Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
การออกแบบบนพื้นฐานความชัดเจนในตัวตนของแบรนด์เนมระดับโลกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่ การรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเชนโรมแรม BVLGARI ที่แตกไลน์ธุรกิจออกมาจากแบรนด์เครื่องประดับที่ใครหลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หากไม่เคยใช้เอง อย่างน้อยก็คงต้องเคยได้ยิน
น้องฟ้า อภิสร ขันดี บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชื่นชอบเครื่องประดับเป็นการส่วนตัวจึงหยิบยกเอาหัวข้อ 400 Rooms 5 Star Hotel โรงแรม 5 ดาว 400 ห้อง ซึ่งมิได้เป็นเพียงการสมมุติแบรนด์ขึ้นมาเอง แต่เป็นการนำเอาเชน BVLGARI Hotel มาพัฒนาต่อขึ้นเป็นวิทยานิพนธ์ของเธอ
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เราเอ่ยถามทันทีที่เปิดบทสนทนาคือ เหตุใดจึงเป็นแบรนด์ BVLGARI? เดิมทีเราเคยแอบคิดเออออเอาเองว่าฟ้าน่าจะเป็นแฟชันนิสตาที่เป็นสาวกของเครื่องประดับแบรนด์เนมและมีไอเท็มสุดไฮเอนเก็บไว้หลายชิ้นไม่ผิดแน่ แต่แท้จริงแล้วเราเดาผิดไปไกลพอสมควร
ฟ้าบอกกับเราว่าแม้ไม่เคยเป็นลูกค้าด้วยตัวเอง แต่เธอก็รู้จักแบรนด์นี้มานานแล้วเนื่องจากมีความชื่นชอบในเครื่องประดับ ทว่าการชอบในที่นี้มิใช่เพียงแค่ดูว่าสวยหรือไม่สวยอย่างไร หากแต่ยังหมายรวมไปถึงการสนใจในเรื่องราวของเหมืองเพชรเหมืองพลอย สายแร่ ไปจนถึงกรรมวิธีการผลิตตลอดกระบวนการ
จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของแบรนด์ทำให้ฟ้าได้ทราบว่า BVLGARI นั้นมีต้นกำเนิดขึ้นในปี 1880 ที่กรุงโรม โดยเริ่มเดินก้าวแรกจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการสร้างสรรค์เครื่องเงิน และออกคอลเลคชั่นสร้างชื่อไปทั่วโลกในปี 1940 ภาพใต้ชื่อ Serpenti ซึ่งเป็นการออกแบบลวดลายโดยยืมเอาแรงบันดาลใจมาจากงูนั่นเอง หลังจากนั้น BVLGARI ก็เริ่มแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เช่นแว่นตาหรือเครื่องหอม กระทั่งในที่สุดเมื่อเข้าสู่ปีค.ศ.2000 BVLGARI ก็ได้ก้าวกระโดดจากวงการแฟชั่นสู่วงการโรงแรมห้าดาวโดยเริ่มต้นที่มิลานเป็นแห่งแรก จนปัจจุบันมีสาขาอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก ทว่าน่าเสียดายที่กรุงเทพมหานครยังไม่ใช่หนึ่งในนั้น
เมื่อต้องลงลึกศึกษาจากสาขาอื่นๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฟ้าก็พบว่าเกณฑ์การเลือกไซต์ข้อสำคัญที่นอกเหนือไปจากความมีสีสันของตัวเมืองแล้ว BVLGARI ยังมีความตั้งใจที่จะกำหนดโลเคชั่นไว้ภายในเขต CBD และอยู่ติดพื้นที่สีเขียวของเมืองด้วย ซึ่งนอกจากจะมีกลิ่นอายที่ชัดเจนของสถาปัตยกรรมอิตาเลียนปรากฏอยู่บนตัวอาคารแล้ว แต่ละสาขายังมีการนำเอาศิลปะท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานเพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับที่ตั้งอันเฉพาะเจาะจงอีกด้วย และอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือแท้จริงแล้วความเกี่ยวโยงระหว่างแบรนด์ BVLGARI กับงานสถาปัตยกรรมนั้นเริ่มต้นมาก่อนการเกิดของเชนโรงแรมห้าดาวที่ว่าเสียอีก ฟ้าให้ข้อมูลกับเราว่าตั้งแต่ไหนแต่ไร เครื่องประดับของ BVLGARI มักถูกดีไซน์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ศิลปะแห่งอิตาลี แม้กระทั่งเอกลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมก็ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเครื่องเงินเช่นกัน
จากข้อกำหนดตาม fact sheet ของแบรนด์ที่กล่าวถึงไปเมื่อข้างต้นนั้นทำให้ฟ้าเลือกเอาที่ดินผืนหนึ่งบนถนนวิทยุมาเป็นไซต์สำหรับโครงการวิทยานิพนธ์ของเธอ โดยลักษณะเด่นของไซต์นั้นคือการหันหน้าเข้าหาสวนลุมพินีรวมถึงยังมีสวนเบญจกิตติอยู่ทางด้านหลังถัดไปอีกบล็อก โดยเธอมีความตั้งใจที่จะใช้โครงการของเธอเป็นตัวเชื่อมพื้นที่สีเขียวทั้งสองสวนเข้าด้วยกัน
คอลเลคชั่น Serpenti คือคอลเลคชั่นที่ฟ้าหยิบมาเป็นจุดโฟกัสในชิ้นงานของเธอ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Garden of Wonders” โดยจุดเด่นที่คงจะสะดุดตาผู้คนก่อนเป็นสิ่งแรกคงหนีไม่พ้นฟาซาดแสนแฟนซีของตัวอาคารนั่นเอง ลวดลายที่เกิดขึ้นนั้นแท้จริงแล้วเป็นการประสานกันของจุดเด่นในคอลเลคชั่น Serpenti และสัญลักษณ์แห่งแฟชั่นไทยอย่างผ้าสไบนั่นเอง
สถาปัตยกรรมโดยรวมถูกออกแบบให้มีสามส่วน คือส่วนฐาน ส่วนตัว และส่วนหัว นอกจากนี้ยังมีการเน้นเส้นตั้ง และจัดวางหน้าต่างในสัดส่วน 2:6 (กว้าง:สูง) ตาม proportion ของสถาปัตยกรรมสไตล์ Italian Contemporary ที่ฟ้าศึกษามาเพิ่มเติมอีกด้วย โดยหากดูกันจากรูปทรงของอาคารและ diagram อธิบายประกอบแล้วนั้น คงจะพอเข้าใจกันได้ไม่ยากว่าฟ้าตั้งใจออกแบบให้ตึกออกมาเป็นลักษณะขั้นบันได โดยมีพื้นที่สีเขียวเรียงอยู่ทุกระนาบ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างเซ้นส์ของ green corridor ที่เชื่อมสวนเบญจกิตติเข้ากับสวนลุมพินีนั่นเอง
ส่วนทางด้านในของตัวอาคารนั้น มีการจัดเรียงโปรแกรมอย่างมีที่มาที่ไปและเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งฟ้าบอกกับเราว่าทางแบรนด์นั้นได้ระบุไว้ว่าหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหลักก็คือคุณผู้หญิงวัยภูมิฐานนั่นเอง
สิ่งแรกที่จะได้พบเจอหลังจากเดินเข้าสู่ตัวอาคารคือสวนเล็กๆกลางล็อบบี้ที่ประกอบไปด้วยสายน้ำและต้นไม้ ทั้งนี้สาเหตุที่ฟ้าใส่สวนในร่มเข้ามาก็มิใช่เพียงเพราะรสนิยมส่วนตัวของเธอ หากแต่นี่ยังเป็นวิถีปฏิบัติของแบรนด์ BVLGARI Hotel ในสาขาอื่นๆด้วยเช่นกัน
Flagship Store และ Museum สำหรับจัดแสดงไอเท็มหายากต่างของ BVLGARI คืออีกหนึ่งไฮไลท์ที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือน
นอกจากล็อบบี้ที่ชั้นแรกแล้ว ในส่วนฐานของอาคารยังประกอบไปด้วยโปรแกรมสำคัญต่างๆอีกมากมาย เช่น restaurant, back office หรือ banquet เพื่อให้คนนอกสะดวกต่อการเข้าถึงและไม่ขึ้นไปรบกวนโซนไพรเวทสำหรับแขกที่เข้าพักในโรงแรมนัก
เมื่อขยับขึ้นมาที่ส่วนกลางของตัวอาคารบนชั้น 7 และ ชั้น 8 ไฮไลท์ฟีเจอร์ที่เห็นจะโดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นสระว่ายน้ำที่หันหน้าไปทางสวนลุมพินี แต่นอกจากส่วนนี้แล้ว ภายในบริเวณยังมีทั้งสปา ทั้งฟิตเนส ห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ รวมถึง retail ต่างๆอย่าง hair studio หรือ nail salon ให้คุณผู้หญิงซึ่งเป็นแขกกลุ่มหลักของโรงแรมได้เข้ามาใช้บริการเช่นกัน
เมื่อขยับขึ้นมาถึงส่วนบนของอาคารก็จะได้พบกับ private zone สำหรับแขกผู้เข้าพัก โดยชั้น 10-25 นั้นจะถูกเติมเต็มด้วย Standard Room ทั้งหมด ถัดขึ้นมาหน่อยบนชั้น 26-28 ก็จะเป็นส่วนของ Deluxe Room ซึ่งมีพื้นที่ภายในห้องกว้างขวางขึ้นมาอีกระดับ และในที่สุด ชั้น 29-30 ก็จะเป็นชั้นสำหรับห้อง Suite นั่นเอง
ด้วยความละเอียดอ่อน ฟ้าได้ใส่พื้นที่อย่างห้องประชุม หรือบริเวณนั่งเล่นไว้ที่ส่วนกลางของสองชั้นสุด exclusive นี้เพื่อให้ผู้เข้าพักซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิงได้ใช้งานในกรณีที่ต้องการนัดคนนอกเข้ามาเจรจาธุรกิจอย่างเป็นส่วนตัวโดยไม่ต้องเชิญเข้าห้องพักให้เกิดความอึดอัดแต่อย่างใด
ตั้งแต่ชั้น 31 เป็นต้นไปจะเป็นชั้นสำหรับแขก VIP ที่มีทั้งสระว่ายน้ำไพรเวทซึ่งมองเห็นได้ไกลถึงสวนเบญจกิตติ และ Rooftop Bar and Restaurant นั่นเอง โดยฟ้าตั้งใจจัดวางให้พื้นที่ในส่วนของ Bar อยู่ทางฝั่งตะวันตกเนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ถูกใช้งานในช่วงเย็นเป็นหลัก การมองพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าน่าจะเป็นหนึ่งในความสุนทรีย์สำหรับ users ในขณะที่ร้านอาหารก็จะหันไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นวิวเมืองได้อย่างกว้างไกล
การได้เห็นของสวยของงามระหว่างการพรีเซ็นท์ทำให้เราเกิดความเพลิดเพลินใจดีทีเดียว สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับฟ้าที่เราคิดว่าน่ารักไม่น้อยเลยคือความฝันเล็กๆที่เธอเล่าให้เธอฟัง ฟ้าบอกอย่างอารมณ์ดีว่าสักวันหนึ่งก็อยากจะลองเป็น Wedding Planner กับเขาดูบ้าง แน่นอนว่าครั้งแรกที่เราได้ยินประโยคนี้ก่อนจบการสนทนา เราไม่เข้าใจความเชื่อมโยงจากการเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปสู่การเป็น Wedding Planner แม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อฟ้าขยายความเพิ่มเติมว่า เธอทั้งชอบโรงแรม และชอบเครื่องประดับ การเป็น Wedding Planner จึงน่าจะเป็นอาชีพที่สามารถเอื้ออำนวยให้เธอได้วนเวียนอยู่กับทั้งสองความชอบนั่นเอง แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้ยังคงเป็นเพียงความฝัน เนื่องจากการทำงานในสายอาชีพสถาปนิกของเธอก็กำลังไปได้สวยดีเชียวล่ะ
Designer: อภิสร ขันดี (fah.apisorn@gmail.com)
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance