The Pritzker Prize 2024: Riken Yamamoto
สถาปนิกหลังสงครามที่รู้ซึ้งถึงความดีงามของการเกื้อกูลในชุมชน

“ทางฝั่งหนึ่งของบ้านผมเป็นโซนสำหรับครอบครัว อีกฝั่งเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ ส่วนตัวผมน่ะ นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองฝั่ง”

ประโยคของคุณริเคน ยามาโมโตะที่กล่าวถึงบ้านในวัยเด็กของเขาในช่วงยุคหลังสงครามนั้น เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของ architectural philosophy ที่แข็งแรงจนท้ายที่สุดก็ได้กลายมาเป็นพื้นฐานของการสร้างผลงานแต่ละชิ้นของเขา หากจะให้ขยายความอีกสักหน่อยก็คือ ณ เวลานั้น เขาและครอบครัวอาศัยอยู่ในมาจิยะหรืออาคารพาณิชย์ตามฉบับญี่ปุ่น โดยที่บริเวณด้านหน้าของอาคารเปิดเป็นร้านขายยา ส่วนทางด้านหลังคือพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ซึ่งพื้นที่โปรดสำหรับตัวเขานั้นกลับเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างความวุ่นวายและเงียบสงบ

เชื่อว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พี่น้องในวงการสถาปัตยกรรมคงพอได้เห็นโฉมหน้าของผู้ชนะรางวัล Pritzker Prize รายล่าสุดผ่านตากันมาบ้างแล้ว แต่นอกเหนือจากชื่อเสียงเรียงนาม เราจะขออนุญาตพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับปรัชญาที่คุณยามาโมโตะยึดมั่นกันสักหน่อย

คุณยามาโมโตะมิได้เป็นเพียงสถาปนิกที่ตั้งหน้าตั้งตาเสกความสวยงามให้สิ่งปลูกสร้างอย่างที่คนทั่วไปมักวาดภาพเมื่อนึกถึงการทำงานของสถาปนิก ทว่าเขากลับให้น้ำหนักกับการจัดการความพันธ์ระหว่างพื้นที่ private และ public เป็นหลักใหญ่ ผลงานทุกชิ้นของเขา ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ต่างก็สร้างการเชื่อมต่อให้ชุมชนกลายเป็นชุมชนที่กลมเกลียวขึ้นได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งการสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความรื่นรมย์ส่วนตัวของผู้ใช้งานอาคาร แต่กลับมีผลลัพธ์ขยายใหญ่ไปถึงระบบโครงสร้าง การวางผังเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการเมืองเลยทีเดียว

“sense of sharing one space” คือวลีที่คุณยามาโมโตะใช้นิยามถึงคำว่าชุมชนในมุมมองของเขา ด้วยแนวคิดอันแข็งแรงและการนำมาใช้อย่างเคร่งครัดนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างโซน private และ public ในงานแต่ละชิ้นนั้นถูกเบลออย่างนุ่มนวลไร้รอยต่อ สภาพแวดล้อมใหม่จากฝีมือการออกแบบของคุณยามาโมโตะได้สร้างความเกื้อกูลกันในชุมชนโดยปราศจากการยัดเยียดโดยสิ้นเชิง พฤติกรรมของผู้ใช้งานเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้งานของเขาจึงกลายเป็นดั่งสะพานเชื่อมวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความแตกต่างของเจเนอเรชั่นที่สวยงาม

ย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งปวงในช่วงชีวิตวัยหนุ่ม ในปี 1972 คุณยามาโมโตะใช้เวลาไปกับการเดินทางรอบโลก ไม่ว่าจะเป็นตามแนวชายฝั่งเมดิเตอเรเนียน ฝรั่งเศส สเปน โมรอคโค แอลจีเรีย ตูนีเซีย อิตาลี กรีซ รวมถึงตุรกี ก่อนที่ในอีกสองปีให้หลังเขาจะออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของสเปซอีกครั้งตามเส้นทางสายลอสแองเจลิสสู่เม็กซิโก ไปจนถึงกัวเตมาลา คอสตาริกา โคลอมเบีย จนในที่สุดก็จบที่เปรู

จุดประสงค์ของการเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้ก็เพื่อที่เขาจะได้ทำความเข้าใจกับชุมชน วัฒนธรรม และอารยธรรมนั่นเอง จนท้ายที่สุด ประสบการณ์ที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัสของตัวเองก็ได้ถูกนำมาหล่อหลอมเป็นภาษาอันเฉพาะตัวในงานสถาปัตยกรรมของเขา “หน้าตาของหมู่บ้านอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม แต่ทั่วทั้งโลกมีวิถีการอยู่อาศัยที่ไม่ต่างกันเลย” คุณยามาโมโตะเคยกล่าวถึงการเดินทางของเขาไว้เช่นนี้

หลังจากความคิดตกตะกอน ในที่สุดเขาจึงเริ่มต้นปั้นแนวคิดนี้ขึ้นเป็นรูปธรรมด้วยการออกแบบ GAZEBO บ้านหลังใหม่ของเขาในเมืองโยโกฮาม่าเมื่อปี 1986 ความสามารถในการต้อนรับแขกคนสำคัญของครอบครัวหรือแม้กระทั่งผู้คนที่เดินผ่านไปมาคือเป้าหมายสูงสุดของการสร้างผลงานชิ้นนี้ ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาหรือฟังก์ชันภายในตัวอาคารจะอย่างไร ตามความตั้งใจของคุณยามาโมโตะแล้ว การอนุญาตให้มีทางเดินพาดผ่านที่ดินเพื่อเชื่อมต่อไปยังแปลงข้างเคียงถือเป็นใจความสำคัญ

ปรัญชาเบื้องหลังการสร้างความแข็งแรงให้ community เริ่มพัฒนาจากบ้านหลังเล็กๆ ขึ้นไปสู่สเกลสาธารณะ เช่นอาคาร Hiroshima Nishi Fire Station สร้างขึ้นเมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นโครงการที่น่าหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในกรณีนี้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยรูปลักษณ์ที่โปร่งใส่ไปเกือบทุกซอกทุกมุมทำให้ประชาชนภายนอกสามารถมองเข้ามาเห็นกิจกรรมโดยเฉพาะการฝึกสอนสกิลการทำงานของเหล่านักดับเพลิงได้อย่างชัดเจนจนสามารถทำให้ผู้พบเห็นเหล่านั้นเกิดการตระหนักว่าความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขาจะถูกเฝ้าระวังโดยเหล่าฮีโร่ผจญเพลิงเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

Fussa City Hall ในเขตโตเกียวที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2008 ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการสาธารณะที่แสดงออกถึงความใส่ใจในการใช้สถาปัตยกรรมเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้อย่างชัดเจน แทนที่จะจัดวางทุกโปรแกรมไว้ในอาคารสูงหลังเดียวกัน คุณยามาโมโตะกลับแบ่งโครงการนี้ออกเป็นอาคารที่มีระดับความสูงเพียงปานกลางเป็นสองหลัง ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้อาคารโดยรอบที่ล้วนเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดเตี้ยถูกความสูงเกินพอดีข่มเอาแล้ว ที่บริเวณส่วนล่างของโครงการนั้นยังมีพื้นที่สำหรับให้ผู้คนเข้ามาเอนกายพักผ่อนอย่างสมศักดิ์ศรีศาลาว่าการของเมืองอีกด้วย

แนวคิดการใช้สถาปัตยกรรมสร้างความสัมพันธ์ให้ผู้คนในชุมชนของคุณยามาโมโตะเริ่มขยับขยายใหญ่ขึ้นตามกาลเวลาและความชำนาญที่สั่งสม กระทั่งในที่สุดเมื่อปี 2010 เขาก็ได้ออกแบบวิถีชีวิตใหม่ให้ผู้คนในชุมชนหนึ่งผ่านผลงาน Pangyo Housing ณ เมือง Seongnam ประเทศเกาหลีใต้ บริเวณชั้นล่างของโครงการที่อยู่อาศัย low-rise จำนวน 9 บล็อกนี้ไม่เพียงแต่ถูกออกแบบให้มีซอกซอยเชื่อมโยงถึงกันและกันตามแบบฉบับดั้งเดิมของคุณยามาโมโตะเพียงเท่านั้น ทว่า deck บนชั้นสองที่เหล่าเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาใช้งานร่วมกันได้ก็ยังทำให้การพบปะสังสรรค์ระหว่างคนในชุมชนเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งอีกด้วย

โครงการเหล่านี้เป็นเพียงความดีงามแค่บางส่วน ผลงานที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของของคุณยามาโมโตะยังมีอีกมากมายให้ศึกษาจนเราไม่สามารถหยิบยกมาเล่าได้ทั้งหมดในบทความเดียว

“คุณยามาโมโตะพัฒนาภาษาสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงแค่สร้างพื้นที่ให้แต่ละครอบครัวได้อยู่อาศัย แต่ยังสร้างสเปซให้คนในชุมชนได้ใช้งานร่วมกัน” คุณ Tom Pritzker ประธานมูลนิธิ Hyatt ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงานประกาศรางวัลกล่าวถึงตัวตนในงานของคุณยามาโมโตะ “งานของเขาเชื่อมโยงสังคมเข้าด้วยกันเสมอ ทั้งปลูกฝังความเอื้ออาทรและให้ค่ากับห้วงเวลาในชีวิตของมนุษย์”

หลังจากคลุกคลีอยู่ในวงการสถาปัตยกรรมมานานถึง 5 ทศวรรษเต็ม ผลงานของคุณยามาโมโตะก็กระจายตัวรับใช้ผู้คนอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ห่างไกลจากเกาะญี่ปุ่นไปถึงเกือบหมื่นกิโลเมตร ตั้งแต่โปรเจ็คต์ขนาดเล็กอย่างที่พักอาศัย ขยับขึ้นไปใหญ่โตจนถึงงานวางผัง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่กังขาเลยสักนิดว่าเหตุใดเขาจึงได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้มาครอบครอง

“สำหรับผม การตระหนักรู้ถึงสเปซหมายถึงการตระหนักรู้ถึงชุมชนทั้งหมด ผมเข้าใจดีว่าวิธีการทางสถาปัตยกรรมในปัจจุบันนั้นเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้การปฏิสัมพันธ์ในสังคมลดลงไปเรื่อยๆ แต่ที่จริงแล้วเราสามารถเคารพในเสรีภาพของแต่ละบุคคลควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตร่วมกันในพื้นที่สาธารณะได้”

สำหรับเรา วิสัยทัศน์ของคุณริเคน ยามาโมโตะได้ช่วยย้ำเตือนให้กลับมาฉุกคิดถึงมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลังจากที่แอบหลงอยู่ในวังวนของความสวยงามตามรสนิยมอยู่นานทีเดียว

Picture of Jinda Theerachart

Jinda Theerachart

Architect Wannabe
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading