International Meditation Institute
สถาบันสมาธินานาชาติสำหรับเพื่อนมนุษย์ทุกศาสนา

ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกแห่งทุนนิยมและอุตสาหกรรม วิถีทางธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ค่อยๆละลายจางหายไปกับวัตถุนับพันนับหมื่นรอบกาย จะมีสักกี่วิธีที่เราสามารถค้นพบพื้นที่สำหรับพักผ่อนจิตวิญญาณ และเสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงไม่เปราะบางไปตามกระแสสังคม

น้องเกรท ณัฐวัฒน์ แดงวิไล บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์หัวข้อ โครงการสถาบันสมาธินานาชาติ International Meditation Institute” บอกกับเราว่าตัวเขาเองนั้นเคยผ่านช่วงเวลาที่ประสบความเคร่งเครียดจนเกิดเป็นอาการนอนไม่หลับอย่างหนักตามมาเป็นผลพวง จากภาวะในครั้งนั้นทำให้เขานึกถึงวิธีการนอนสมาธิที่เคยได้ร่ำเรียนสมัยเข้าค่ายธรรมะในวัยเด็ก จึงลองนำสิ่งที่จำได้มาปฏิบัติใหม่จนสามารถกลับมารักษาสมดุลในชีวิตได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเคลมได้เต็มปากว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่สัมผัสประโยชน์ของการเจริญสมาธิมาแล้วโดยตรง

ชื่อย่อสั้นๆที่เกรทใช้เรียกโครงการของเขานั้นคือ IMI ที่ย่อมาจากชื่อเต็มในภาษาอังกฤษ (International Meditation Institute) ทั้งนี้แม้จะเกิดประกายขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว แต่ก่อนตัดสินใจจิ้มหัวข้อชี้เป็นชี้ตายก่อนเรียนจบนั้น เกรทก็ได้ลงมือรีเสิร์ชเพิ่มเติมอีกพอประมาณเพื่อให้แน่ใจได้ว่าสถาบันแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่สังคมยังขาดอยู่อย่างแท้จริง

เกรทอ้างอิงตามข้อมูลรีเสิร์ชของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรมศาสนาที่ระบุไว้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางของสมาธิโลกได้ ทั้งในแง่ความพร้อมด้านสถานที่และบุคลากรผู้ฝึกอบรม ซึ่งตามยุทธศาสตร์แล้วจุดประสงค์พื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างสถาบันนั้นควรยืนพื้นอยู่บน 4 จุดมุ่งหมายหลัก  คือการเป็นศูนย์ข้อมูล การเป็นสถานที่ฝึกสมาธิ การเป็นสถาบันที่มีหลักการทำสมาธิที่เป็นมาตรฐาน และท้ายสุดคือมีการฝึกบุคลากรอบรมต่างๆอยู่อย่างต่อเนื่อง

คำว่าสมาธิของเกรทในที่นี้ไม่เพียงมุ่งเน้นไปในเชิงศาสนาเพียงประการเดียว แต่ยังหมายรวมถึงการทำสมาธิในรูปแบบอื่นๆเช่นการทำสมาธิเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือเพื่อการฮีลจิตวิญญาณด้วยนั่นเอง และกลุ่มเป้าหมายก็ไม่ได้จำกัดวงแคบอยู่เพียงประเทศไทยเช่นกัน เกรทตั้งใจว่า IMI ของเขานั้นจะเกิดขึ้นเพื่อเพื่อนมนุษย์ผู้แสวงหาความสงบสุขในจิตใจจากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว

ไซต์ที่เกรทเลือกเป็นที่ตั้งสำหรับโครงการ IMI ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของสวนหลวงร.9 โดยพื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมในหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวที่น่าจะช่วยให้ผู้ใช้งานอาคารรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าการถูกรายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต รวมถึงระดับของ noise pollution ที่ไม่มากเกินไปนัก ทว่าในขณะเดียวกันก็ยังตั้งอยู่ในเขตที่การคมนาคมสะดวกสบาย ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

สำหรับคอนเซ็ปต์ที่นำพาการออกแบบของเกรทมาสู่รูปทรงโครงการที่โดดเด่นสะดุดตานั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพกราฟของคลื่นสมองมนุษย์ยามทำสมาธิ เกรทขยายความให้เราฟังว่า เมื่อมนุษย์อยู่ในภาวะสงบจดจ่อในสมาธิ คลื่นที่ถูกปล่อยออกมาจะมีลักษณะคล้ายภาพวงกลมหลายวงซ้อนกัน ซึ่งในแง่ของประโยชน์เชิงกายภาพแล้ว เกรทมองว่าฟอร์มประเภทนี้เหมาะสมกับโปรแกรมต่างๆที่เขาตั้งใจให้มีในโครงการมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดเสียงกังวาลที่เกิดขึ้นในอาคาร หรือช่วยปกป้องเสียงจากภายนอก รวมถึงสร้างความจดจ่อของผู้ใช้ให้มารวมอยู่ที่บริเวณจุดศูนย์กลางของสเปซอีกด้วย

โปรแกรมภายในอาคารโดยหลักนั้นเกิดขึ้นจากการวางหลักสูตรในการศึกษาสมาธิศาสตร์ต่างๆ โดยหากเริ่มไล่ดูกันตั้งแต่ชั้นหนึ่ง เราคิดว่าน่าจะเห็นภาพได้ดีว่ากิจกรรมแบบใดบ้างที่จะเกิดขึ้น ณ โครงการแห่งนี้

หลังจากเดินทางเข้าโครงการมาจากถนนเฉลิมพระเกียรติแล้ว สิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะได้เจอเมื่อเดินเข้ามาภายในตัวอาคารคือโซนล็อบบี้ ซึ่งในบริเวณนี้เองเราจะเห็นจากภาพ section cut ได้ว่าก่อนเข้าไปสู่โซนอื่นๆภายในอาคาร ทุกคนจะได้เจอกับคอร์ทที่เปิดเพดานสูงขึ้นไปถึงชั้นบน เกรทอธิบายให้เราฟังว่าเขาออกแบบพื้นที่ตรงส่วนนี้มาเพื่อช่วยสะกดอารมณ์ผู้คนที่ยังคงค้างคาจากความวุ่นวายภายนอก เนื่องจากเชื่อว่าสเปซที่มีลักษณะ overscale นั้นจะช่วงทำให้คนรู้สึกสงบนิ่งมากขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ถัดจากคอร์ทต้อนรับที่กล่าวถึงไปเมื่อสักครู่แล้ว ภาพรวมของโปรแกรมในชั้นล่างนั้นจะประกอบด้วยห้องสมุด ห้องอาหาร โถงกลาง และที่สำคัญที่สุดคือส่วนทำสมาธิตามแนวทางของสามศาสนาหลักที่มีคนนับถือมากที่สุดในประเทศไทยได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม

ในห้อง practice ของแต่ละศาสนา ถูกออกแบบมาให้มีสเปซเหมาะกับวิถีทางการปฏิบัติสมาธิของตน เช่นห้องของศาสนาพุทธก็จะเป็นห้องโล่งที่มี dimension เหมาะสมกับการนั่งสมาธิหรือเดินจงกลม ในขณะที่ห้องสำหรับศาสนาอิสลามนั้นก็จะมีบริเวณล้างมือล้างหน้าก่อนทำพิธี

สิ่งที่น่าสนใจคือเกรทบอกเราว่า ไม่ว่าผู้ใช้จะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถเข้าไปร่วมเรียนรู้วิถีของทุกๆศาสนาได้อย่างเป็นอิสระ

ขยับขึ้นมาที่ชั้นสอง หากไม่นับรวมออฟฟิศของส่วนบริหารโครงการแล้ว ผู้ใช้งานก็จะได้เจอกับห้องสำหรับเรียนในทางทฤษฎีเป็นหลัก รวมถึงโซนที่เรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกสมาธิเพื่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย เพื่อผู้คนที่ไม่ได้ฝักใฝ่ด้านศาสนาเป็นหัวใจสำคัญ

ถัดขึ้นมาอีกชั้นก็จะเป็นชั้นที่เงียบกว่าเดิมอีกระดับ โดยมีที่ทางเตรียมไว้สำหรับกิจกรรมประเภทการใช้ศิลปะเพื่อฝึกสมาธิ หรือฝึกด้วยศาสตร์อื่นๆอย่างโยคะและไทชินั่นเอง

ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด เนื่องด้วยข้อได้เรียบเรื่องความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว พื้นที่บนชั้นนี้จึงถูกอุทิศให้กับกิจกรรมประเภทการอาบเสียง รวมถึงกิจกรรมอื่นๆที่จำเป็นต้องตัดตัวเองออกจากสิ่งเร้าภายนอกโดยสิ้นเชิง และนอกเหนือจากอาคารหลัก เลยไปทางด้านหลังเราก็จะได้พบกับส่วนพักอาศัยที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่ต้องการมาปฏิบัติสมาธิกันยาวๆด้วยอีกหนึ่งหลัง

สำหรับเราแล้วในยุคที่ผู้คนสมาธิสั้นลงเรื่อยๆด้วยวิถีชีวิตแบบ multi-tasking และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากการมีอยู่ของโซเชียลมีเดีย บางทีการพาตัวเองเข้ามาอยู่ในสถานที่อันสงบเงียบและเอื้ออำนวยให้เราได้จดจ่ออยู่กับตัวเอง ก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีฮีลใจที่ดีที่สุดซึ่งช่วยให้ผู้คนรู้จักกลับมาอยู่กับลมหายใจและรับรู้ทุกโมเม้นท์ ณ เวลาปัจจุบันมากขึ้นก็เป็นได้

Designer: ณัฐวัฒน์ แดงวิไล (nattawat.dwl@gmail.com)

Picture of Heamarat Chimchavee

Heamarat Chimchavee

สถาปนิกจำเป็น ที่ทำงานออกแบบเป็นงานอดิเรก มีความสนใจในการทำความเข้าใจแนวคิดและที่มาของงานออกแบบต่าง ๆ ที่พบเจอ ให้กลายเป็นเรื่องเล่า
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading