DTGO CampUs
จากโฮมออฟฟิศสู่อาณาจักรแห่งการเรียนรู้ของคนทำงานขนาด 20,000 ตารางเมตร

วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และความเป็นมา คือสามองค์ประกอบสำคัญที่ก่อร่างตัวตนในเชิงนามธรรมให้องค์กรจนเป็นผลให้ภาพลักษณ์ตีตราเหนียวแน่นอยู่ในความรับรู้ของสาธารณชน การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำพูดผ่านสื่อโฆษณาไม่ได้เป็นเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวที่พึ่งพาได้ การแปลความคีย์เวิร์ดทั้งสามให้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรมที่แทรกซึมอยู่ในอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทก็สามารถทำหน้าที่ไม่ต่างจากสปีกเกอร์ที่เสียงดังฟังชัดให้กับตัวองค์กรได้อย่างดีเช่นเดียวกัน

DTGO CampUs (ดีทีจีโอ แคมป์อัส) อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทซึ่งโอบอุ้มกลุ่มธุรกิจอันหลากหลาย (ได้แก่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซูเปอร์แล็บ ศูนย์ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ กลุ่มธุรกิจการเงินและการลงทุน กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจนำเข้าส่งออกและจัดจำหน่าย กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มธุรกิจด้านการตลาดกับแผนงานสื่อสารโฆษณา) คือหนึ่งในตัวอย่างของอาคารเฮดควอเตอร์ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างชัดเจน

หากลองสอบถาม DTGO FAMZ (หรือ ดีทีจีโอ แฟม เป็นคำเรียกสมาชิกองค์กรกลุ่มบริษัทดีทีจีโอ) ที่เติบโตมากับองค์กรตั้งแต่ก่อนการย้ายบ้านครั้งใหญ่ พวกเขาคงคุ้นเคยกับโฮมออฟฟิศบนที่ดินผืนเล็กๆ ซึ่งถูกเรียกอย่างติดปากว่า “บ้านนก” กันเป็นอย่างดี แม้วันนี้บ้านนกจะไม่สามารถรองรับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยกลายเป็นหลักพันได้อีกต่อไป แต่บรรยากาศอบอุ่น ร่มรื่น ชวนผ่อนคลายที่เหล่า DTGO FAMZ คุ้นเคยกันมานาน ก็ถูกทีมออกแบบยกมาวางอยู่ใน DTGO CampUs ไว้จนครบถ้วนสมบูรณ์

ภายในโครงการ DTGO CampUs ประกอบไปด้วยอาคารสองหลัง โดยมีพื้นที่ใช้สอยเต็มประสิทธิภาพ ตีเป็นตัวเลขกลมๆอยู่ที่ตึกละ 10,000 ตารางเมตร และฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันนั้นก็ถูกจัดแบ่งมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของแต่ละอาคารอย่างมีจุดประสงค์

คีย์เวิร์ด “Empty Cup” หรือที่ตรงกับสำนวน “น้ำไม่เต็มแก้ว” ในภาษาไทยเรานั้นคือคำชื่อของอาคารหลังแรกที่ตั้งตระหง่านรอรับแขกอยู่ทางด้านหน้าตามคำบอกเล่าของคุณเก่ง พีรพันธ์ หอมสุวรรณ หนึ่งในสถาปนิกผู้ออกแบบ เหตุที่สำนวนข้างต้นมีความหมายกับการดีไซน์อยู่มากพอดูนั้นก็เนื่องมาจากนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้อันแข็งขันขององค์กรนั่นเอง

ความสูงห้าชั้นคือสาเหตุสำคัญที่ทีมดีไซเนอร์ตัดสินใจขยับให้ common space หลักของโครงการขึ้นมาอยู่บนชั้นสาม มิใช่ชั้นหนึ่งตามสามัญนิยม “พอเป็นอาคารห้าชั้น สมมุติถ้าเป็นอาคารทั่วไป เรามักทำ main public ไว้ที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะคอนเนคกับชั้นสองชั้นสามพอได้ แต่ชั้นสี่และชั้นห้าจะหายไป ก็เลยเปลี่ยนใหม่มาทำส่วน public ไว้ที่ชั้นสาม มาเริ่มที่ชั้นสามก่อนเลย เพื่อให้เป็นเหมือนตรงกลาง แล้วก็ชั้นสาม ก็ให้เดินข้ามสะพานคอนเนคกับโซนออฟฟิศได้ แล้วก็ที่ตรงนี้เป็นเหมือนกับ public sharing คือถ้าจะขึ้นไปห้องเรียนก็คือจากชั้นสามเนี่ยเดินขึ้นไปข้างบนห้องเรียนได้” คุณเก่งบอกกับเราไว้แบบนั้น

จากบริเวณต้อนรับที่ชั้นหนึ่ง ขยับขึ้นมาเป็นโซนห้องสมุดที่ชั้นสอง หรือ Explorer room เป็นศูนย์รวมความรู้ในรูปแบบต่างๆ โปรแกรมแยกย่อยในชั้นนี้ประกอบด้วย Treasure Library ห้องหนังสือหายากและมีคุณค่า Bubble Space เป็นโซนแสนสงบสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สมาธิ Green Path Library หรือ material room ซึ่งเป็นห้องรวบรวมผลงานวิจัยวัสดุแบบใหม่ที่เน้นรักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเกิดจากมันสมองของนักวิจัยของศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) หนึ่งในซูเปอร์แล็บ ไปจนถึง Bear Den เป็น nap zone ที่สามารถนอนอ่านหนังสือเอกเขนก หรืองีบหลับช่วงสั้นๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถพบเห็นได้ในสถานที่ทำงานเช่นนี้

ความน่าตื่นตาตื่นใจในสองชั้นแรกเป็นเพียงเมนูเรียกน้ำย่อย เมนคอร์สสำคัญที่รออยู่ ณ ชั้นสามตามคำบอกเล่าของคุณเก่งยิ่งชวนให้อยากลัดเลาะทดลองใช้สเปซ

ไม่ได้มีเพียงแค่การย้ายเอา traffic หลักของอาคารขึ้นมาไว้บนชั้นสามเท่านั้นที่ทีมออกแบบทำได้สำเร็จตามหวัง ทว่าการทลายความขาดตอนในแนวตั้งก็ถูกจัดการได้อย่างสวยงามเช่นเดียวกัน พื้นที่ซึ่งไล่ระดับจากบริเวณชั้นสามขึ้นไปจรดพื้นชั้นห้าจนก่อเกิดเป็นสเปซคล้าย auditorium คือปัจจัยหลักที่ยึดโยงโปรแกรมน้อยใหญ่ทั้งหมดไว้ไม่ให้ส่วนใดหลุดวงโคจร

ห้องประชุมหรือที่ชาวแฟมเรียกว่าห้องเรียนหลากหลายขนาด พื้นที่เอนกประสงค์ ร้านกาแฟ Dilly Dally Kaffe และร้านขายของ Forget Me Not Shop คือโปรแกรมที่รวมตัวกันอยู่ในอาณาบริเวณ

สำหรับชาวแฟมแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการทำงาน ก็คือการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เวลาในช่วงวันของพวกเขาแต่ละคนจึงถูกใช้ไปกับพื้นที่บริเวณนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ถัดจากในส่วนของตึกทางด้านหน้าเข้าไป ยังมีอาคารอีกหนึ่งหลังชื่อว่า “Plant Box” ที่ตั้งอยู่ในบรรยากาศสงบเงียบ ความเป็นส่วนตัวของ DTGO FAMZ เริ่มขึ้นตั้งแต่บริเวณจุดเชื่อมต่อ ต่างจากอาคารหลังแรกที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้เยือนมากมายโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นคนในหรือคนนอก

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นอาคารสำนักงาน แต่ลักษณะการจัดแบ่งฟังก์ชั่นต่างๆในโซนนี้ก็ยืดหยุ่น หลุดขนบออฟฟิศที่มนุษย์เงินเดือนค่อนเมืองกรุงฯคุ้นเคย นอกจากตำแหน่งที่จำเป็นจะต้องนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะของตัวเองอย่างชาวแบ็คออฟฟิศหรือทีมงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์สเปคสูงแล้วนั้น DTGO FAMZ ในตำแหน่งอื่นๆก็สามารถเลือกสรรที่นั่งทำงานในแต่ละวันของตัวเองได้ตามใจชอบ เนื่องจากพื้นที่ในส่วนนี้ถูกจัดให้เป็น Co-Working Space เต็มรูปแบบ

ที่ทางสำหรับคนทำงานไม่ได้มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ ergonomic ในห้องแอร์ พื้นที่ตามซอกมุมต่างๆบริเวณช่องเปิดกลางอาคารก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่นึกอยากนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศร่มเย็นของต้นไม้ใบหญ้าพร้อมเหลือบมองปลาใต้ผิวน้ำไปด้วยเช่นเดียวกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกคำนึงถึงอย่างถี่ถ้วนตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างโปรเจ็คต์ คือข้อจำกัดบางประการที่พ่วงมาพร้อมกับทำเลที่ตั้งของไซต์ “เนื่องจากที่นี่มันค่อนข้างไกล ทำยังไงให้ DTGO FAMZ อยากมา ก็เลยคิดว่าน่าจะทำที่นี่ให้เป็นที่ๆสนุก มันมีอะไรน่ามา แล้วก็มีการพูดคุยกับคุณบี (ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) คุณบีตั้งใจให้ DTGO CampUs เป็นบ้านที่อบอุ่น ที่เราใช้ชีวิต เรียนรู้ ทำงาน และเล่นสนุกไปด้วยกัน”

คำบอกเล่าของคุณเก่ง ทำให้ภาพของห้องหับพิเศษในส่วนอื่นๆเช่นโรงยิม โรงภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งห้องดนตรี ดูสมเหตุสมผลกับการมีอยู่ในอาคารสำนักงานใหญ่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น

บรรยากาศภายใน DTGO CampUs สะท้อนภาพเสมือนการใช้ชีวิตหลังรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างสวยงามสมชื่อ แม้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และกิจกรรมสนุกสนานอาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงผลิตภาพในการทำงาน แต่หากผลลัพธ์ในอนาคตปรากฏขึ้นตามความตั้งใจของผู้เกี่ยวข้อง เราคงได้เห็นตัวอย่างของความยั่งยืนอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่เฮลท์ตี้จากเหล่าผู้ใช้งานเฮดควอเตอร์แห่งนี้ได้อย่างแน่นอน

Project Name: DTGO CampUs
Architect: D T DESIGNS
Completion Year: 2023
Location: Bang Phli, Samut Prakan
Area: 20,000 sq.m.
Photo: Tanatip Chawang

Picture of Heamarat Chimchavee

Heamarat Chimchavee

สถาปนิกจำเป็น ที่ทำงานออกแบบเป็นงานอดิเรก มีความสนใจในการทำความเข้าใจแนวคิดและที่มาของงานออกแบบต่าง ๆ ที่พบเจอ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading