อันเนื่องจากกระแสการเคลื่อนไหวทางศิลปะในประเทศอิตาลีที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามยุค 1960 – 1970 ที่แนวคิดแบบโมเดิร์น (Modernism) เริ่มเสื่อมถอย บรรดาศิลปินและนักออกแบบอิตาเลียนได้แอบใช้วิชาชีพของตนแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองแบบเดิมๆ จากความล้มเหลวของภาวะหลังสงคราม โดยพวกเขามีต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ (แบบลับๆ) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยที่เริ่มเปิดรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตก อย่างเช่น วัฒนธรรมป๊อบ ฮิปปี้ หรือ วัฒนธรรมดิสโก ซึ่งไนต์คลับได้เริ่มถือกำเนิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคนี้ โดยนอกจากจะเป็นพื้นที่ปาร์ตี้สังสรรค์แล้วในยุคสมัยดังกล่าว ไนต์คลับนับสถานที่ที่สามารถแสดงออกอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างเปิดกว้าง รวมถึงเป็นพื้นที่เสรีที่สามารถจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพยนตร์ เพลง หรือหนังสั้น ที่แฝงไปด้วยการวิจารณ์และเสียดสีการปกครองแบบเดิมๆได้อย่างเผ็ดร้อนตามแนวคิดแบบ Post Modern อีกด้วย
วันนี้ DsignSomething จะมาขอพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของ ไพเพอร์ ดิสโกเทค (Piper Discotheque) ที่เป็นไนต์คลับที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบสมัยใหม่ของอิตาลีที่ถูกอ้างอิงถึงบ่อยครั้ง สตูดิโอออกแบบหัวก้าวหน้าของอิตาลีล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการชุมนุม หรือนำเสนอผลงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Superstudio, Archizoom, UFO, Zziggurat หรือ 9999 และสถานที่ดังกล่าวยังเปรียบเหมือนกับสมาคมลับ (ใต้ดิน) ที่เป็นแหล่งชุมนุมของของสถาปนิก ศิลปินหัวก้าวหน้า นักเขียน และบรรดาหนุ่มสาวหัวสมัยใหม่ผู้แสวงหาเสรีภาพทางความคิดมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน รวมถึงจะอธิบายองค์ประกอบของการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในสุดฮิป และแนวคิดการออกแบบพื้นที่แบบไดนามิกที่มีความน่าสนใจมาให้ฟังกัน
เรื่องราวของ ไพเพอร์ ดิสโกเทค (Piper Discotheque) ที่เป็นเจ้าของโดยสถาปนิก Piero Derossi เปิดตั้งอยู่ที่ Via Settembre 15 ในใจกลางเมืองตูรินออก เปิดให้บริการเมื่อปี 1966 ออกแบบตกแต่งภายในโดยตัวเจ้าของเอง และร่วมกับ สถาปนิกหัวก้าวหน้าอย่าง Giorgio Ceretti และ Riccardo Rosso ร่วมด้วยกับกลุ่มสถาปนิกชื่อดัง Gruppo Strum กับแนวคิดการจัดวางผังแบบเปิด (Open Plan layout) ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานตามความต้องการ โดยฟังก์ชั่นการใช้งานหลัก จะมีฟลอเต้นรำ เวทีคอนเสิร์ต โถงขนาดใหญ่ เลาจน์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีการฉายภาพมัลติมีเดียและการติดตั้งระบบเสียงสุดล้ำในสมัยนั้น ที่รองรับเปลี่ยนความต้องการของการใช้พื้นที่เป็นเวทีการจัดการแสดงและทอลก์โชว์ แกลลอรี่ โรงหนัง หรือแม้กระทั้ง ลานแสดงนิทรรศการศิลปะจัดวาง
จุดมุ่งหมายของการเปิดไนต์คลับแห่งนี้ก็คือ เป็นสถานที่พบปะของผู้คนในการแลกเปลี่ยนความคิดของยุคสมัย ช่วยให้คนยุคใหม่ที่มีความคิดเหมือนกันจากภูมิหลังทางสังคมที่หลากหลายได้เจอกัน โดยไม่มีการคำนึงถึงสถานะทางสังคม ปราศจากการแบ่งแยกอุดมการณ์ หรือความรวยและความจน โดยการใช้เสียงดนตรีและทัศนศิลป์ในการเชื่อมโยง ผู้คนจะสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด (ตามแบบฉบับฮิปปี้ หรือป๊อปคัลเจอร์) มาชุมนุมกันเพื่อสังสรรค์ เต้นรำ แลกเปลี่ยนอุดมการณ์ทางการเมืองและปรัชญาทางศิลปะ อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานที่บรรดาอิตาเลียนดีไซเนอร์และศิลปินชื่อดังจำนวนมากล้วนเคยจัดแสดงงานกันที่นี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Piero Manzoni, Andy Warhol ไปจนถึงการแสดงคอนเสิตร์ของวงดนตรีร็อคระดับตำนานแห่งยุคอย่าง Pink Floyd, The Rolling Stones และ Jimi Hendrix
แนวคิดการออกแบบตกแต่งภายใน มีการคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุใหม่จำพวกโลหะมันวาวตามเทรนด์หลักของยุคสมัย ประกอบกับเทคโนโลยีการก่อสร้างล่าสุด (ในสมัยนั้น) โดยอินทีเรียดีไซเนอร์ได้มีการจัดวางพื้นที่ตามแนวคิดแบบก้าวหน้าและมีความขบถแบบ Radical Design ของอิตาลี ที่เน้นกราฟฟิกและลวดลายที่ฉุดฉาด รวมถึงองค์ประกอบที่จัดแย้งกัน
ผนังและฝ้าเพดานปิดด้วยแผ่นโลหะอะลูมิเนียมสร้างเอฟเฟกต์การสะท้อนแสง วัสดุพื้นปูทับด้วยยางและโพลีซึ่งเป็นวัสดุอุตสาหกรรมที่มีความความคงทนและดูดซับเสียงได้ การออกแบบและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่ทำจากวัสดุพลาสติกสีสันสดใสที่มีน้ำหนักเบาเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยง่าย รวมถึงพื้นที่อเนกประสงค์แบบเปิดโล่งที่มีการติดตั้งโครงสร้างไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่างแบบที่ปรับเปลี่ยนซีนแสงสว่างได้ ทำให้สามารถกำหนดรูปแบบการใช้งานได้ตามความต้องการ ส่วนองค์ประกอบการตกแต่งภายในส่วนใหญ่ล้วนทำจากโลหะแบบแยกส่วนถอดประกอบ (modular design) เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายและรื้อถอนได้โดยง่าย โดยผู้ออกแบบมุ่งเน้นให้ผู้เข้าใช้พื้นที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง
มากไปกว่านั้น ยังมีการจัดวาง Iconic เฟอร์นิเจอร์สีสันสดใสที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์อิตาเลียนชื่อดังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Pratone หรือ Bocca จาก Gufram หรือ Misura จาก Superstudio ที่ช่วยสร้างอัตลักษณ์ความเป็นบรรยากาศความเป็นป๊อปคัลเจอร์ให้แก่พื้นที่ได้อย่างดี
งานระบบสื่อมัลติมีเดียและซานด์อิเลกทรอนิกส์ได้แขวนไว้ที่ฝ้าเพดาน เคลื่อนย้ายอย่างอิสระได้ตามระบบรางเลื่อน ที่ออกแบบโดยอิตาเลียนดีไซเนอร์ Clino Trini Castelli และยังมีการคิดคำนึงถึงการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงที่ผนังเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนพื้นที่เป็นโรงละคร การจัดแคทวอล์กแฟชั่นโชว์ ไม่ให้เสียงกระจายไปยังพื้นที่อื่นเมื่อมีอีเวนต์สำคัญ และยังรองรับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการทั้วไป รวมถึงการเปลี่ยนฟังก์ชั่นเป็นสถานที่ Hangout เต็มรูปแบบ ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่สามารถปาร์ตี้สังสรรค์และเสพย์งานศิลปะในสถานที่เดียวกันได้ตามต้องการ โดยเมมเบอร์ของคลับส่วนใหญ่ จะเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่อยู่ในแวดวงศิลปะ ดนตรี สถาปัตยกรรม แฟชั่น ที่มักจะแวะเวียนมาชุมนุมกันอยู่เสมอ
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายใน มีเส้นสายแบบเรขาคณิต (Geometry Form) อยู่ในโถงสี่หลี่ยมขนาดใหญ่ ประกอบกับแพลตฟอร์มไล่ระดับกัน แบบไดนามิก ที่ใช้ได้เป็นทั้งเวทีจัดแสดงคอนเสิตหรือทางสัญจรที่เชื่อมกับบันไดซ้อนกันหลายชั้น เชื่อต่อไปยังทางออกฉุกเฉินได้ โดยองค์ประกอบดังกล่าว ยังสามารถเคลื่อนย้ายได้เพื่อรองรับการจัดงานตามความต้องการ ผนังบางส่วนจะมีการติดตั้งรูปภาพงานศิลปะแบบ Pop Art ตัดกับชั้นของวัสดุจากเศษโลหะและพลาสติก ตาข่ายเหล็ก สีสเปรย์ ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วน รวมถึงมีการใช้การออกแบบกราฟฟิกที่ฉูดฉาด ทำให้สถานที่นี้มีบริบทดูเหมือนโรงยิม หรือโรงละครสัตว์ขนาดใหญ่สุดฮิปที่มีความขัดแย้งทางองค์ระกอบอย่างสิ้นเชิง
The Piper Discotheque คือคำตอบของการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ตอบสนองความต้องการของศิลปินหัวก้าวหน้าและคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มาชุมนุมปาร์ตี้สังสรรค์ ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลาที่เปิดบริการ มีการจัดแสดงงานอย่างมากมาย โดยผลงานต่างที่ได้จัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี ภาพถ่าย ละคร ศิลปะจัดวาง มีหลายต่อหลายชิ้นที่มีแนวคิดเสียดสีการเมืองการปกครองหรือการตั้งคำถามต่อความไม่ถูกต้องสังคมแผงอยู่ในผลงานทั้งสิ้น รวมถึงมีแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในแบบไดนามิกสเปซที่น่าสนใจ เป็นที่น่าเสียดายที่ไนต์คลับดังกล่าวได้ถูกปิดตัวลงในปี 1969 หลังจากเปิดให้บริการได้ไม่นาน แต่การมีอยู่ของ The Piper Discotheque ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ปูทางไปสู่การพัฒนาวัฒนธรรมต่อต้านและสถาปัตยกรรมหัวรุนแรงในประเทศอิตาลีช่วงปลายยุค 1970 ในเวลาต่อมา
Picture & Reference