Central Ayutthaya
‘ไทยร่วมสมัย’ ตีความเรื่องราวอยุธยาท้องถิ่นสู่งานสถาปัตยกรรม

เมื่อพูดถึงอยุธยา นอกจากภาพกรุงเก่าที่เรียงรายไปด้วยโบราณสถาน ล่าสุดเมืองเก่าแห่งนี้ยังมี Central Ayutthaya เป็นแลนด์มาร์คใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวหมาด ๆ ไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ด้วยความที่เป็นเมืองโดดเด่นทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม เกษตรกรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจึงตั้งใจปลุกปั้นโครงการแห่งใหม่ให้กลายเป็น Mixed-Use Development บนถนนสายเอเชีย ที่มีฟังก์ชันครบครันทั้งโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และ Cultural Centre โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิด ‘Thai Twist’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากผู้คนท้องถิ่น นำบริบทความเป็นอยุธยามานำเสนอในแบบฉบับร่วมสมัย โดยได้สถาปนิกผู้คุ้นเคยบริบท เจ้าของผลงานศาลาอยุธยา และบ้านป้อมเพชรอย่าง onion รับหน้าที่ออกแบบฟาซาดอาคาร

เมื่อเรื่องราวท้องถิ่น เรียงร้อยเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรม

ก่อนลงมือออกแบบ ทางทีมสถาปนิกได้มีโอกาสได้พูดคุยและสอบถามข้อมูล Insight โดยตรงกับคนท้องที่ ซึ่งได้ความว่า คนท้องถิ่นต่างภาคภูมิใจที่จังหวัดอยุธยาเป็นเมืองมรดกโลกและเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องการความทันสมัย เพื่อชูความน่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับเมือง

ภายนอกอาคาร จึงสร้างคาแร็กเตอร์ด้วยการออกแบบฟาซาดให้มีความผสมผสานระหว่างความโมเดิร์น และเอกลักษณ์ในแบบไทยในโทนสีเรียบง่ายอย่างสีขาวและสีทอง เติมลูกเล่นบริเวณด้านหน้าฟาซาดด้วย ‘ย่อมุมไม้สิบสอง’ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของช่างฝีมือในสมัยอยุธยา โดยเราสามารถพบได้ในส่วนฐานของเจดีย์ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณ ทำขึ้นจากแผ่นอลูมิเนียมสีทอง นำมาพับและขึ้นรูปเป็นโมดูลาร์ สร้างภาพจำกับอาคารและยังเกิดการตกกระทบของแสงเงาที่สร้างมิติและความเคลื่อนไหวให้กับงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่

บริเวณด้านหน้าอาคารยังเชื่อมสู่ลานกว้าง ที่ตั้งใจให้เกิดบรรยากาศโอ่โถงเสมือนพระราชวังในสมัยโบราณ แต่ก็ยังคงใช้พื้นที่นี้เป็นลานกิจกรรมในยามที่มีอีเวนท์หรืองานเอาท์ดอร์ต่าง ๆ ได้เช่นกัน

อีกด้านหนึ่งของทางเข้า สร้างคาแร็กเตอร์ที่ต่างไปด้วยการออกแบบผนังอิฐ ซึ่งเป็นวัสดุหลักที่พบได้บ่อยในจังหวัดอยุธยา แต่สถาปนิกเพิ่มลูกเล่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยการใช้อิฐโค้งครึ่งวงกลมเพื่อลดทอนเหลี่ยมมุม โดยอิฐทุกก้อนมาจากการเผาของช่างท้องถิ่นในจังหวัดอยุธยา เป็นแนวคิดเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนท้องถิ่น

ประตูทางเข้าฝั่งผนังอิฐเชื่อมสู่ ‘ลานพระนคร’ ซึ่งอ้างอิงมาจากบริบทความเป็นเมืองในสมัยอยุธยาที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งการค้าขาย การละเล่นพักผ่อน รวมถึงบรรยากาศความเป็นเมืองที่ใกล้ชิดกับน้ำ บริเวณนี้เราจะเห็นบรรยากาศคึกครื้นของการจัดตลาดเล็ก ๆ ที่แวะเวียนนำสินค้าทำมือมาจำหน่าย รวมถึงเป็นลานจัดแสดงโชว์ได้ในบางเวลา ถัดไปอีกนิด บริเวณด้านหน้าเป็น Cultural Centre หรือศูนย์วัฒนธรรมที่ร่วมมือกับคนท้องถิ่นในการสนับสนุนสินค้าไทย ๆ หรือการท่องเที่ยวแบบ Local Tourism ที่จะนำเสนอวิถีชีวิตและของดีท้องที่ในแบบดั้งเดิมจริงๆ

เข้าสู่พื้นที่ด้านใน แต่ละโซนของห้างสรรพสินค้าต่างอัดแน่นไปด้วยดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำความเป็นอยุธยาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันมาบอกเล่าในรูปแบบที่แตกต่าง เริ่มตั้งแต่ ‘ตลาดเพลินนคร’ ที่หยิบเรือนไทยยกใต้ถุนมาสร้างเป็นจุดเด่นของพื้นที่ โดยใจกลางของโซนจะเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนในอาคารเรือนไทยขนาดใหญ่ที่ลดทอนให้เหลือเพียงโครงสร้าง จะมานั่งพักผ่อน เดินหาขนมหรืออาหารไทยโบราณรับประทานก็เพลินใจไม่น้อย

โซนต่าง ๆ คุมธีมเรื่องราวบริบท ด้วยการออกแบบกิมมิคเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นซุ้มอาคารบานเรือน หรือผนังซ้อนเกล็ด ที่นั่งรูปทรงเกวียน หรือแม้แต่หลังคาหน้าจั่ว ดีเทลทั้งหมดที่เห็น จึงบ่งบอกเอกลักษณ์ได้อย่างกลมกล่อม ทำให้เพียงแค่เห็นแว่บแรก ไม่ต้องบอกก็รู้จากการออกแบบได้ทันที ว่าสถานที่แห่งนี้คือเมืองหรือจังหวัดใด

(ฝาท่อระบายน้ำเพนท์ลาย โดยแต่ละจุดจะบอกเล่าถึงสิ่งสำคัญในจังหวัดอยุธยา เช่น ปลาตะเพียนสาน)

(Food Park ที่ได้แรงบันดาลใจจากตู้กับข้าว เครื่องครัวไทยและถ้วยชามเบญจรงค์ที่มีลวดลายเอกลักษณ์)

บริบทของพื้นที่สู่การวางผังอาคาร

เนื่องจากความตั้งใจให้สถานที่แห่งนี้เป็นแลนมาร์คและฮับใหม่ของนักท่องเที่ยว การวางผังส่วนต่าง ๆ จึงเอื้อต่อแนวคิดที่ว่า โดยมีโซน Transportation Hub เชื่อมบริเวณลานพระนครหน้าห้าง และร่วมมือกับชุมชนกลายเป็นฮับการสัญจรเล็ก ๆ ที่มีรถรับจ้างท้องถิ่นบริการนักท่องเที่ยวไปสู่วัดต่าง ๆ หรือเกาะเมืองเก่าได้อย่างสะดวก

แนวคิดที่เราชอบสำหรับการออกแบบห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่นี้ คือการให้ความสำคัญกับ ‘ลาน’ หรือพื้นที่เอาท์ดอร์พอ ๆ กับการออกแบบพื้นที่การขายภายใน บรรยากาศที่แตกต่างทำให้ผู้คนส่วนมากพักขาจากการเดินช้อปปิ้งในห้าง มาจับจ่ายบริเวณตลาดสินค้าท้องถิ่น หรือหาของว่างนั่งรับประทานชิล ๆ ได้อย่างไม่รู้สึกเขอะเขิน ต่างจากห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ที่มักจะเน้นพื้นที่ Enclosed Space และติดเครื่องปรับอากาศเสียมากกว่า

ในส่วนของพื้นที่การขายภายใน Central Ayutthaya ก็มีการทดลองวางผังรูปแบบใหม่ โดยนำพื้นที่การขายส่วนหลักของห้างวางไว้ใจกลางอาคาร ต่างจากโมเดลของเซ็นทรัลสาขาอื่นที่มักจะนำส่วนห้างชิดริมของอาคารฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้คนสามารถเดินชื่นชมสินค้าทั้งหมดได้อย่างอิสระ โดยไม่รู้สึกว่าถูกแบ่งแยกเป็นโซนอย่างชัดเจน ความเพลิดเพลินใจจากทางสัญจรและการออกแบบที่ผสานโซนต่าง ๆ อย่างกลมกลืน จึงทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเข้าถึงพื้นที่การขายสินค้าหลักได้ง่ายกว่า

มากกว่างานสถาปัตยกรรม คือการออกแบบเรื่องราวการใช้งานภายในพื้นที่ทั้งหมดให้ลงตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบภายใน งานออกแบบภูมิทัศน์ ประติมากรรมหรือแม้แต่งานช่างฝีมือท้องถิ่น ทั้งหมดนี้ล้วนประกอบร่างเป็นงานออกแบบที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิต และเอกลักษณ์บริบทในแบบฉบับอยุธยาได้อย่างลงตัว เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์เชิงพาณิชย์ที่เคารพบริบทและอยู่ร่วมกับความเป็นท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ

Architect : M.A.A.R. Co., Ltd.
Façade Architect : Onion
Interior Designer : พาโนราม่า เดคอร์
Landscape : TK Studio Co.,Ltd.
Lighting Designer : วีร์ไซน์ ไลท์ติ้ง
Graphic Designer : คุกกี้ส์ไดนาโม
Structure engineer : วี เอส ดี คอนซ์แต้นท์
M&E Designer : อี เอ็ม ไซน์ จำกัด
Sculpture Designer : Dong Company Limited , THINKK Studio

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!