Social Interaction Space for Artist and Actor Fandoms
จะมีอะไรดีไปกว่าคอนเสิร์ตฮอลที่ออกแบบโดยแฟนคลับ

แม้ความเครียดและการอดนอนจะเป็นสององค์ประกอบที่เด่นชัดสำหรับช่วงชีวิตระหว่างทำธีสิส แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงความทรงจำแสนขื่นขมเท่านั้นที่แสตมป์อยู่ในใจเหล่าบัณฑิตจากรั้วถาปัด “การสร้างโปรเจ็คต์โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าจ้าง” ความดีงามข้อนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งน่าจดจำ ก็จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตกันเชียวที่สถาปนิกคนหนึ่งจะได้ออกแบบอาคารอะไรก็ได้ตามใจเขาชอบ

น้องไนน์ ศรุตา ลีโนทัย เป็นเจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรีหัวข้อ พื้นที่ปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มแฟนคลับศิลปินและนักแสดงเอเชีย (Social Interaction Space for Artist and Actor Fandoms) ซึ่งนอกจากจะเป็นบัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว เธอยังอุทิศอีกตัวตนหนึ่งในวันว่างให้กับการติดตามผลงานของศิลปินที่ชื่นชอบด้วยเช่นกัน

เพราะเหตุนี้ เมื่อถึงคราวต้องคิดหัวข้อธีสิส อาคารสำหรับศิลปินและกลุ่มแฟนคลับจึงป๊อปขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าตอนนำเสนอหัวข้อในคราวแรกนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาจะยังมีความกังขาอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดน้องไนน์ก็เข็นจนงานออกมาเป็นอาคารที่มีฟังก์ชั่นแปลกใหม่และเต็มไปด้วยความไดนามิคอย่างที่เราได้เห็นกันจนได้

น้องไนน์เล่าให้เราฟังว่า pain point ของการ “ติ่ง” นั้นมียิบย่อยหลากหลาย สำหรับข้อที่เข้าใจง่ายที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องโลเคชั่นของสถานที่จัดคอนเสิร์ตต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากประชากรชาวด้อมจำนวนมากนั้นยังเป็นน้องๆในวัยเรียน รวมถึงยังมีแฟนคลับต่างชาติที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาติดตามศิลปิน การเข้าถึงสถานที่ได้โดยระบบขนส่งมวลชนจึงเป็นปัจจัยข้อสำคัญ ด้วยเหตุนี้เมื่อต้องเลือกไซต์ น้องไนน์จึงปักหมุดไว้ที่สี่แยกปทุมวัน ฝั่งสยามสแควร์ ซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์สกาล่านั่นเอง นอกจากจะเอื้ออำนวยต่อการเดินทางแล้ว แน่นอนว่าเพื่อนบ้านโดยรอบก็ยังเป็นมิตรกับวัยรุ่นมากกว่าสถานที่แห่งไหนในเมืองกรุงฯ

จุดเจ็บต่อมาของวงการแฟนคลับคือเรื่องของความกระจัดกระจายในพื้นที่ทำกิจกรรม คอนเสิร์ตฮอลอยู่ที่หนึ่ง ห้องจัดงานแฟนมีตติ้งอยู่อีกที่หนึ่ง ร้านขายของเมอร์แชนไดซ์ก็อีกที่หนึ่ง ยังไม่ต้องพูดถึงพื้นที่สำหรับซ้อมเต้นคัฟเวอร์ของน้องๆบางกลุ่มที่รักในการแสดงออกเช่นเดียวกับไอดอลของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าโครงการของน้องไนน์นั้นรองรับกิจกรรมได้ทุกรูปแบบ มองในเชิงผู้ใช้ก็สะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการวิ่งวุ่นไปร่วมงานทั่วกรุงเทพฯ และหากมองกันในภาพที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็คงถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจจุลภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากการจับจ่ายที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นน่าจะคึกคักไม่แพ้กับรูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบๆโครงการเลยทีเดียว

มาลองไล่ซูมดูงานกันจากล่างขึ้นบน หากไม่นับชั้นใต้ดินซึ่งมีไว้สำหรับรถราแล้ว ชั้นล่างสุดของตัวโครงการก็จะประกอบไปด้วยคาเฟ่ event hall และ amphitheatre ซึ่งสำหรับสองโปรแกรมหลังนั้น เรารู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่มันถูกนำมาจัดวางไว้ในชั้นแรกของอาคาร แต่เมื่อเหลือบตาขึ้นมายังชั้นถัดๆไปซึ่งมีลักษณะเว้าแหว่งเป็นช่องเปิดจึงเริ่มเข้าใจ หากไม่ใช่ชั้นนี้ ก็คงไม่มีชั้นไหนที่เหมาะแก่การวางสเปซใหญ่ๆสำหรับกิจกรรมแฟนมีตติ้งหรือมินิคอนเสิร์ตอีก

ถัดขึ้นมายังชั้น mezzanine ซึ่งถือว่าเป็นชั้นที่น่าจะมีความพลุกพล่านสูงสุดเนื่องจากเป็นชั้นที่เชื่อมต่อกับสกายวอล์ค โปรแกรมอย่างสตูดิโอซ้อมเต้นสำหรับชาวคัฟเวอร์ ร้านขายสินค้าเมอร์แชนไดซ์ หรือแม้กระทั้ง Digital Live Studio ซึ่งเราอาจนึกภาพออกกันในนามตู้ปลานั้น ก็ถูกจัดวางไว้เพื่อดึงดูดผู้คนได้อย่างเหมาะสม

ที่ชั้นสองมีอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับจัด outdoor event หันหน้าออกไปทางมาบุญครอง ขยับเข้ามาหน่อยจะเจอกับสิ่งที่น้องไนน์เรียกว่า Fandom Café รวมถึงมีพื้นที่ private อย่างออฟฟิศของแอดมินดูแลโครงการอยู่ด้วยเช่นกัน

เชื่อว่าพี่ๆสถาปนิกที่อ่านอยู่คงเดากันได้มาตั้งแต่แรกว่าโปรแกรมพระเอกของงานอย่างคอนเสิร์ตฮอลจะอยู่ตรงไหน เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสามก็จะเจอกับ waiting area ขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าที่ชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคารนั้นก็คือชั้นสำหรับคอนเสิร์ตฮอลนั่นเอง

หากดูกันจาก diagram แล้วคงเห็นได้ว่าลักษณะของสเปซต่างๆและ circulation flow ในแต่ละส่วนนั้นมีลักษณะเป็นวงกลม วงเล็กวงใหญ่เหลื่อมทับกันไปมา แต่ก็ไม่มากไปจนยุ่งเหยิง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากแรงบันดาลใจที่น้องไนน์ได้จากแท่งไฟสำหรับดูคอนเสิร์ต หรือที่เหล่าแฟนคลับเรียกติดปากกันว่า “บง” นั่นเอง

เป็นที่รู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่านอกจากจะมีไว้เพื่อสร้างความสว่างไสวในคอนเสิร์ตฮอลแล้ว บงก็ยังมีฟังก์ชั่นในการเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าผู้ถือนั้นเป็นแฟนคลับของศิลปินวงไหนผ่านสีสันจำเพาะของแสงไฟนั่นเอง ซึ่งจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในคอนเสิร์ตที่รวมโชว์ของศิลปินหลากหลายวงไว้ในงานเดียว (ถ้าใครโตมาในยุคเดียวกันกับผู้เขียนก็อาจคุ้นเคยกันในรูปแบบของลูกโป่งเนื้อชิมเมอร์เสียมากกว่า) เมื่อนำข้อมูลส่วนนี้มาตีความสู่การออกแบบอาคารแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ “Center of Fandom ศูนย์รวมกิจกรรมของแฟนคลับที่รวมแฟนคลับจากทุกสารทิศมาเจอกันในที่เดียว” อย่างที่น้องไนน์ระบุไว้บนเพลต การวางให้ผังแต่ละชั้นเว้าแหว่งตามส่วนนั้นส่วนนี้จนเกิดเป็น void space รูปร่างแปลกตามีผลมากกับความเชื่อมต่อทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ

ไม่เพียงแต่การสร้าง diversity ในหมู่ชาวด้อมเท่านั้นที่ความกลมมนของสเปซช่วยเสริมสร้าง ทว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่เป็น outsider นั้นก็สามารถรับประโยชน์จาก circulation ลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากตัวไซต์นั้นอยู่ในตำแหน่งที่มีความพลุกพล่านระดับแดงเข้ม จึงมีแนวโน้มสูงว่าผู้คนจากสถานีรถไฟฟ้าและอาคารเพื่อนบ้านนั้นจะหลั่งไหลเข้ามาจากทุกสารทิศ แม้ไม่ได้อินกับแสงสีและดนตรีในตัวโครงการ แต่ผู้คนภายนอกก็สามารถใช้อาคารหลังนี้เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังจุดหมายอื่นๆได้เช่นเดียวกัน ซึ่งน้องไนน์บอกกับเราว่าเธอได้คิดเส้นทางเผื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้เดินผ่านโดยไม่รู้สึกเหมือนถูกฉุดกระชากลากถูเข้าด้อมเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย

ความสนุกสนานปนสีสันแฟนตาซีอาจไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายดายสักเท่าไหร่หลังจากเรียนจบ สำหรับเราแล้ว ผลงานชิ้นนี้ของน้องไนน์สร้างความเพลิดเพลินใจในการเสพอยู่ไม่น้อย และเมื่อถูกถามถึงฟีดแบ็คจากอาจารย์ในวันจูรี่ น้องไนน์ก็ถ่ายทอดคำพูดประโยคหนึ่งของอาจารย์ที่ปรึกษาให้เราได้ฟัง

“เชื่อแล้วว่าการที่ให้นักศึกษาได้ทำในสิ่งที่ชอบ มันเป็นเรื่องดีต่อตัวงานจริงๆ”

แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับอาจารย์ 100% !

Designer: ศรุตา ลีโนทัย (sarutaleenothai@gmail.com)

Picture of Heamarat Chimchavee

Heamarat Chimchavee

สถาปนิกจำเป็น ที่ทำงานออกแบบเป็นงานอดิเรก มีความสนใจในการทำความเข้าใจแนวคิดและที่มาของงานออกแบบต่าง ๆ ที่พบเจอ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading