..เมื่อโลกเปลี่ยนไป รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างจึงต้องเปลี่ยนตาม..
อ้างอิงตามข้อมูลจาก Climate Central องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าในอีกราว 30-80 ปีข้างหน้าตามแนวชายฝั่งแถบอาเซียนรวมถึงประเทศไทยของเรานั้นจะร่นเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนจนกินพื้นที่อยู่อาศัยไปเป็นวงกว้าง
ด้วยชุดข้อมูลที่น่าสนใจนี้เอง ทำให้นภัสนันท์ กองสุข หรือน้องดัชมิลล์ บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเลือกที่จะปักหมุดวิทยานิพนธ์ไว้ที่หัวข้อ สถาปัตยกรรมริมน้ำกับระดับน้ำทะเลใหม่ภายใต้ทฤษฎีชายแดนเดิมในปี 2050-2100 (Quasi-liquid Architecture with the New Sea Level and Stability Boundary for Future Foresight Scenario in 2050-2100)
หัวข้อว่าด้วยเรื่องการจัดการกับน้ำท่วมนำมาสู่สองทางเลือกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการออกแบบให้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยทางเลือกแรกนั้นคือการยอมให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่เมืองและสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Liquid Architecture หรือสถาปัตยกรรมที่อยู่กับน้ำได้เช่นเรือนแพ ส่วนทางเลือกที่สองคือการสร้างเขื่อนกั้นน้ำปกป้องให้เมืองยังคงแห้งสนิท
แม้ในตอนแรกดัชมิลล์จะมีใจเอนเอียงไปทางการสร้าง Liquid Architecture แต่เขาก็ได้รับความเห็นจากอาจารย์ว่าการยอมให้น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ภาคกลางรวมถึงกรุงเทพฯบางส่วนนั้นดูจะไม่คุ้มเอาเสียเลย ท้ายที่สุดจึงมาจบอยู่ที่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำนั่นเอง
ทว่าการสร้างเขื่อนนั้นก็มีข้อเสียประการใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็น่าจะมองเห็นอยู่ นั่นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับน้ำจะถูกตัดขาด ซึ่งประเด็นนี้เองก็เป็นสิ่งที่ดัชมิลล์ต้องหาโซลูชั่นในการแก้ไขหลังจากนี้
เพื่อศึกษาอย่างเจาะลึก ดัชมิลล์จึงกำหนดไซต์ไว้ที่บริเวณชายฝั่งในเขตจังหวัดชลบุรี บริเวณตำบลหนองไม้แดง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่มีป่าชายเลน โดยหากมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำอย่างที่ดัชมิลล์ตั้งใจไว้ ป่าชายเลนก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจหายไป เนื่องจากไม้โกงกางไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่น้ำท่วมสูงตลอดเวลาได้
ตำแหน่งที่ตั้งของเขื่อนถูกกำหนดไว้ตามแนวเดิมของถนนใหญ่ภายในไซต์ และงานดีไซน์ทั้งหมดจะกินพื้นที่อยู่บริเวณเหนือผืนน้ำถัดจากเขื่อนออกไปนั่นเอง
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่มีส่วนเป็นอย่างมากต่อหน้าตาของงานดีไซน์ชิ้นนี้คือวิธีการชะลอน้ำ ดัชมิลล์บอกกับเราว่าเขาใช้หลักการเดียวกับการปักเสาไผ่ที่ชายฝั่งเพื่อให้ดินเลนตกตะกอน ซึ่งเมื่อเกิดการตกตะกอนแล้วนั้นพื้นที่ชายฝั่งก็จะมีมากขึ้น
หลังจากใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ simulate รูปแบบการตกตะกอนในลักษณะต่างๆเป็นที่เรียบร้อย ในที่สุดดัชมิลล์ก็ได้ตำแหน่งที่แน่นอนสำหรับการสร้างแนวดักตะกอน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายมาเป็นโครงสร้างของสถาปัตยกรรมกลางน้ำของเขาในภายหลังนั่นเอง
โดยก่อนที่จะได้ข้อสรุปของโปรแกรมต่างๆที่จะมีอยู่ในผลงาน แรกเริ่มนั้นดัชมิลล์เคยคิดอยากออกแบบให้งานชิ้นนี้เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อทดแทนให้ชาวบ้านที่เดิมเคยมีบ้านอยู่ริมน้ำ แต่ที่ดินถูกระดับน้ำกินเข้าไปตามกาลเวลา ทว่าเนื่องจากข้อจำกัดหลากหลายประการ เช่นเรื่องของโครงสร้าง การคมนาคม การจัดการของเสีย หรือความหนาแน่น ทำให้สุดท้ายจึงมาลงเอยที่การสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของคนที่เข้ามาในพื้นที่แทน
ตัวงานของดัชมิลล์ไม่ได้เป็นงานสถาปัตยกรรมที่กระจุกตัวอยู่เป็นก้อนเดียว เขาแบ่งพื้นที่ในงานออกแบบชิ้นนี้ได้ทั้งหมด 4 โซนด้วยกัน ได้แก่ โซนห้องสมุดทะเล ที่จะบอกเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โซนพื้นที่แสดงงานศิลปะกับพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งทางน้ำ โซนจุดพักผ่อนกิจกรรมทางน้ำ และโซนสุดท้ายที่ถือเป็นโซนพิเศษคือตำแหน่งของหมุดหมายชายแดนเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงทางระดับน้ำนั่นเอง
หากดูกันจากไดอะแกรมหรือรูปจำลอง จะเห็นได้ว่าโปรแกรมในแต่ละโซนนั้นไม่ได้ถูกตัดขาด แต่ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางที่ยาวพอให้ใช้งานเป็น track ออกกำลังกายหรือทางเดินพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนได้สบายๆ ซึ่งตอม่อคอนกรีตที่รับน้ำหนักตลอดเส้นทางเหล่านี้นี่เองที่ทำหน้าที่เป็นแนวดักตะกอน มีส่วนช่วยในการชะลอน้ำและคืนพื้นที่ป่าชายเลนให้ชายฝั่งบริเวณนี้
แม้คอนกรีตจะเป็นวัสดุที่ถูกเลือกมาใช้กับโครงสร้างชั้นล่างสุดเนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความคงทน แต่ในตำแหน่งที่เหนือตอม่อขึ้นมานั้นจะเห็นได้ว่าวัสดุหลักกลับเป็นไม้เกือบทั้งหมด รูปลักษณ์โดยรวมของตัวงานจึงดูเป็นมิตรกับชุมชนอยู่ไม่น้อย
“เรารู้สึกว่าหัวข้อที่เราเลือกมันเป็นหัวข้อที่ใหญ่ ก็คือเรื่องของน้ำท่วมจากภาวะโลกร้อน ตอนแรกๆที่เราดีไซน์ เราคุยกับอาจารย์ว่าเราอยากออกแบบงานสถาปัตยกรรมที่มันปรับเปลี่ยนตามระดับน้ำทะเลได้ แล้วอาจารย์ก็ให้คำแนะนำว่า เราไม่ควรที่จะออกแบบแค่อาคารที่อยู่กับน้ำได้ เพราะมันเป็นอาคารเราแค่อาคารเดียว แต่ประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่มันส่งผลกระทบกว้างแล้วก็ใหญ่” ดัชมิลล์บอกกับเราเช่นนี้เมื่อถูกถามถึงความก้ำกึ่งระหว่างงานสถาปัตยกรรมและงานผังเมืองที่ปรากฏอยู่ในผลงาน “มันเลยจำเป็นต้องดีไซน์ในสเกลที่มันเป็นงานผังเมืองก่อน ตอนแรกเราจะสร้างเขื่อนปิดพื้นที่ชายฝั่ง เราดีไซน์ตั้งแต่ภูมิภาค ลงมาที่จังหวัด ลงมาที่อำเภอ จนถึงโซนที่เราออกแบบ มันค่อยๆดีไซน์เชิงผังไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงได้ออกแบบงานดีไซน์สถาปัตยกรรม งานนี้มันไม่สามารถเล่าได้แค่สเกลงานสถาปัตยกรรมอย่างเดียว”
แม้ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ชิ้นนี้จะถูกออกแบบอยู่บนเงื่อนไขของไซต์ที่ตำบลหนองไม้แดง แต่พื้นที่ตรงนี้ก็ถือเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการทดลองเท่านั้น จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการสร้างโปรเจ็คต์คือการพัฒนาต่อไปเป็น prototype สำหรับแนวชายฝั่งที่กำลังจะถูกน้ำท่วมในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนอกจากตัวโครงการจะช่วยดึงให้ผู้คนออกมาจากพื้นที่หลังกำแพงกั้นน้ำแล้ว ในทางสัญลักษณ์ งานชิ้นนี้ก็ยังสามารถช่วยย้ำเตือนผู้คนในอนาคตถึงตำแหน่งชายแดนเดิมในอดีตได้อีกด้วย
Designer: นภัสนันท์ กองสุข (kongsuk.npsn@gmail.com)