New Grand Entrance of Louvre
ความขัดแย้งที่ไม่ได้แข่งขันของ I.M. Pei

ความต้องการใช้พื้นที่อาคารนั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยซึ่งสอดคล้องกับบริบทสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ การปรับปรุงอาคารและปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นเรื่องดีไม่น้อย ยิ่งถ้าเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว การเก็บรักษารูปลักษณะภายนอกส่วนใหญ่ไว้ ต่อเติมบางส่วนให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นใหม่ เหมือนเป็นการคืนชีวิตให้อาคารเหล่านั้นอีกครั้ง แต่ก็เป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อยที่จะสร้างของใหม่ให้อยู่รวมกับของเก่าได้อย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับพระราชวังลูฟวร์ (Louvre) ซึ่งเมื่อราวศตวรรษที่ 10 บริเวณตรงนั้นถูกใช้เป็นป้อมปราการสร้างโดยพระเจ้าฟิลลิป์ที่ 2 เพื่อป้องกันเมืองปารีสจากข้าศึกทางนอร์มังดี (Normandy) และมีการสร้างพระราชวังขึ้นในศตวรรษที่ 16 ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์สืบทอดต่อกันมาจนในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงย้ายไปอยู่ที่พระราชวังแวร์ซาย (Versailles) ในปี 1793 ได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานให้เป็นมิวเซียมสำหรับจัดแสดงภาพวาดมากมายกว่า 537 คอลเลคชั่นซึ่งเป็นของสะสมในสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 แต่เพียง 3 ปีหลังจากนั้น มิวเซียมก็ถูกปิดตัวลงจากปัญหาเรื่องโครงสร้างของอาคารที่มีการเสื่อมสภาพ Napoleon Bonaparte ได้ทำการปรับปรุงและต่อขยายส่วนจัดแสดงผลงานศิลปะ จนกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 1801

แม้ว่าจะผ่านการซ่อมบำรุงส่วนโครงสร้างและมีการต่อเติมบางส่วนแล้ว แต่จากอาคารที่เคยเป็นพระราชวังมาเกือบ 200 ปี ซึ่งผ่านการต่อเติมมาหลายครั้งในแต่ละยุคสมัย ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นอาคารสาธารณะอย่างมิวเซียมแล้วนั้น ทำให้ไม่ได้สะดวกสบายต่อการใช้งานมากนัก ทั้งแปลนที่ซับซ้อน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เพียงพอเช่น ห้องเก็บชิ้นงาน ห้องน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร ทำให้ในปี 1981 François Mitterrand ประธานาธิปบดีของฝรั่งเศสในขณะนั้น ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ได้มีความคิดที่จะทำการปรับปรุงมิวเซียมแห่งนี้ ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่สำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางจิตใจต่อชาวฝรั่งเศสให้มีความทันสมัยและสามารถรองรับการใช้งานของคนที่มาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยปกติแล้วงานในส่วนของราชการจะต้องมีการจัดประกวดแบบเพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาออกแบบ แต่ในงานนี้ Mitterrand  มีสถาปนิกในใจที่ต้องการให้มีทำโครงการนี้อยู่แล้ว คือ Ieoh Ming Pei สถาปนิกลูกครึ่งจีน-อเมริกัน ผู้ที่ได้แสดงฝีมือการออกแบบ The East Wing of the National Gallery of Art ที่ Washinton D.C. และเป็นเจ้าของบริษัท I.M.Pei & Associates

ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข

เมื่อ I.M.Pei ถูกทาบทามให้มาออกแบบปรับปรุง Louvre Museum แห่งนี้ เขาได้บินมายังปารีสเพื่อศึกษาทำความเข้าใจและหาแนวคิดในการออกแบบที่ปารีสอย่างเงียบ ๆ อยู่หลายครั้งโดยไม่บอกแม้กระทั่งทีมงานในบริษัท ซึ่งเขามักจะพักอยู่โรงแรมเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้าม เฝ้าสังเกตและเดินมาที่มิวเซียมทุก ๆ วัน หลังจากการทำรีเสริชอยู่หลายต่อหลายครั้ง เขาค้นพบว่าจุดสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ ‘เส้นทางเดินที่น่างงงวยภายในมิวเซียมแห่งนี้’ นั้นทำให้นักท่องเที่ยวมักหลงทางและตัดสินใจกลับออกไปหลังเดินชมไปเพียงไม่กี่ห้อง ซึ่งเป็นเพราะว่าในพระราชวัง Louvre นั้น นอกจากตัว Louvre Museum แล้วยังมีสำนักงานอื่น ๆ ประกอบอยู่ด้วย เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เส้นทางในมิวเซียม เป็นทางเดินยาว ๆ กว่า 800 เมตร ที่ต้องเดินขึ้น ๆ ลงๆ อ้อมไปมาหลบที่ทำการสำนักงานต่าง ๆ อีกทั้งการขาดพื้นที่เซอร์วิสและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

จากประสบการณ์ของ Pei ในตอนที่ออกแบบ National Gallery of Art เขาต้องใช้ สัดส่วนพื้นที่จัดแสดงต่อสำหรับส่วนบริการมากถึง 1 : 1 กล่าวคือ ในมิวเซียมมีพื้นที่จัดแสดงงานเพียง 50 % ส่วนอีก 50% จะเป็นพื้นที่สำหรับ โถงต้อนรับ ห้องประชุม (Auditorium) ร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำและห้องเก็บของ

จากเหตุผลดังกล่าว Pei ตัดสินใจที่จะออกแบบ พีรามิดกระจกขึ้นบริเวณกลางคอร์ทนโปเลียน (Napoleon Court) เพื่อเป็นทางเข้าหลักของตัวมิวเซียม เชื่อมต่อกับโถงต้อนรับใต้ดินอันใหม่ เพื่อรองรับผู้มาเยี่ยมชม ใช้เป็น Node หลักในการกระจายนักท่องเที่ยวเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ และเป็นการทำให้เส้นทางอันซับซ้อนของมิวเซียมนั้นคลี่คลาย กล่าวคือ ช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชมจดจำตำแหน่งได้ดีขึ้นหลงทางน้อยลง อีกทั้งยังเสนอต่อประธานาธิปบดีให้ย้ายกระทรวงการคลังออกจากปีกส่วน Richeliue เพื่อขจัดสิ่งกีดขวางการเส้นทางในมิวเซียม

ทำไมต้อง พีรามิดกระจก กลางคอร์ท?

หากมองในมุมใหญ่สุด คือ มุมของ Urban Design นั้น การวางตัวของพระราชวัง Louvre วางอยู่ในแนวแกนหลักของปารีส โดยเริ่มจากพระราชวัง Louvre วิ่งยาวไปผ่านสถานที่สำคัญของเมืองปารีส เช่น ประตูชัย (Arc de Triomphe)  ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs-Élysées ) แต่ตรงบริเวณ Louvre นั้นไม่มีเส้นทางสัญจรทางเท้าที่สะดวกสบาย ต้องอาศัยการนั่งรถยนต์เท่านั้น ในตอนนั้นพื้นที่คอร์ทนโปเลียนเดิมถูกใช้เป็นที่จอดรถของกระทรวงการคลัง ซึ่ง Pei มองว่าต้องจัดการภาพใหญ่สุด คือ ให้การลื่นไหลของคนด้วย การเปิดพื้นที่คอร์ทให้เป็นลานสาธารณะ และเปิดทางเดินใต้อาคารแต่ละปีก เพื่อให้คนสามารถทะลุออกไปเชื่อมส่วนได้ต่าง ๆ ของเมืองได้

เมื่อลานบริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่ให้คนเดินผ่านไปมาแล้ว ทางเข้าหลักและตัวโถงต้อนรับก็เหมาะสมที่จะวางไว้ตรงกลางลาน ซึ่งตัวพื้นที่ของโถงนั้นจะถูกวางอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมามีเพียงทางเข้าเท่านั้น

เขามองว่าทางเข้าของ Louvre Museum ต้องมีสเปซที่พิเศษต่างไปจากทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินทั่วไป รูปทรงสามเหลี่ยมพีรามิดมีความเรียบ นิ่งและมีพลัง ทั้งจากมุมมองด้านนอก รวมถึงการเข้าไปอยู่ในสเปซด้านในภายใต้หลังคาสามเหลี่ยมนั้น และด้วยความที่คอร์ทนั้นล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค การใส่สถาปัตยกรรมโมเดิร์นเข้าไปแล้วใช้ความโปร่งใสของรูปทรง เป็นความขัดแย้งที่ไม่ได้แข่งขันกับสถาปัตยกรรมรอบ ๆ

Pei จึงเลือกวิธีนี้ในการสร้างของใหม่ขึ้นท่ามกลางของเก่า ดังนั้นกระจกจึงถูกเลือกมาเป็นวัสดุในงานนี้ทั้งหมด ซึ่งส่งผลดีต่อพื้นที่ภายในโถงต้อนรับที่ได้แสงธรรมชาติ และทำให้คนภายในสามารถมองออกมาเชื่อมต่อกับพื้นที่เมืองภายนอกด้วยเช่นกัน โดยพีรามิดนั้นจะประกอบจากชิ้นส่วนกระจกรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด 603 ชิ้นและสามเหลี่ยม 70 ชิ้น ยึดโยงกันด้วยโครงสร้างเหล็ก มีความสูงกว่า 21.60 เมตร คลุมพื้นที่กว้างถึง 1,000 ตารางเมตร ซึ่งภายหลัง Pei ก็ยังใช้พีรามิดกระจกในลักษณะเดียวกันนี้ กลับด้านลงไปในส่วนที่เป็นห้างสรรพสินค้าใต้ดินอีกทีหนึ่งที่เรียกว่า Louvre Inverted Pyramid เพื่อเป็นการเปิดช่องแสงธรรมชาติลงสู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุง Louvre Museum ในเฟสที่ 2 หลังจากการสร้าง New Grand Entrance of Louvre Museum

หนทางการต่อสู้ที่ยาวนาน

ถึงแม้ว่าความตั้งใจที่ดีของ Pei ในการที่จะสร้างสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่วางตัวอยู่อย่างเบาบาง โปร่งใส สามารถมองทะลุผ่านไปได้ เพื่อส่งเสริมให้พระราชวัง Louvre ได้โชว์รายละเอียดองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคที่หนักแน่นได้เต็มที่

แต่ความที่บริเวณพระราชวัง Louvre นั้นมีความสำคัญต่อชาวฝรั่งเศส  ด้วยความที่เคยเป็นที่อาศัยของกษัตริย์ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความเป็นชาตินั้น ทำให้การจะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ในบริเวณนี้เป็นเรื่องยาก และยิ่งยากมากเมื่อเป็นสถาปนิกลูกครึ่งจีน-อเมริกันที่เป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอันมีหน้าตาเหมือนสุสานของชาวอียิปต์ ถูกสร้างด้วยภาษาสมัยใหม่ แทรกขึ้นมากลางคอร์ทของสถาปัตยกรรมในยุคคลาสสิค ทุกอย่างดูขัดแย้งและขาดความเหมาะสมอย่างสิ้นเชิง  เมื่อ Pei นำเสนอแบบที่เขาคิด มีเพียง Mitterrand เท่านั้นที่ไม่ได้แสดงความขัดแย้งใด ๆ แต่คนอื่น ๆ ในที่ประชุม รวมถึงคนฝรั่งเศสนั้น ไม่มีใครยอมรับแนวความคิดนี้เลย นั่นทำให้ Pei ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างมาก

ประกอบกับในตอนนั้นทักษะภาษาฝรั่งเศสของเขาไม่ได้เพียงพอต่อการสื่อสารโดยตรง Pei พยายามอย่างหนัก ซึ่งเขาเสียเวลาหลายปีในช่วงแรกไปกับการโน้มน้าวใจทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเจรจาเองการย้ายกระทรวงการคลังออกจากปีกในส่วน Richeliue ซึ่งตั้งอยู่มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี 1985 Pei สามารถโน้มน้าวใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตกลงสร้างตามแบบที่เขาคิดไว้ได้ แต่ก็ยังมีปัญหาต่อมา คือ การสร้างโถงต้อนรับใต้ดินจะถูกยุติลงทั้งหมด ถ้าเกิดการขุดไปเจอหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความเสี่ยงมาก เพราะพื้นที่นั้นมีความเป็นมายาวนาน นับว่าโชคดีที่เมื่อขุดลงไปไม่ได้เจออะไรที่สำคัญมากพอให้หยุดการสร้างได้ จึงทำให้ New Grand Entrance of Louvre
สร้างเสร็จและอวดโฉมแก่สาธารณะ ในเดือนเมษายน ปี 1982

แม้ว่าในช่วงเวลานั้น จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หนังสือพิมพ์ทุกสำนักพาดหัวข่าวในเชิงลบ Pei ถึงกับกล่าวว่า เขาไม่สามารถเดินบนถนนในปารีสแบบไม่มีเสียงนินทาและสายตาที่จับจ้องมาที่เขาได้เลย แต่ในปัจจุบัน The Louvre Pyramid นับเป็น Landmark ที่สำคัญของปารีสไม่แพ้กับ Eiflel Tower ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมายในแต่ละปี และถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่โด่งดังทั่วโลกของ I.M.Pei เลยทีเดียว

I.M.Pei

Ieoh Ming Pei เกิดและโตในประเทศจีน จนกระทั่งอายุ 17 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่ที่อเมริกาและได้เข้าเรียนในคณะสถาปัตยรรมศาสตร์ที่ University of Pennsylvania ก่อนจะย้ายไปเรียนที่ Massachusetts Institue of Technology (M.I.T) จนจบปริญญาตรี ในปี 1939 และเข้ารับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ Havard University ที่นั้น Pei ได้มีโอกาสเรียนกับ Walter Gropius สถาปนิกชาวเยอรมันผู้ก่อตั้ง Bauhaus School หลังจากเรียนจบ Pei ได้เขาทำงานที่ Webb & Knapp จนในปี 1955 เขาได้ออกมาตั้งบริษัท I.M.Pei & Associates หรือที่รู้จักกันในนาม Pei Cobb Freed & Partner

ในปี 2019 Pei จากโลกนี้ไปในวัย 102 ปี แต่ผลงานการออกแบบของเขาที่สั่งสมไว้ในช่วงชีวิตของการเป็นสถาปนิกนั้น มีมากมายหลากหลายชิ้น เช่น The East Wing of the National Gallery of Art อาคารสำนักงานใหญ่ของ Bank of China รวมถึง The Grand Entrance of Louvre ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบด้วยภาษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ด้วยการสร้างฟอร์มและสเปซด้วยรูปทรงเรขาคณิต เช่นเดียวกับ New Grand Entrance of Louvre ถือว่าเป็นเสมือนลายเซ็นของ Pei ปรากฎอยู่บนงานของเขาทุกชิ้นเลยก็ว่าได้

Writer
Nichamas Pisutpunya

Nichamas Pisutpunya

สถาปนิกผู้หลงใหลในการเดินลัดเลาะตามซอกซอย เพื่อบันทึกเรื่องราวของเมืองลงบนภาพถ่าย

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!