Marcel Breuer
นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ผู้ยิ่งใหญ่และหนึ่งในสถาปนิกคนสำคัญของสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น

หากใครหลงรักสไตล์โมเดิร์น และเป็นคอเฟอร์นิเจอร์ Mid-Century Modern รับรองว่าต้องคุ้นหน้าคุ้นตา Wassily Chair หรือ Cesca Chairเก้าอี้โครงเหล็กกลมที่มีพนักพิงจากผ้าแคสวานสุดเรียบง่าย หนึ่งใน 10 เก้าอี้ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 โดยมีเจ้าของผลงานในตำนานเป็น Marcel Breuer (มาร์เซล บรูเออร์) นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และสถาปนิกชาวฮังกาเรียน ซึ่งไม่ใช่เพียงเก้าอี้ที่โด่งดัง แต่ผลงานสถาปัตยกรรมของเขายังเป็นที่พูดถึงในระดับโลกมาจวบจนปัจจุบัน  พรสวรรค์ที่โดดเด่นทำให้บรูเออร์กลายเป็นสถาปนิกที่ได้รับความนิยมคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20 และได้รับขนานนามให้เป็น ‘หนึ่งในนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่’ และ ‘หนึ่งในผู้มีอิทธิพลมากที่สุดของสถาปัตยกรรมรูปแบบสากล (International Style)’

Marcel Breuer (มาร์เซล บรูเออร์) นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และสถาปนิกชาวฮังกาเรียน

Marcel Breuer นักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของ Bauhaus

บ้านเกิดของบรูเออร์เดิมอยู่ที่เมือง Pécs ประเทศฮังการี เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาตัดสินใจออกจากบ้านเกิดเพื่อพาตัวเองไปยังสถานที่ใหม่ๆ ที่ทำให้เขาสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการสมัยใหม่ (Modern Movement) ซึ่งเขาได้รับทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนที่ Academy of Fine Arts ในกรุงเวียนนา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองบ้านเกิดของบุคคลสำคัญมากมายแห่งยุคโมเดิร์นในช่วงเริ่มต้น แต่ทว่า เมื่อเขามาถึง สถานศึกษาอยู่ไกลจากบรรยากาศมีชีวิตชีวาที่เขาคาดหวัง ทฤษฎีน่าเบื่อหน่ายและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งในเวลาต่อมาบรูเออร์กล่าวถึงช่วงเวลาของเขาในกรุงเวียนนาว่าเป็น “ช่วงเวลาที่ไม่มีความสุขที่สุดในชีวิต”

จนกระทั่ง สิ่งต่างๆ ดูสดใสขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งยื่นโบรชัวร์เล็กๆ ที่มีตราสัญลักษณ์จาก Bauhaus ให้กับเขา บรูเออร์ผู้เคยยุ่งอยู่กับการทำงานให้กับสถาปนิกและช่างทำตู้ในเวียนนาเพื่อให้ตัวเองดูเป็นประโยชน์มากขึ้น จึงไม่รอช้าที่จะเดินทางไปยังประเทศเยอรมันนีเพื่อลงทะเบียนสมัคร บรูเออร์กลายเป็นหนึ่งในนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดของโรงเรียนสอนการออกแบบชื่อดัง ‘Bauhaus’ ซึ่งก่อตั้งโดย Walter Gropius ผลงานของเขามักจะนำหลักการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมและงานวิจิตรศิลป์ ซึ่งฉายแววและเป็นที่ยอมรับตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน ชีวิตในรั้ว Bauhaus ของเขาเฉิดฉายและดำเนินรอยตามสถาปนิกคนสำคัญอย่าง Walter Gropius มาติดๆ

‘Neubühl’ housing project, Zurich,1934; chair, desk, chaise longue and shelves, by Marcel Breuer
Whitney Museum of American Art, New York © Photo Ezra Stoller – Esto.
Church of St Francis of Sales, Muskegon, Michigan © Photo Hedrich Blessing

ผู้เชี่ยวชาญงานเฟอร์นิเจอร์ที่หลงใหลในสถาปัตยกรรม

ผลงานของบรูเออร์เป็นต้นแบบงานออกแบบในอุดมคติของ Bauhaus เก้าอี้ B3 (หรือปัจจุบันเรียกว่า Wassily Chair) รุ่นแรก ๆ เกิดขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมาจากแฮนด์จักรยานของเขาเอง ซึ่งเขาทดลองประกอบเก้าอี้ตัวนี้ขึ้นโดยใช้โครงสร้างท่อเหล็กกลมดัดและพัฒนาวิธีการจัดตะเข็บออกจากท่อเหล็ก และสายรัดผ้า (ซึ่งต่อมาถูกแทนที่ด้วยหนัง) ประกอบเป็นแขน เก้าอี้ พนักพิง และที่นั่งซึ่งได้รับการพัฒนาโดย Margaretha Reichardt นักเรียนช่างทอผ้า เฟอร์นิเจอร์ตัวแรกของโลกที่ใช้กระบวนการผลิตในลักษณะนี้จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ ขึ้นแท่นตำนานของเฟอร์นิเจอร์ที่ยังคงมีให้เห็นมากหลายในปัจจุบัน

B3 Chair หรือปัจจุบันเรียกว่า Wassily Chair (Photo : Knoll.com)

การทดลองของเขากับท่อเหล็กยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ทั้ง สตูล โต๊ะ เก้าอี้พับและเก้าอี้เท้าแขน ซึ่งถึงแม้จะเชี่ยวชาญในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แต่แท้จริงแล้วบรูเออร์เองหลงใหลในงานสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ต้น แต่น่าเสียดายที่หลักสูตรการเรียนสถาปัตยกรรมรูปแบบใดก็ตามในโรงเรียนไม่ตรงกับจังหวะเวลาในชีวิต ดังนั้นบรูเออร์จึงมาลงเอยที่เวิร์คช็อปวิชาช่างไม้ ก่อนจะสำเร็จการศึกษาในปีค.ศ.1924 และมุ่งหน้าไปยังกรุงปารีส เพื่อศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรม และมีโอกาสได้พบกับสถาปนิกชื่อดังอย่าง Le Corbusier ในช่วงเวลาดังกล่าว

ทางฝั่งของ Bauhaus เอง Gropius ประทับใจผลงานของบรูเออร์มากจนในปี ค.ศ. 1925 เขาเกลี้ยกล่อมบรูเออร์ให้กลับจากปารีสไปยัง Bauhaus แห่งใหม่ในเมือง Dessau โดยเสนอตำแหน่งหัวหน้าเวิร์คชอปงานไม้ให้กับเขา ซึ่งในอีกสองปีต่อมาบรูเออร์มีโอกาสออกแบบตกแต่งภายในให้กับ The Weissenhoff Estate ซึ่งออกแบบโดย Ludwig Mies van der Rohe

บรูเออร์ยังกล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อโมเดิร์นเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นไม่ได้ส่งเสริมโดยนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์มืออาชีพ แต่โดยสถาปนิก” การออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในในยุคแรกๆ ของเขา จึงได้รับอิทธิพลจากงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของเขามาใช้เป็นอย่างมาก เช่น บ้านเหล็กสำเร็จรูป Small Metal House (Kleinmetallhais) (1925) และ BAMBOS house (1927)

Small Metal House (Kleinmetallhais) (1925)

Small Metal House (Kleinmetallhais) ,1925

ในปีค.ศ. 1925 บรูเออร์ออกแบบที่อยู่อาศัยของครอบครัวเดี่ยว ด้วยระบบโครงสร้างสำเร็จรูปจากส่วนประกอบทางอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน ทั้งงานผนัง หน้าต่าง และแผงประตูสามารถแขวนบนโครงเฟรมโมดูลาร์แบบแยกส่วนได้ ทำให้บ้านสามารถสร้างเสร็จโดยใช้เวลาเพียงสามสัปดาห์เท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจ คือที่อยู่อาศัยสามารถตั้งอยู่เดี่ยวๆ แบบ Stand Alone หรือสามารถนำโครงสร้างมาต่อรวมกันเป็นบ้านแถว โดยบ้านแต่ละหลังจะมีพื้นที่ห้องนั่งเล่นแบบ Double Volume พร้อมห้องนอนชั้นลอยและระเบียงบนดาดฟ้า ซึ่งเป็นบ้านที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันในปัจจุบัน

หนึ่งปีหลังจากการออกแบบบ้าน Small Metal House บรูเออร์พัฒนารูปแบบของบ้านและโครงสร้างเพิ่มเติมอีก 6 รูปแบบ ซึ่งทุกหลังยังคงยึดแนวคิดเดิม กล่าวคือ บ้านจะถูกสร้างขึ้นด้วยแผงมาตรฐานที่แขวนไว้บนโครงสร้างโมดูลาร์แบบแยกส่วน

BAMBOS house (1927)

Marcel Breuer นักเรียนและอาจารย์ของสถาปนิกระดับโลก

น่าเสียดายที่ในช่วงเวลานั้นยังมีโอกาสน้อยที่สถาปัตยกรรมของบรูเออร์จะถูกนำไปสร้างจริง ในปีค.ศ. 1928 ด้วยวัย 26 ปี เขาจึงตัดสินใจลาออกจาก Bauhaus เพื่อไปตั้งสำนักงานสถาปัตยกรรมของตนเองในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี โดยมีค่าใช้จ่ายหล่อเลี้ยงมาจากค่าลิขสิทธิ์ในการขายเก้าอี้  หลังจากนั้นเขาย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง โดยไปร่วมงานที่กรุงลอนดอนกับ Jack Pritchard แห่งบริษัท Isokon ก่อนจะกลับมาร่วมงานกับ Walter Gropius อีกครั้งในบทบาทของการสอนที่ Harvard University ซึ่งนักเรียนของพวกเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Philip Johnson, IM Pei และ Paul Rudolph นั่นเอง

ที่ฮาร์วาร์ดโกรเพียสและบรูเออร์ร่วมงานกันอย่างกว้างขวาง ทั้งการออกแบบบ้านของพวกเขาเอง และการได้รับแต่งตั้งให้เป็นสถาปนิก-หัวหน้างานนิทรรศการ Pennsylvania State Exhibition ในงาน New York World’s Fair ปีค.ศ. 1939 ซึ่งงานออกแบบของบรูเออร์ก็เน้นไปที่กล่องสีขาวในสถาปัตยกรรมรูปแบบสากล (International Style) และเผยความสวยงามของงานกระจก โดยอ้างอิงจากระบบที่เขาคิดค้นเมื่อหลายปีก่อนแต่ไม่สามารถสร้างได้ในประเทศเยอรมนี

Harnischmacher House, Wiesbaden, Germany
Marcel Breuer & Walter Gropius, Chamberlain Cottage, Wayland, Massachusetts, 1940. [© Ezra Stoller, ESTO]

สตูดิโอออกแบบของ Marcel Breuer ออกแบบอาคารกว่า 100 หลัง

อย่างไรก็ตาม ผลงานสถาปัตยกรรมของบรูเออร์มาถึงยุครุ่งเรืองเมื่อเขาย้ายไปอยู่นิวยอร์กในปีค.ศ. 1946 ซึ่งงานในยุคนั้นของเขามักจะใช้องค์ประกอบที่ดุดัน แข็งแกร่งอย่างงานคอนกรีตและหิน มีกลิ่นอายของ Brutalist Architecture ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ทำให้เส้นทางด้านสถาปัตยกรรมของเขาเป็นที่จดจำมากที่สุดในยุคนี้

โบสถ์ St John’s Abbey, The Metropolitan Museum of Art (ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Met Breuer) และ The Atlanta-Fulton Central Public Library เป็นเพียงอาคารไม่กี่หลังจากทั้งหมด 100 หลังซึ่งสร้างเสร็จตามแนวทางปฏิบัติของบรูเออร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Breuer House I (1948)

Breuer House I (1948)
New Canaan, Connecticut, USA

ในช่วงหลังสงคราม สถาปนิกของ Harvard Five ได้เปลี่ยนชานเมืองคอนเนตทิคัตให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองสไตล์ Modernist โดยแสดงออกให้เห็นถึงความเจริญด้านการก่อสร้าง ผลงานออกแบบบ้านหลังนี้ของบรูเออร์จึงผลักดันขอบเขตของการก่อสร้างไปมากกว่าที่เคยเป็น โดยอยู่ในลักษณะคานยื่น (Cantilevered Construction) อย่างแท้จริง โดยสิ่งที่บรูเออร์ทำคือการสร้างพื้นที่คล้ายชั้นใต้ดินเล็กๆ ในระดับเหนือพื้นดิน พร้อมสร้างสมดุลด้วยการออกแบบบ้านขนาดหนึ่งชั้นเต็มซ้อนทับเข้าไปอีกหนึ่งเลเยอร์

ภายหลังเขาเริ่มมีชื่อเสียง และได้มีโอกาสสร้างบ้านหลังที่สองใน New Canaan แบบจำลองที่เขาสร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงในสวนถัดจาก The Museum of Modern Art เป็นหนึ่งในงานแสดงทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

Church at St. John's Abbey (1961) Photographs: Flickr user: rburzel

Church at St. John’s Abbey (1961)
Collegeville, Minnesota, USA

กล่าวได้ว่า โบสถ์ Saint John’s Abbey คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาสมัยใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยสถาปัตยกรรมถูกออกแบบให้เป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่หล่อในที่ โครงสร้างหลักคล้ายลำต้นขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ค้ำยันเพดานและหอระฆังที่โดดเด่น บรูเออร์ตั้งใจสร้างการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างที่พักอาศัยของสงฆ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา ในขณะที่พื้นที่ทั้งสองเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างที่มีร่วมกันอย่างโบสถ์ หอประชุม ห้องสมุด และอาคารบริหาร

แผนผังพื้นที่ใช้งานหลักสะท้อนแนวคิดพื้นฐานของพิธีกรรมทางศาสนา กล่าวคือ ผู้คนสามารถเข้าถึงโบสถ์ได้ผ่านประตูกลาง ก่อนจะพบกับทางเดินตรงกลางที่นำไปสู่แท่นบูชาและที่นั่งของเจ้าอาวาส รายล้อมไปด้วยที่ตั้งของคณะนักร้องประสานเสียงขนาดใหญ่

Atlanta Central Library (Photo : http://www.fulcolibrary.org)

Atlanta Central Library (1980)
Atlanta, Georgia, USA

หลังจากที่เขาเริ่มป่วยด้วยโรคหัวใจ หอสมุดกลางแอตแลนตาเป็นโครงสร้างสุดท้ายที่บรูเออร์ออกแบบ อาคารแห่งนี้เป็นวิวัฒนาการของรูปแบบและรูปร่างที่เขาเคยใช้ในการออกแบบ Whitney Museum of American Art ในปีค.ศ. 1966 โครงสร้างคล้ายประติมากรรมของลูกบาศก์มุมฉาก กลายเป็นรูปทรงที่ดูโปร่งสบายเมื่อรวมกับมวลคอนกรีตจำนวนมาก ทำให้ Barry Bergdoll หัวหน้าภัณฑารักษ์ด้านสถาปัตยกรรมที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่กล่าวถึงการก่อสร้างนี้ว่าเป็น “the invention of heavy lightness (การประดิษฐ์อาคารน้ำหนักเบา)”

Atlanta Central Library (Photographs by Jonathan Phillips)

บรูเออร์เสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1981 ที่เมืองแมนฮัตตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ร่างกายจะล่วงลับ แต่เขายังคงฝากจิตวิญญาณและแนวคิดเอาไว้ให้สถาปนิกรุ่นหลัง เป็นหนึ่งในต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์น และสถาปัตยกรรมรูปแบบสากลที่ยังคงความคลาสสิคมาจวบจนปัจจุบัน  ”อาคารไม่ควรแสดงออกด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว แต่ควรจะสะท้อนถึงคุณภาพโดยรวมที่คงทน สถาปัตยกรรมที่ดีควรยึดติดกับประโยชน์ใช้สอย มีทัศนคติที่ตรงไปตรงมาและรับผิดชอบต่อสังคม”- Marcel Breuer

Marcel Breuer (มาร์เซล บรูเออร์)
Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!