Vitality house
บ้านที่พร้อมเติบโตไปกับเจ้าของบ้าน และแบ่งปันแสงสว่างให้แก่ชุมชน
ผ่านการเปิดปิดสเปซ

ยังจำได้ไหมสมัยที่ผู้ปกครองซื้อเสื้อผ้ารองเท้าให้เราตอนเด็กๆ เขามักจะซื้อไซส์ใหญ่กว่าปกติ เผื่อเราโตขึ้นจะได้ใส่ได้พอดี แต่คิดกลับไปก็อยากจะใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว ไม่อยากได้แบบหลวมโคล่งหรือคับแน่นจนเกินไป 

 

บ้านหลังนี้มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกับเรื่องที่เล่ามา ทว่าแยบยลกว่านั้น เพราะมันพอดีกับไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านทั้งตอนนี้ และในอนาคต แบบที่สถาปนิกได้คิดมาเผื่ออนาคตเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าฟอร์มภายนอกที่เราเห็น เป็นฟังก์ชันการใช้งานทั้งหมด ซึ่งจะมีผลกับตัวโครงสร้างของบ้านหลังนี้อย่างมากทีเดียว 

ผ่านการออกแบบจาก A A D design ที่เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบบ้านเป็นพิเศษ บ้านหลังนี้เหมาะกับคนทุกวัย เพราะมีถึงสามรุ่นที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาไปสำรวจซอกมุมเบื้องหลังการออกแบบ ‘บ้านแห่งชีวิต’ ที่ถนนประดิพัทธ์กัน

 

สร้างบ้านทีหลัง สร้างความเป็นมิตรกับชุมชนก่อน 

“เราพยายามอิงบริบทของชุมชนเข้าไปเกี่ยวข้องเยอะพอสมควร ไม่ใช่คํานึงถึงความสวยเพียงอย่างเดียว” อาร์ต – อยุทธ์ มหาโสม กล่าวถึงแนวคิดการออกแบบบ้านหลังนี้เป็นคำเปิดต้นๆ ของบทสนทนา ซึ่งบ้านหลังนี้มีทางเข้าเป็นซอยตันและเป็นทางวันเวย์ มีบริบทเป็นชุมชนเก่าย่านประดิพัทธ์ที่อยู่กันมานานหลายสิบปี 

 

“เราคิดว่าทุกงานที่เราออกแบบเนี่ยชุมชนกับเพื่อนบ้านต้องได้ประโยชน์ดังนั้นถ้าเห็นประวัติของงานยุคหลังๆของ AAD จะเห็นเลยว่าเราออกแบบบ้านแชร์พื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชน บ้านบางหลังนี่เราแชร์ถึงขั้นเพื่อนบ้านมาใช้ส่วนกลางของของบ้านได้ด้วย

 

“อย่างบ้านหลังนี้ เราแชร์พื้นที่สีเขียวพวกคอร์ทต้นไม้ต่างๆ ให้กับคนทั้งในและนอกบ้าน ในมุมมองผู้ออกแบบถ้าเจอสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เป็นชุมชน ส่วนใหญ่จะทําผนังทึบ แล้วสร้างคอร์ทในบ้าน แล้วปิดโดยรอบทั้งหมดเลย สําหรับเราจะมองว่า ถ้าทุกคนมัวแต่ทําบ้านที่เป็นบ้านทึบจนหมด สังคมมันก็ไม่น่าอยู่

“เราพยายามแชร์ในสิ่งที่เราแชร์ได้ให้กับเพื่อนบ้าน แต่ส่วนของห้องนอนต่างๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มันจะวางในด้านสกัด กระจกมันจะเปิดมาที่คอร์ดกลาง แต่ว่ามีมุมทึบที่ทำจะมองไม่เห็นห้องนอนเพราะกระจกมันจะตั้งฉากอยู่ แต่ว่าพาร์ทที่มองเห็นเนี่ยมันจะเป็นขอบด้านในบ้านเป็นต้นไม้แล้วก็เป็นท่าที่เจ้าของบ้านมีความเป็นส่วนตัวน้อยลงเช่นพวกห้องอเนกประสงค์ต่างๆ หรืออย่างข้างบนเนี่ยเป็นห้องพระที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงก็จะมี Facadeเพื่อไม่ให้มองเห็นข้างใน แต่คนข้างในสามารถมองมาข้างนอกได้

กําแพงสูงเนื่องจากเจ้าของต้องการความความปลอดภัย ซึ่งสถาปนิกมองว่าการทํากําแพงสูงมันปัญหาคือลมอาจจะไม่ไหลผ่าน เขาจึงเจาะรอที่รั้วเพื่อให้อากาศไหลผ่านไปยังชุมชนได้ด้วย นอกจากนั้นเวลาบ้านหลังนี้เปิดไฟ ไฟก็จะส่องไปยังถนนสาธารณะ เป็นการแบ่งลม แสง เพื่อให้ซอยมีความน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้น

“ชุมชนก็แฮปปี้มากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยมีไฟในซอย ตอนนี้มีไฟเพิ่มขึ้น ผมคิดว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานในงานออกแบบของAADยุคหลังๆ คือเจ้าของบ้านต้องไม่เสียผลประโยชน์ แต่ชุมชนต้องได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นมา และเมื่อใดที่ชุมชนได้ประโยชน์ เจ้าของบ้านก็จะได้ประโยชน์ด้วย” สิ่งนี้มีความหมายกับงานออกแบบมาก เพราะการที่บ้านที่มาสร้างทีหลัง บางครั้งการออกแบบ ก็เปรียบเหมือนการยิ้มทักทายเพื่อนบ้านผ่านทั้งตัวอาคารและพื้นที่สีเขียวด้วย

 

“แม้เราจะไม่เคยคุยแต่อย่างน้อยขับรถผ่านเข้าซอยมามันก็มีจังหวะยิ้มทักทายกัน ดีกว่าในกรณีที่สมมุติเราทําบ้านให้มันทึบหมด เราคํานึงถึงคําว่า privacy อย่างเดียวเลยแต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้ ถ้าเปิดประตูออกมามันก็ไม่ privacy แล้ว และคุณก็อยู่ในชุมชน ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากให้เจ้าของบ้านได้รับก็คือ เช่น ‘ชอบบ้านนี้มากเลย บ้านตอนกลางคืนสว่างทําให้ซอยมันสว่างขึ้น’ ผมว่ามันเป็นอะไรเล็กๆน้อยๆนะที่มันทําให้ชุมชนมันดีขึ้น มันมียิ่งคุณค่ามากกว่าสถาปัตยกรรมที่สวยอย่างเดียว” เขากล่าวทิ้งท้ายเรื่องของบ้านและปฏิสัมพันธ์ในชุมชน

บ้านมีชีวิต เพราะเติบโตไปกับเจ้าของบ้านได้

“โถงบันไดคือลักษณะเฉพาะของบ้านหลังนี้เลยครับ แล้วก็จะมีส่วนที่ Sunken ลงไปด้านใต้บันได โดยส่วนนี้โถงบันไดจะถูกเชื่อมต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้น 4 ส่วนใหญ่บันไดเนี่ยอยู่ชั้นบนจะมองไม่เห็นข้างล่าง ผมอยากให้ไม่ว่าสมาชิกในบ้านจะอยู่ในชั้นไหนก็ตามคุณต้องเห็น Sunken ข้างล่างเพราะว่าคือพื้นที่ที่ลูกอายุหนึ่งขวบจะอยู่” 

“มันคือคอร์ดล้อม บ้านหลายหลังเวลามีลูกเค้าก็ซื้อคอกเด็กสําเร็จรูปไม่ให้เด็กเดินไปไหนมาไหน เราทําบริเวณตัวเนี้ยเป็นเหมือนบริเวณที่เด็กเค้ารู้สึกว่ามันคือโลกแล้วก็สเปซของเค้า

ที่บอกว่ามันคือบ้านมีชีวิต เพราะมันต้องโตตามเจ้าของบ้าน ปัจจุบันเพื่อนพ่อแม่ที่มีลูกวัยเดียวกัน ลูกก็เล่นอยู่ในคอร์ท พ่อแม่ก็นั่งอยู่บนในสเต็ปตรงนี้ได้ เป็นเหมือนอัฒจันทร์”

 

ทุกคนมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปแต่ละวัย รวมถึงมีชีวิตของตัวเอง เป็นบ้านที่มีความสุขและลงตัวตรงที่ว่าลูกก็เล่นอยู่ในคอร์ทไป พ่อแม่ก็สังสรรค์กันได้ที่อัฒจันทร์และยังคงมองเห็นเห็นลูกเล่นอยู่ ก็จะรู้สึกว่าปลอดภัยและไม่อึดอัด พอลูกเริ่มโตขึ้นจากที่นั่งก็จะสามารถปรับไปเป็นชั้นวางหนังสือได้ด้วย

หรือตรงนี้ในอนาคตถ้าลูกเรียนเปียโนก็สามารถเอาเปียโนมาวางได้ แล้วเวลาเล่นเปียโนเสียงของเปียโนก็จะก้องอยู่ในโถงบันไดขึ้นไปทุกชั้นของบ้านสร้างความอบอุ่นให้แก่ครอบครัว เพียงแค่โถงบันไดอย่างเดียวแต่สถาปนิกสามารถแทรกฟังก์ชันหลายๆ อย่าง ให้มันตอบโจทย์กับพฤติกรรมเจ้าของบ้านได้

 
 

นอกจากโถงบันได ตัวคอร์ทยาร์ดก็ถือเป็นหัวใจหลักของบ้านเช่นกัน จากห้องนั่งเล่นที่พ่อแม่ดูหนังอยู่เมื่อเหลือบตามามองที่คอร์ทก็จะสามารถเห็นวิ่งเล่นได้ ทั้งคู่ก็จะมีความสุขเพราะพ่อแม่ได้ดูหนังได้โดยที่เด็กไม่ต้องมาเห็นทีวี ผู้ปกครองก็ไม่ค่อยอยากให้เด็กเล็กดูทีวี เด็กก็อุ่นใจเพราะเขาได้เล่นอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ 

EVERY ELEMENT IS A FUNCTION

บ้านนี้ออกแบบให้อาคารมันสามารถโตไปพร้อมกับเจ้าของบ้านได้ โดยสร้างคานหรือโครงสร้างไว้เผื่อให้เขาสามารถเปลี่ยนฟังก์ชันในอนาคตได้ง่ายกว่าโดยไม่ต้องรีโนเวทใหม่ สิ่งที่นี้น่าจะตอบโจทย์คนมีลูกเล็กที่สุด 

รวมถึงหากวิวรอบบ้านเปลี่ยน เจ้าของก็สามารถติด Facade เพิ่มได้ แต่ในขั้นแรก สถาปนิกเปิดส่วน Arch โค้งไว้เพื่อให้เป็นเหมือนกรอบรูปและสร้าง Boudaries ความเป็นส่วนตัวผ่านภาษาทางสถาปัตยกรรมไว้ด้วย

อย่างห้องนอนในอนาคตของลูกก็จะถูกแยกโซนไว้ จากตอนแรกที่นอนอยู่กับพ่อแม่พอเข้าวัยรุ่น ห้องเค้าจะแยกไปอีกห้องนึงซึ่งผนังไม่ติดกับห้องพ่อแม่ 

อินทีเรีย มันก็จะมีองค์ประกอบของของสถาปัตย์กับ Landscape เข้ามาผสม มีฝ้าโครงนิดนึงล้อมกับคานโค้งด้านนอกโซฟาที่เราดีไซน์ก็เป็นโซฟาโค้งแบบสมัยกับพวกโรงเรียนอนุบาล เด็กก็ชอบนอนอ่านหนังสือเป็นโลกส่วนตัวของตัวเองเหมือนที่เจ้าของบ้านชอบปีนผาเราก็เลยทําชั้นสามกับชั้นสี่เนี่ยเป็นดับเบิลสเปซส่วนนึงที่จะให้เจ้าของบ้านสามารถปีนผาจากชั้นสองไปชั้นสามได้ เผื่อไม่ได้อยากจะขึ้นบันไดเข้าห้อง ก็สามารถปีนผาได้

เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปในคอร์ท จะเห็นว่ามีเส้นสายโค้งเต็มไปหมด ไม่ว่าอยู่จุดไหนของบ้านก็สามารถมองลงมาได้ ซึ่งเส้นโค้งเหล่านี้นอกจากเป็นกระบะต้นไม้แล้วมันยังเป็นที่นั่งได้ ไอ้ผ้าที่เป็นโรยป่วยพวกเนี้ยมันสามารถดีไซน์เอาทรายมาลงได้ การเล่นบ่อทรายมันจะทําให้เกิดพัฒนาการด้านไอคิวของเด็ก

 ดังนั้นมันสามารถประยุกต์เป็นบ่อทรายในอนาคตได้ เป็นพื้นที่ที่ลูกเล่นแล้วปลอดภัย เพราะไม่มีสัตว์ร้าย เนื่องจากเราสร้างสเต็ปให้เหมือนกับ มีรั้วสองชั้น เพื่อที่สัตว์ร้ายจะเข้ามาได้ยาก และก็ยังเล่นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้แสงธรรมชาติ ได้ร่มเงาธรรมชาติแล้วก็มีบ่อน้ำไหล

เล่นเสร็จลงไปเล่นน้ําในบ่อได้เลย ซึ่งเป็นบ่อตื้น พ่อแม่ปู่ย่าตายายสามารถนั่งบนคอกระบะต้นไม้ตัวนี้ได้ มันอยู่ในเลเวลที่เป็นที่นั่งในพอดิบพอดี ดังนั้นจะเริ่มเห็นแล้วว่าแลนด์สเคปโดนดีไซน์เพื่อเป็นฟังก์ชันไปในตัว ทุกอย่างคือฟังก์ชันทั้งหมด

 

Project Name: Vitality house

Lead Designer : Ayutt Mahasom
Company : AAD design co.,ltd.
Construction Area : 1,200 sq.m.

Location : Pradipat, Bangkok, Thailand

Picture of Prawpisut Tiangphonkrang

Prawpisut Tiangphonkrang

From the River to the Sea, Palestine will be Free !
Writer