Rehabilitation Home for Children (whose Parents are in Institutions):
Neuroarchitecture ที่ช่วยดูแลเด็กๆแทนพ่อแม่ในเรือนจำ

แม้การดูแลลูกเล็กเด็กแดงจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นหลัก แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราในสังคมเองก็มีส่วนสร้างผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย หากไม่ใช่ทางตรง อย่างน้อยก็มีส่วนในทางอ้อม เยาวชนกลุ่มเปราะบางในบ้านเรานั้นมีมากมายกระจัดกระจายที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่เชื่อว่าคงมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ผู้คนส่วนมากอาจมองข้ามไป ซึ่งก็คือกลุ่มเด็กๆที่ไม่สามารถได้รับการดูแลจากครอบครัวได้ เนื่องจากพ่อแม่ของพวกเขาอยู่ในเรือนจำนั่นเอง

อัจฉรียา ธาราประเสริฐ หรือน้องเฟิส บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรมีความสนใจในการออกแบบสถาปัตกรรมที่มีส่วนช่วยในการเยียวยาและฟื้นฟูเด็กกลุ่มที่เรากล่าวถึงเมื่อข้างต้น เมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำโปรเจ็คต์วิทยานิพนธ์ก่อนจบของตัวเอง เธอจึงเลือกประเด็น Rehabilitation Home for Children (whose Parents are in Institutions) สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กที่ผู้ปกครองอยู่ในเรือนจำ มาเป็นหัวข้อในการออกแบบ

หลังจากการศึกษาพฤติกรรมของ users ของเธอแล้ว เฟิสก็สามารถจำแนกกลุ่มผู้ใช้งานออกมาได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ ประเภทแรกคือกลุ่มเด็กที่พร้อมปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างไม่ฝืนใจนัก และอีกกลุ่มคือกลุ่มเด็กผู้ถูกกระทำที่ผ่านความรุนแรงมาก่อน ซึ่งอาจต้องได้รับการบำบัดที่โรงพยาบาลแล้วจึงจะสามารถย้ายเข้ามายังศูนย์แห่งนี้ได้ แน่นอนว่าเด็กกลุ่มหลังนี้คงยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมใหม่มากนัก ด้วยเหตุนี้เฟิสจึงตั้งธงให้แนวทางการบำบัด CBT หรือการปรับ core believe ของเด็กเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาโปรเจ็คต์

การศึกษา users ทั้งหมดทั้งมวลนำทางเฟิสไปสู่การประยุกต์องค์ความรู้บางส่วนจากหลักการการออกแบบ Neuroarchitecture หรือสถาปัตกรรมสมองมาใช้ในวิทยานิพนธ์ของเธอ โดยหลักใหญ่ใจความแล้วเฟิสให้ความสำคัญกับเรื่องของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ความสุนทรีย์ของเสียง (ในกรณีนี้เฟิสอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นเสียงที่มาจากเครื่องเล่นบางส่วนในสนามเด็กเล่นของเธอ) และการเลือกใช้สีสัน เมื่อได้คีย์เวิร์ดทั้งสามมาแล้วจึงค่อยต่อยอดไปถึงการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กต่อไป

จากปัจจัยเหล่านี้เอง ทำให้เมื่อถึงคราวต้องเลือกไซต์ เฟิสจึงลงเอยที่เกาะบางกะเจ้าเนื่องจากเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวเมือง โดยที่ดินแปลงถูกเลือกนั้นเป็นที่ดินที่มีร่องสวนอยู่ถึง 3 จุดด้วยกัน ที่ดินผืนนี้อยู่ห่างจากโรงเรียนในชุมชนเพียง 300 เมตร รวมถึงยังมีศูนย์ฝึกศิลปะหัตถกรรมเพื่อให้เด็กสามารต่อยอดและฝึกอาชีพอยู่ไม่ไกลจากอาณาบริเวณอีกด้วย

เฟิสให้เหตุผลที่เธอจงใจเลือกที่ดินพร้อมร่องสวนมาเป็นไซต์และไม่คิดจะถมดินปรับพื้นที่กับเราไว้ว่า ลักษณะของร่องสวนนั้นทำให้พื้นที่ทางธรรมชาติมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่ดิน ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ แต่ยังมีสายน้ำ ด้วยเหตุนี้เธอจึงคิดว่าน่าจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กมาที่ธรรมชาติในศูนย์ได้เป็นอย่างดี

การจัด zoning ภายในโครงการหลักๆถูกแบ่งออกเป็นสามโซนด้วยกัน ได้แก่โซนที่เฟิสเรียกว่า active zone ซึ่งเป็นยูนิตพักอาศัยของเด็กๆที่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆได้ไม่ยาก ส่วนในโซนที่สองนั้นจะเป็นโซนที่เธอเรียกว่า passive zone โดยมีไว้เพื่อยูนิตพักอาศัยสำหรับเด็กๆที่ยังมีปัญหากับการผูกมิตร และโซนสุดท้ายคือ co-working space ซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้เด็กๆได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันนั่นเอง

หากลองเจาะลงไปที่รายละเอียดในแต่ละโซน โดยเริ่มจาก active zone เป็นบริเวณแรก เราจะเห็นว่าสิ่งที่ถูกเน้นในการออกแบบกลุ่มอาคารบริเวณนี้คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ ชานขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อแจกจ่ายผู้อยู่อาศัยเข้าสู่ที่พักแต่ละยูนิต ซึ่งเป็นมิตรต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานต่อผู้ใช้งาน และผู้ใช้งานต่อธรรมชาติโดยรอบ รวมถึงยังมีสนามเด็กเล่นและพื้นที่สนุกๆให้เด็กได้เล่นโคลนซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการเลือกไซต์อยู่บนเกาะบางกะเจ้าเลยทีเดียว

สำหรับการคัดเด็กเข้าพักในแต่ละยูนิตจะถูกแบ่งออกตามช่วงวัย ได้แก่วัย 0-1 ปี ซึ่งยังต้องได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด วัย 1-3 ปีและ 3-6 ปี เป็นช่วงวัยที่กำลังเล่นซนพร้อมเรียนรู้ และสุดท้ายคือกลุ่มเด็กโตที่สุดในศูนย์ ซึ่งก็คือ 6-12 ปีขึ้นไป โดยการวางผังในบริเวณนี้ เฟิสใช้วิธีจัดวางบ้านพักเด็กโต ล้อมบ้านพักเด็กเล็กไว้ และให้ผู้ดูแลอาศัยอยู่ที่ยูนิตตรงกลาง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ดูแลเด็กๆอย่างทั่วถึง

สำหรับ passive zone นั้น แม้จะเป็นโซนพักอาศัยเช่นเดียวกัน แต่ที่พักในบริเวณนี้จะมีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบกว่า active zone มาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กที่ยังมีปัญหากับการปรับตัวค่อยๆพัฒนา social skills ของพวกเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะเน้นการทำกิจกรรมในยูนิตของตัวเองเป็นหลัก แต่ก็ยังมีระเบียงซึ่งมีขนาดเป็นเท่าตัวของพื้นที่พักอาศัยด้านใน เพื่อให้ users ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติภายนอกได้จากในขอบเขตของที่พักตัวเอง โดยแต่ละยูนิตนั้นจะถูกคั่นด้วยต้นไม้ เพิ่มความเป็นส่วนตัวและเสริมสร้างความใกล้ชิดธรรมชาติให้มากมากขึ้น

ในโซน co-working space เฟิสแบ่ง sub-function ของพื้นที่บริเวณนี้ออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่บริเวณสำหรับการเรียนรู้ ประกอบด้วยห้องคอมพิวเตอร์และห้องสมุด บริเวณสำหรับการทำงาน บริเวณเอนกประสงค์ที่สามารถรองรับเด็กจำนวนทั้งโครงการได้ในกรณีที่ต้องการจัดกิจกรรมรื่นเริงหรือกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เป็นกลุ่มใหญ่ และสุดท้าย บริเวณแปลงเกษตร ซึ่งต้นไม้ที่จะถูกนำมาให้เด็กๆปลูกก็ล้วนเป็นต้นไม้พื้นถิ่นของบางกะเจ้าทั้งสิ้น

เรื่องวัสดุที่เลือกใช้นั้นก็ถือเป็นจุดใส่ใจที่สำคัญของโครงการอีกหนึ่งจุดเช่นกัน เฟิสบอกกับเราว่าเนื่องจากเธอร่ำเรียนมาในสาขาสถ.ไทย เรื่องของการสร้างสถาปัตยกรรมกรรมที่กลมกลืนกับชุมชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเหตุนี้ไม้และอิฐบล็อกจึงเป็นวัสดุหลักที่ถูกเลือกใช้กับทั้งโครงการ

สำหรับการออกแบบช่องเปิดของอาคารต่างๆในโปรเจ็คต์นี้ก็ได้รับการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน เนื่องจากการเชื่อมต่อกับธรรมชาตินั้นถือเป็นจุดประสงค์สำคัญของโครงการและ users ส่วนมากก็ยังเป็นเด็กน้อย การออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถมองทะลุออกนอกอาคารได้จากทุกระดับสายตาจึงเป็นสิ่งที่เฟิสให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นมองผ่านหน้าต่างที่อยู่สูงขึ้นไป หรือผ่านอิฐบล็อกช่องลมที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำลงมาหน่อย แต่เฟิสเล่าเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นนี้เธอยังไม่แน่ใจนักว่าจะสร้างผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน เนื่องจากหลังการพรีเซ็นต์ เธอได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ให้ระมัดระวังเรื่องการมองทะลุถึงด้านในตัวอาคารมากกว่านี้เนื่องจากผู้ใช้งานล้วนเป็นเยาวชน

แม้ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน อาจยังไม่สามารถทำให้โปรเจ็คต์ขนาดใหญ่เช่นนี้สมบูรณ์แบบได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าสำหรับเราแล้ว นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคิดหาวิธีดูแลสังคมตามแบบฉบับของสถาปนิก “It takes a village to raise a child” คือคำกล่าวหนึ่งที่เริ่มได้ยินกันบ่อยขึ้นในระยะหลัง ซึ่งเราเองก็เชื่อเหลือเกินว่าเป็นจริงตามนั้น จนเป็นเหตุให้เราตัดสินใจเลือกโครงการของเฟิสมาเล่าให้ฟังกันในวันนี้

Designer: อัจฉรียา ธาราประเสริฐ (achareeya2424@gmail.com)

Picture of Heamarat Chimchavee

Heamarat Chimchavee

สถาปนิกจำเป็น ที่ทำงานออกแบบเป็นงานอดิเรก มีความสนใจในการทำความเข้าใจแนวคิดและที่มาของงานออกแบบต่าง ๆ ที่พบเจอ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า
Writer