Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
เริ่มเป็นที่ปรากฏชัดมากขึ้นทุกวันว่าปัจจุบันไทยเรานั้นกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์และการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษาสุขภาพทำให้ผู้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรานั้นมีอายุที่ยืนยาวขึ้นเมื่อเทียบกับอายุเฉลี่ยของผู้คนในสมัยก่อน แน่นอนว่าสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับลูกหลาน ทว่าหากก้าวถอยหลังออกมาสักนิดเพื่อมองกันในเชิงสังคม การที่ตัวเลขการเกิดและการตายที่สวนทางกันนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการบริหารจัดการโดยด่วน
น้องแพรว พิชญกานต์ วนิจกิจเกื้อผล บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเติบโตเข้าสู่วัยแบกรับเศรษฐกิจ อาจเป็นเพราะเหตุนี้เธอเองจึงมองเห็นความสำคัญของการหาวิธีรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ แต่เมื่อเห็นว่าปัจจุบันนั้นบ้านเราเริ่มมี Nursing Home สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปอยู่แล้ว แพรวจึงขอเจาะลึกลงอีกนิดกับผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรคอันดับต้นๆที่สร้างความตึงเครียดแก่ผู้ดูแลในครอบครัวได้มากทีเดียว ผลงานวิทยานิพนธ์หัวข้อ Nursing Home for Dementia Elderly สถานบริบาลผู้ป่วยสูงอายุสมองเสื่อม จึงได้รับการริเริ่มขึ้น
ก่อนเข้าสู่รายละเอียดของงานสถาปัตยกรรม พฤติกรรมในระยะต่างๆของโรคนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องศึกษา แพรวให้ข้อมูลกับเราว่าโรคสมองเสื่อมนั้นแบ่งออกได้เป็นสามระดับทางการแพทย์ เริ่มต้นจากระดับ mild โดยผู้ป่วยในระยะนี้ยังสามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ มีเพียงอาการหลงลืมและสับสนเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น ถัดมาคือระดับ moderate ผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืมมากขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงความสามารถในการสื่อสารและทำความเข้าใจก็จะลดลงไปด้วย กระทั่งขยับมาถึงระดับ dementia ผู้ป่วยในระยะนี้ถือว่าอาการหนักจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรด้วยตนเองได้ จึงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
ปัญหาที่หลายครอบครัวประสบกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านที่มีอาการของโรคสมองเสื่อมนั้นคือสมาชิกครอบครัวมักสังเกตอาการได้ช้าจนทำให้ผู้ป่วยทรุดตัวเร็ว ด้วยเหตุนี้แพรวจึงตั้งใจว่าโครงการของเธอจะเป็นโครงการที่ดูแลผู้ป่วยทุกระยะ ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มไปจนถึงวาระสุดท้ายภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเพื่อชะลออาการของโรค โดยมีความสามารถในการรองรับผู้ป่วยระยะแรกได้ 15 ราย ระยะปานกลาง 60 ราย และระยะรุนแรง 25 รายนั่นเอง
สำหรับการเลือกไซต์นั้น ปัจจัยหลักที่แพรวให้ความสำคัญคือต้องอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่ห่างไกลจากโรงพยาบาลจนเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉินหรือยามเกิดเหตุวิกฤต ท้ายที่สุดเธอจึงมาปักหมุดไว้ยังที่ดินขนาดราว 23 ไร่ผืนหนึ่งริมถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชันและเอราวัณปาร์คอเวนิว ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลากหลายแห่ง
โปรแกรมหลักที่แพรวจัดไว้ในโครงการ นอกจากส่วนที่พักอาศัยซึ่งกินพื้นที่ส่วนมากของที่ดินไปนั้น ยังประกอบด้วยส่วนต้อนรับ โซนสำนักงาน โซนสุขภาพ โซนกิจกรรมบำบัดและเดย์แคร์ ส่วนบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และส่วนดูแลหลังการเสียชีวิต
Socialize, Dignity และ Homelike คือสามคีย์เวิร์ดที่สำคัญต่อการออกแบบของแพรว เธอบอกกับเราว่าการปล่อยให้ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่เพียงลำพังนานเกินไป อาจส่งผลให้อาการทรุดลงเร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมและเข้าสังคมอยู่เป็นประจำ ทว่าในขณะเดียวกัน ด้วยอาการของโรคนั้น เมื่อผู้ป่วยควบคุมตัวเองไม่ได้ก็อาจนำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ที่น่าอับอายได้เช่นกัน การจัดเตรียมพื้นที่ส่วนตัวจึงเป็นอีกปัจจัยที่จำเป็น และท้ายที่สุด สถานที่พักอาศัยนั้นต้องสร้างความรู้สึกอบอุ่นสบายใจไม่ต่างกับการอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลายอีกด้วย
แนวคิดทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นเหตุที่นำมาสู่กระบวนการการจัดวางรูปแบบอาคาร หากมองกันจากมาสเตอร์แปลนแล้วจะเห็นได้ว่าท่ามกลางกลุ่มอาคารหลากหลายคลัสเตอร์ จะมีอยู่หนึ่งโปรแกรมที่ถูกจัดวางไว้ตรงกึ่งกลางของโครงการ ซึ่งหากกล่าวให้เข้าใจกันอย่างง่ายๆ อาคารหลังนี้ก็เปรียบเสมือนโปรแกรมที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ป่วยแทบทุกระดับนั่นเอง เนื่องจากประกอบไปด้วยทั้งโซนสำหรับกิจกรรมบำบัดซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยชะลอการทรุดของโรคเช่นธาราบำบัดหรือการบำบัดด้วยแสง รวมถึงพื้นที่ในส่วนเดย์แคร์ด้วยเช่นกัน และสาเหตุที่แพรวเลือกสร้างไว้ตรงถึงกลางโครงการก็เอื้ออำนวยเพื่อให้ผู้ใช้งานจากทุกคลัสเตอร์เข้าถึงได้โดยง่ายนั่นเอง
สำหรับอาคารพักอาศัยนั้น เรามาเริ่มดูกันจากจุดที่เบสิคที่สุดในโครงการอย่างพื้นที่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเพียงระดับแรกเริ่มกันก่อน หากมองกันจากในแปลนแล้วก็คือกลุ่มอาคารที่ถูกไฮไลท์ไว้ด้วยสีเขียวนั่นเอง การวางผังสำหรับบริเวณนี้ดูคล้ายการจัดวางหมู่บ้านเล็กๆ มีพื้นที่อยู่อาศัยล้อมสวนสวยตรงกลางเพื่อให้ทุกคนสามารถออกมาใช้เวลากับพื้นที่ด้านนอกด้วยกันได้ มีเส้นทางการสัญจรอยู่รอบนอก และแพรวก็ไม่ลืมที่จะนึกเผื่อไปถึงการสร้างมุมมองให้ user มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ด้วย
อาคารพักอาศัยยูนิตต่างๆในโซนนี้ถูกจัดให้มีการกระจายตัว เกิดเป็นช่องว่างระหว่างกันทำให้แต่ละยูนิตมี pocket space เป็นของตัวเอง แน่นอนว่าการจัดอาคารในรูปแบบนี้มีส่วนช่วยในเรื่อง ventilation ได้มากทีเดียว ซึ่งการจัดวางที่ไม่แน่นหนาจนเกินไปสำหรับบริเวณนี้ก็เนื่องมาจากแพรวนั้นได้พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยระยะแรกเริ่มยังมีความสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติสุขในช่วงเวลาส่วนมาก
ดีกรีถัดมาเป็นพื้นที่โซนสีเหลือง ซึ่งมีไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลาง อย่างที่เห็นจากแปลนว่าจะมีการกระชับตัวอาคารเข้าหากันมากขึ้น เพื่อให้พื้นที่สัญจรไม่เปิดกว้างสร้างความสับสนจนเกินไป ในขณะเดียวกัน พื้นที่ทางธรรมชาติ ณ ส่วนกลางก็ยังมีอยู่ เพียงแต่การเข้าถึงพื้นที่บริเวณนี้จะไม่อิสระเท่ากับคลัสเตอร์ของผู้ป่วยกลุ่มแรก และเนื่องจากว่าผู้ป่วยที่มีอาการอยู่ในระดับนี้นั้นมีจำนวนค่อนข้างมาก ภายในโซนจึงถูกแบ่งออกเป็นสี่คลัสเตอร์เลยทีเดียว
แม้กล่าวกันในทางการแพทย์แล้ว ระยะของอาการจะแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ แต่แพรวนั้นมีความเป็นห่วงเป็นใยในอาการของผู้ป่วยระดับกลางที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนเข้ามาเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจแยกเป็นโซนสีส้มออกมาอีกหนึ่งคลัสเตอร์ ซึ่งแนวคิดหลักสำหรับโซนนี้คือการนำเอาธรรมชาติเข้ามาไว้ภายในโดยสร้างเป็น open space ขนาดใหญ่กลางอาคาร กลายเป็นส่วนที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายและลดซอกซอยต่างๆเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและการจัดการที่สะดวกสำหรับผู้ดูแลมากขึ้นนั่นเอง
และในที่สุดก็มาถึงส่วนบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งสำหรับเราแล้ว พื้นที่ในโซนนี้ถือได้ว่ามีความแตกต่างจากโซนอื่นๆโดยสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ป่วยนั้นมีอาการหนักและเคลื่อนไหวตัวได้ค่อนข้างน้อยจนต้องอาศัยผู้ดูแลประกบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แพรวจึงเลือกที่จะจัดวางโปรแกรมส่วนนี้ไว้บนชั้นสองและชั้นสามของอาคารหลักทางด้านหน้าโครงการ ห้องพักแต่ละยูนิตมีลักษณะคล้ายห้องพักฟื้นของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งแม้จะจำกัดการเข้าออกเข้มงวดกว่าผู้ป่วยระยะอื่นๆมาก แต่อย่างน้อยที่สุดผู้ป่วยในระยะนี้ก็ยังสามารถรับวิวกว้างๆของทั้งโครงการได้จากห้องพักที่อยู่ชั้นสูง นอกจากนี้หากมีญาติมาเยี่ยมและต้องการพื้นที่พูดคุยผ่อนคลาย แพรวก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ส่วนนี้ไว้ให้ แถมด้วย roof garden บนชั้นสองอีกด้วย
อีกหนึ่งส่วนที่แม้จะไม่น่ากล่าวถึงสักเท่าไหร่แต่ก็เป็นส่วนสำคัญมากสำหรับโซนนี้ก็คือแพรวได้จัดวาง circulation ให้มีการเข้าถึงลิฟต์ซึ่งนำไปสู่พื้นที่บริการหลังความตายที่ชั้นล่างได้โดยตรง
จบจากการสำรวจพื้นที่ภายใน ผังสำหรับโซน outdoor ของโครงนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แพรวให้ความใส่ใจกับเส้นทางเซอร์วิสโดยรอบรวมถึงการสร้างความเป็นส่วนตัวและป้องกันไม่ให้เหล่าผู้ป่วยเดินหลงเดินผิดหลุดออกจากพื้นที่โครงการไปด้วย
หากมองกันจากมาสเตอร์แปลนอีกสักครั้งก็จะพบกับ circulation เส้นสีแดง ที่วิ่งล้อมไปรอบขอบที่ดิน circulation ส่วนนี้เองที่เป็นถนนสำหรับรองรับสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน มีจุดแวะรับผู้ป่วยระหว่างคลัสเตอร์ต่างๆ และสามารถเดินทางจากโครงการไปถึงโรงพยาบาลได้ภายในเวลา 6 นาทีเพียงเท่านั้น
ถัดเข้ามาจาก red circulation จะเป็นส่วนที่แพรวเรียกว่า green belt ซึ่งทำหน้าที่เป็นดั่งรั้วป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเดินหลงออกไปนอกโครงการ แพรวบอกกับเราว่าเธอตั้งใจจะไม่ทำ belt ในส่วนนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างรั้วหรือกำแพงนั้น ก็เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนโดนกีดกั้นหรือกักขัง สุดท้ายจึงเลือกใช้เป็นไม้พุ่มที่มีส่วนสูงราว 180 เซ็นติเมตรแทน ส่วนอีกหนึ่งเหตุที่แพรวออกแบบผังอาคารแต่ละส่วนให้ดูราวกับถูกจัดวางอย่างแรนด้อมนั้นก็เพื่อไม่ทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ที่เป็นสถาบันมากเกินไป
โครงการของแพรวเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เรารู้สึกว่าหากเกิดขึ้นได้จริงก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งกับสังคม เนื่องจากภาวะ caregiver burden ที่แพรวขยายความให้เราฟังว่าเป็นอาการเหนื่อยล้า หมดไฟ และอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้านั้นเป็นภาวะที่ทำให้ญาติผู้ดูแลน่าเป็นห่วงไม่แพ้ตัวผู้ป่วยเองเลยทีเดียว
ในฐานะที่ตัวผู้เขียนเองเคยได้ประสบกับความเป็นอยู่ของคุณตาที่มีอาการสมองเสื่อมในช่วงก่อนจากลูกหลานไปนั้น คำพูดของแพรวเกี่ยวกับภาวะ caregiver burden ทำให้เรานึกภาพออกได้ไม่ยาก อาจจะเป็นโชคดีของครอบครัวผู้เขียนอยู่สักหน่อยที่คุณตามีลูกมีหลานเป็นจำนวนมากที่ผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล ไม่อยากจะนึกเลยว่าหากเป็นครอบครัวที่มีทายาทเพียงหนึ่งหรือสองคน ความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ดูแลจะเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้หากถามเราแล้ว เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าตอนนี้ถึงเวลาที่บานเมืองของเราจำเป็นต้องมี Nursing Home เฉพาะทางเช่นนี้คอยรองรับผู้ป่วยสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้แล้ว
Designer: พิชญกานต์ วนิจกิจเกื้อผล (pitchayakarn.wanit@gmail.com)
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance