Daisuki (ไดสุกิ ) เทคนิคตัดไม้จากต้น ทำซุงโดยที่ไม่ต้องโค่นรูปแบบการปลูกป่าอย่างยั่งยืนจากญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าป่าไม้จะถูกจัดอยู่ในประเภททรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสร้างทดแทนได้ แต่คงจะดีกว่าถ้าพิจารณาเลือกวิธีการใช้และการสร้างทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อรักษาหนึ่งในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันสำคัญที่สุดของมนุษย์ ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดร้อยปีที่แล้ว จากปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรไม้สนสุกิในกรุงโตเกียว ชาวญี่ปุ่นใช้ความเข้าใจในธรรมชาติอย่างถ่องแท้มาสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไดสุกิ (Daisugi, 台杉) หรือ ต้นสนยกพื้น วิธีการผลิตไม้ซุงดั้งเดิมของญี่ปุ่นซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคการปลูกป่าสนทำไม้ซุงอย่างยั่งยืนที่สุดวิธีหนึ่งเลยทีเดียว

พิธีชงชา สู่การทำไม้ซุงไดสุกิ

ย้อนไปในสมัยเซ็งโงกุ (Sengoku period ค.ศ. 1467–1615) ณ เมืองหลวงกรุงเกียวโต ท่ามกลางสงครามกลางเมืองอันนองเลือด พิธีชงชาญี่ปุ่นหรือชะโนยุ (Chanoyu, 茶の湯) ได้แพร่หลายในหมู่พระนิกายเซนและซามูไรด้วยจุดประสงค์ต่างกัน พระนิกายเซนดื่มชาเพื่อสุขภาพพร้อมแสวงหาความสงบอันเรียบง่าย ส่วนซามูไรนอกจากจะสะท้อนปรัชญาบูชิโดแล้วยังใช้การชุมนุมชาเพื่อการสังคมและขยายอิทธิพลทางการเมือง ห้องจิบชาหรือชาชิสึ (Chashitsu, 茶室) ถูกสร้างขึ้นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัสดุก่อสร้างหลักอย่างไม้สนสุกิ ซึ่งพบได้ตามแถบเมือกเขาคิตายามะทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต (ต้นสนซีดาร์ญี่ปุ่น, Japanese Cedar ชื่อวิทยาศาสตร์: Cryptomeria japonica) นอกจากนี้ความลาดชันของภูมิประเทศยังเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวไม้ซุงและการขนส่ง รวมไปถึงการปลูกทดแทนตลอดจนการดูแลรักษาต้นอ่อน จนนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคการทำไม้ซุงไดสุกิในที่สุด

ไดสุกิ แปลตรงตัวว่า ต้นสนยกพื้น เป็นเทคนิคการเก็บเกี่ยวไม้ซุงโดยเฉพาะพันธุ์ไม้สนสุกิ เป็นวิธีตัดแต่งต้นไม้ให้ฐานแผ่กว้างสำหรับให้หน่ออ่อนจำนวนมากแทงยอดตั้งตรง จากนั้นจึงเลือกตัดเฉพาะเรือนยอดมาใช้แทนที่จะตัดไม้ทั้งต้น ยอดที่งอกขึ้นมาจะได้รับการคัดเลือกเฉพาะต้นอ่อนที่แข็งแรง จากนั้นจะได้รับการตัดแต่งอย่างพิถีพิถันทุกสองปีเหลือไว้เพียงกิ่งก้านส่วนบนทำให้ลำต้นใหม่งอกสูงตั้งตรง ไม้ซุงไดสุกิมีรอบเก็บเกี่ยวทุก 20 ปี สนสุกิบางต้นสามารถงอกหน่ออ่อนได้กว่า 100 หน่อในรอบเดียว

ฐานของต้นสนสุกิหรือเรียกว่า Mother Cedar Tree ยังมีอายุยืนหลายร้อยปี ต้นแม่ต้นเดียวสามารถให้ผลผลิตไม้ซุงได้หลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว นอกจากนี้กรรมวิธีไดสุกิเป็นการขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนต่างๆของลำต้น หรือเรียกว่า การขยายพันธุ์แแบบไม่อาศัยเพศ (Vegetative Propagation) จึงสามารถคัดเลือกและควบคุมคุณภาพของต้นที่จะใช้เป็นต้นแม่ได้ ไดสุกิจึงเป็นเทคนิคที่ช่วยเร่งวงจรการเก็บเกี่ยว เพิ่มผลผลิต ประหยัดเวลาและพื้นที่ พร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม้ซุงที่ผลิตได้จากกรรมวิธีไดสุกิเรียกว่า ทะรุคิ (Taruki) มีลักษณะกลมตั้งตรงสวยงามปุ่มตาน้อย เนื้อแน่นและยืดหยุ่นได้ดี นิยมนำมาใช้เป็นเสาของช่องโทะโกะโนะมะ คาน ฝ้า และหลังคาของห้องจิบชาเป็นหลัก

ตัดกับบั่นยอด ความคล้ายที่แตกต่าง

เทคนิคไดสุกิคล้ายกับการทำไม้ตัดเรือนยอดในยุโรปเรียกว่า Pollarding หรือ Coppicing เพียงแต่สองวิธีข้างต้นถูกนำมาใช้กับพันธุ์ไม้บางชนิดเช่น เมเปิล เอลม์ อัลเดอร์ โอ๊ค หรือ แอชในวิธี Pollarding และยูคาลิปตัส โอ๊คแดง ฮาเซล หลิวในวิธี Coppicing เป็นต้น เมื่อต้นไม้โตได้ความสูงที่ต้องการแล้วทำการตัดเรือนยอดโดยเลือกตัดเฉพาะกิ่งย่อย และตัดแต่งในตำแหน่งเดิมทุกๆปีในช่วงฤดูหนาวที่ต้นไม้ชะลอการเจริญเติบโต เป็นการคุมความสูงของต้นไม้และลดความกว้างของทรงพุ่ม นอกจากนี้ยังได้ไม้มาใช้ทำฟืนหรืองานไม้ขนาดเล็กอีกด้วย โดยวิธี Pollarding จะตัดยอดสูงจากระดับพื้นประมาณ 2-5 เมตร ในขณะที่ Coppicing เป็นการตัดเสมอระดับดิน ทั้งนี้วิธีการตัดเรือนไม้ทั้งสองวิธีนั้นมีข้อจำกัดทั้งด้านวิธีการและพันธุ์ไม้ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ต่างจากการ บั่นยอด (Tree topping) โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านพันธุ์ไม้ ทำให้ต้นไม้อ่อนแอและเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นการตัดแต่งที่ส่งผลเสียต่อภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อม

ห้องชงชาแห่งตำหนักชมจันทร์

ตรงข้ามแม่น้ำคัตสึระ ทางตะวันตกของเมืองเกียวโต เป็นที่ตั้งของพระตำหนักคัตสึระ (Katsura Rikyū Imperial Villa) หนึ่งในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมชิ้นสำคัญของญี่ปุ่น สร้างขึ้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยเจ้าชายฮาจิโจ โทชิฮิโตะ (Prince Hachijō Toshihito, ค.ศ.1579–1629) ชื่อคัตสึระมาจากชื่อต้นไม้วิเศษที่ขึ้นบนดวงจันทร์ตามนิทานพื้นบ้านชาวจีน พระตำหนักแห่งนี้จึงสามารถเห็นพระจันทร์ได้ชัดเจน และจะทวีความงามมากขึ้นเมื่อพระจันทร์เคลื่อนผ่าน ภายในพระตำหนักผสมผสานองค์ประกอบของศาสนาพุทธชินโตและพุทธเซนเข้าไว้ด้วยกันผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม เรือนชงชา และสวนที่สะท้อนหลักปรัชญาทางสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นออกมาได้อย่างงดงามที่สุดแห่งหนึ่ง

ภายในพระตำหนักคัตสึยะอันโอ่อ่า เรือนมุงฝางหลังเล็กตั้งอยู่ริมทะเลสาบล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ โชคิน เทอิ (Shokin-tei) เรือนชงชาที่สำคัญที่สุดจากทั้งสี่เรือนชงชาภายในพระตำหนักคัตสึระ มีรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายตามหลักวะบิ สะบิ ร่วมกับเอกลักษณ์เฉพาะอย่างประตูโชจิลายตารางหมากรุกสีน้ำเงินขาว ชื่ออาคารโชคินมาจากเสียงของเครื่องดนตรีโคโตะและเสียงลมพัดหวิวผ่านทิวต้นสน ทางเข้าอาคารมีขนาดเล็กเพื่อให้ผู้เข้าร่วมไม่สามารถนำดาบเข้าไปได้ นอกจากนี้การบังคับให้โก้งโค้งเป็นการลดอัตตาหรือตัวตนก่อนเข้าร่วมพิธี บานประตูเลื่อนโชจิเปิดออกให้ผู้มาเยือนชมทิวทัศน์ที่แตกต่างกันทั้งทางทิศเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก รับทิวทัศน์ดอกซากุระบานในหน้าร้อนและฤดูใบไม้ผลิ และชมความงามของวิวพระจันทร์สะท้อนทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงโดยมีสันเขาที่สวยงามเป็นฉากหลัง

ไดสุกิ หรือสนยกพื้น เป็นการนำความเข้าใจในธรรมชาติมาผสมผสานกับภูมิปัญญา ไม่เพียงแต่สามารถผลิตไม้ซุงทดแทนได้เพียงพอแล้ว ยังสามารถคัดสรรคุณภาพ พร้อมกับประหยัดงบประมาณและเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าไดสุกิจะสามารถนำมาใช้กับต้นไม้ได้แค่บางพันธุ์ แต่กระบวนการคิดซึ่งนำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

Picture of Panon Sooksompong

Panon Sooksompong

สถาปนิกที่หลงใหลในการค้นคว้าสู่นักเขียนผู้ถ่ายทอดเรื่องราว จากกองหนังสือที่เอามารองนอน ตอนนี้ได้ฤกษ์จะถูกหยิบมาเปิดอ่านไปพร้อมกัน
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading