เปิดคัมภีร์ Yingzao Fashi
กับการปฏิวัติสถาปัตยกรรมแผ่นดินจีน

เมื่อพูดถึงตำราสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุด หลายคนอาจจะนึกถึง Ten books on architecture (De architectura) เขียนโดยสถาปนิกชาวโรมัน วิตรูวิอุส (Marcus Vitruvius Pollio, 1st century BC) ในสมัยโรมันเมื่อราวสองพันปีก่อน เนื้อหาภายในเป็นรากฐานสำคัญของงานสถาปัตยกรรมโรมันจนถึงหลักการสถาปัตยกรรมตะวันตก ทำให้เกิดคำถามว่าในฝั่งเอเชียมีคัมภีร์สถาปัตยกรรมที่คล้ายกันไหม จนได้พบกับถึงเรื่องราวของ ตำราหยิงเซาฝาชี่ หรือ มาตรฐานอาคารรัฐ (Yingzao fashi, , State Building Standard) เขียนขึ้นเมื่อเก้าร้อยปีที่แล้วสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นหนังสือที่เรียกได้ว่าทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว

หลีเจี่ยผู้รอบรู้

ในแผ่นดินจีนเช่นเดียวกับอารยธรรมโบราณอื่นๆ สถาปัตยกรรมที่งดงามบ่งชี้สังคมที่มีอารยธรรม ถึงอย่างนั้นก็ตามในสมัยจีนโบราณ ความรู้ด้านการก่อสร้างส่วนใหญ่ถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรง นอกจากนี้การไม่มีกำหนดแนวทางการก่อสร้างอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนทำให้เกิดปัญหาโกงกินสินบนและการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (Northern Song Dynasty, ค.ศ. 960-1127) จีนมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการค้า วัฒนธรรม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนกลายเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกในขณะนั้น ประชาชนทั่วไปมีการศึกษาและสามารถอ่านออกเขียนได้ จักพรรดิซ่งเหรินจง (Song Shenzong, ครองราชย์ ค.ศ. 1022-1063) จึงได้ริเริ่มปฏิรูปการก่อสร้างอาคารราชการโดยหนึ่งในนั้นคือการให้ หลีเจี่ย (Li Jie, 李誡) กำหนดมาตรฐานการก่อสร้างอาคารที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งแผ่นดิน

หลีเจี่ยซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารกรมโยธา (Directorate of Construction) เป็นสถาปนิกที่ได้รับการนับหน้าถือตาและเป็นนักวิชาการมากความสามารถ อีกทั้งยังเป็นนักเขียนและนักสะสมหนังสือตัวยง นอกจากนี้ยังมีเชี่ยวชาญในการเขียนพู่กันจีนและวาดภาพอีกด้วย หลีเจี่ยศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆจนแตกฉานและเขียนหนังสือในหลายวิชา เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักขรวิทยา ดนตรี สัตววิทยา (โดยเฉพาะม้า) รวมไปถึงเกมกระดาน หลังจากได้รับหน้าที่ให้เขียนมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร หลี่เจียรวบรวมข้อมูลจากคำบอกเล่าจากช่างฝีมือ ผสมกับข้อมูลเทคนิคการก่อสร้างจากงานเขียนดั้งเดิม ผ่านการวิเคราะห์และเรียบเรียงออกมาเป็นตำรา 34 บท และเผยแพร่ออกสู่สาธารณะภายใต้ชื่อ หยิงเซาฝาชี่ หรือมาตรฐานอาคารรัฐ ในปีค.ศ. 1103 ถือเป็นหนึ่งในตำราสถาปัตยกรรมจีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมและเก่าแก่ที่สุด

หยิงเซาฝาชี่ ตำราสถาปัตยกรรมปฏิวัติแผ่นดิน

ตำราหยิงเซาฝาชี่เริ่มต้นด้วยนิยามคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนเนื้อหาหลักครอบคลุมตั้งแต่มาตราหน่วยวัด มาตรฐานการออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ วิธีการก่อสร้างรวมไปถึงรูปแบบโครงสร้างของอาคารประเภทต่างๆ โดยคำนึงถึงฤดูกาลและสภาพภูมิประเทศพร้อมภาพประกอบอย่างละเอียด ค่าจ้างและบทบาทหน้าที่ของช่าง ตำราหยิงเซาฝาชี่ทั้ง 34 บท แจกแจงได้เป็น 13 หมวดได้แก่ การวางแผนงานเบื้องต้น (ทิศทางอาคาร, ระดับ, ฐานราก), งานหิน (งานพื้นและงานแกะสลัก), งานไม้โครงสร้าง, งานไม้สำหรับตกแต่ง, งานแกะสลักไม้, กลึงไม้, เลื่อยไม้, งานไม้ไผ่, งานกระเบื้อง, งานดินเหนียว, งานสี (Polychrome), งานอิฐ, และขั้นตอนการผลิตอิฐและกระเบื้อง

หลังจากที่ตำราหยิงเซาฝาชี่ถูกเผยแพร่ออกไปหลี่เจี่ยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการราชสำนัก (Director of Palace Building) คุมการก่อสร้างอาคารมากมายทั้งอาคารรัฐบาล อาคารพระราชวัง ที่พักอาศัยของขุนนาง กำแพงเมือง ป้อมปราการและคูเมือง อาคารทางศาสนา เจดีย์ (Pagoda) ไปจนถึงสวน ตำราหยิงเซาฝาชี่ เกิดจากการผสมผสานระหว่างความรู้ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญโดยประสบการณ์ งานเขียนของหลี่เจียประจวบเหมาะกับความก้าวหน้าของสังคมในขณะนั้นโดยเฉพาะความสนใจในผลงานวรรณกรรมและงานเขียนเชิงวิชาการ ตำราหยิงเซาฝาชี่ จึงเป็นที่รู้จักและถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าสู่วงการก่อสร้างและสถาปัตยกรรม ช่างฝีมือไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหนก็สามารถเรียนรู้ขั้นตอนการก่อสร้างที่มีมาตรฐานได้ และเป็นการวางรากฐานสถาปัตยกรรมของจีนในรุ่นต่อๆมาอีหลายร้อยปี เรียกได้ว่าตำราหยิงเซาฝาเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

ไฉเฟิน แปดระดับลำดับยศอาคาร

ตำราหยิงเซาฝาชี่ จำแนกยศอาคารเป็น 8 ลำดับและ ริเริ่มระบบโมดูลแบบใหม่เรียกว่า ไฉเฟิน (Caifen, 材分) ไฉมีแปดระดับขนาดแตกต่างกันตามยศของอาคาร เมื่อโมดูลไฉรวมกับโมดูลฉี (Qi) จะกลายเป็นขนาดหน้าตัดคานที่ใช้ ซึ่งแม้ว่าไฉแต่ละลำดับจะมีขนาดแตกต่างกันแต่ยังคงสัดส่วนประมาณ 3:2 ระหว่างความสูงและความกว้าง โดยมีหน่วยเฟินเป็นหน่วยวัดความยาว หนึ่งเฟินยาวประมาณ 33.33 มิลลิเมตร หรือเท่ากับหนึ่งในสิบนิ้วจีน (ชุ่น, ts’un, cun) นอกจากนี้อาคารแต่ละลำดับมีสัดส่วนลดหลั่นลงไปด้วยจำนวนช่วงเสาหรือเจียน (Jian, 间) เช่น อาคารลำดับที่หนึ่ง พระราชวังหลวงหรืออารามหลวง 11 ช่วงเสา, อาคารลำดับที่สี่ บ้านขุนนาง 5 ช่วงเสา, อาคารลำดับที่หกถึงแปด อาคารขนาดเล็กไม่เกิน 3 ช่วงเสา ด้วยผังอาคารสี่เหลี่ยมแนวยาวสมมาตรซ้ายขวาบนพื้นฐานของระบบโมดูล คงไว้ด้วยสัดส่วนอาคารกว้างยาวไม่เกิน 1:2 ด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายแต่แข็งแรงทำให้ทนทานต่อภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี

เสาบุปผาบานสะพรั่ง

ตำราหยิงเซาฝาชี่ มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเลือกตำแหน่งที่ตั้งอาคาร โครงสร้าง เครื่องเรือน (อย่างตู้เก็บคัมภีร์หมุนได้) ไปจนงานแกะสลักไม้ตกแต่งผนัง หนึ่งในเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมจีนคือแนวทางการสร้าง ค้ำยันไม้ที่ยอดเสา (Bracketing) เรียกว่าฮั่วกง (Hua Gong, Flower Arm, Blossoming Bracket-Arms) หรือเมียวกง (Twig Arm) ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ โต๋วกง (Dou Gong, Cap [and] Block) หรือ คุมิโมะโนะ ในสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ค้ำยันไม้ในลักษณะนี้สามารถพบได้ทั่วไปในสถาปัตยกรรมจีนโบราณช่วงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) ยุคห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 907-960) ก่อนที่หลีเจี่ยจะทำการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในตำราหยิงเซาฝาชี่ ช่วงต้นศตวรรษที่ 12

ค้ำยันฮั่วกงมีลักษณะเป็นชิ้นส่วนไม้ลักษณะโมดูลขัดกันแบบสามมิติโดยไม่ใช้ตะปู มีความยืดหยุ่นทนทานต่อสภาพภูมิประเทศและภัยธรรมชาติ ชื่อเรียกองค์ประกอบอาคารในตำราหยิงเซาฝาชี่มีที่มาต่างกัน บ้างก็อ้างอิงชื่อทางการในตำรา บ้างก็มาจากศัพท์ทางช่างที่เรียกกันติดปาก แต่สำหรับค้ำยันในตำราหยิงเซาฝาชีนั้นมีการตั้งชื่อเปรียบเปรยกับพืช ทั้งใบไม้ ดอกไม้ กลีบดอก กิ่งไม้ และหนึ่งชุดค้ำยันเป็นกลุ่มดอกไม้หนึ่งช่อ (Yiduo) ด้วยลักษณะค้ำยันบนยอดเสาที่คล้ายคลึงกับต้นไม้ซึ่งมีดอกไม้บานอยู่เต็มยอด

ตำราหยิงเซาฝาชี่ หนึ่งในหนังสือสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของจีน ผลงานของหลี่เจียได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ประเทศจีนอันกว้างใหญ่สามารถสร้างงานสถาปัตยกรรมที่มีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันได้ การพัฒนาความชำนาญช่างและการกระจายความรู้อย่างทั่วถึงยังมีส่วนช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศอย่างก้าวกระโดด เรียกได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ช่วยพลิกแผ่นดินจีนในขณะนั้นเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก

Calder, B. (2021). Architecture : From Prehistory to Climate Emergency. A Pelican Book.
Feng, J. (2012). Chinese Architecture and Metaphor: Song Culture in the Yingzao Fashi Building Manual. Hongkong, China: University of Hawai’i Press. Retrieved from https://hilo.hawaii.edu/languages/chinese/documents/languages/chinese/Chinese_Architecture_and_Metaphor_Song_Culture_in_the_Yingzao_Fashi_Building_Manual-introchap4-Reduced.pdf
Ma, P. (n.d.). Building Construction and Meaning: The Origin and the Occupation of Chinese Tingtang. University of New South Wales . Retrieved from https://www.sahanz.net/wp-content/uploads/SAHANZ18_paper_Ma.pdf
Mazzoli, C., Morganti, C., & Bartolomei, C. (2022). 8. (R. Gulli, Ed.) Technologies Engineering Materials Architecture. Retrieved from https://cris.unibo.it/retrieve/e1dcb339-fa54-7715-e053-1705fe0a6cc9/d-2-084-TEMA-Vol8-No1-2022-MAZZOLI-MORGANTI-BARTOLOMEI.pdf
NGThai. (2022). พระราชวังต้องห้าม แดนมังกร อาณาเขตองค์จักพรรดิ พื้นที่ราชสำนักจีนเกือบ 500 ปี. National Geographic. Retrieved from https://ngthai.com/cultures/44418/inside-chinas-forbidden-city/
room. (2019). DOUGONG (โตวกง) ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ ในสถาปัตยกรรมแห่งเอเชียบูรพา. Retrieved from https://www.baanlaesuan.com/119051/design/dougong
ZHUGE, J. (2023). HUĀGǑNG 華栱. Architectura Sinica. Retrieved from https://architecturasinica.org/keyword/k000172
เสี่ยวจิว. (2023). เจดีย์ไม้อิ้งเซี่ยน เจดีย์ไม้ที่แก่ที่สุด สูงที่สุดในโลก อายุเกือบพันปี. ศิลปวัฒนธรรม. Retrieved from https://www.silpa-mag.com/history/article_39525

Writer
Picture of Panon Sooksompong

Panon Sooksompong

สถาปนิกที่หลงใหลในการค้นคว้าสู่นักเขียนผู้ถ่ายทอดเรื่องราว จากกองหนังสือที่เอามารองนอน ตอนนี้ได้ฤกษ์จะถูกหยิบมาเปิดอ่านไปพร้อมกัน

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading