอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องแสดงจุดเด่นของความเป็นแบรนด์ใหญ่โต”

Location : ซอยทองหล่อ11 กรุงเทพฯ
Built Area : 2,150 ตารางเมตร
Architects :  makeAscene
Design Team : ธีรยุทธ วุฒิวงศ์ธนกิจ และชิษณุพงศ์ รุ่งเลิศนิรันดร์
Interior: PAON Architects
Contractor: 7 Makara Company Limited
Photo credit: Depth of Field  Company Limited

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!