DesignHistory
ส่องสถาปัตยกรรม ผ่าน 4 ยุคสมัย จาก 8 Minutes History on Stage

การเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่จะพบกับความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย วันนี้เรามาเริ่มจากยุคคลาสสิกที่เต็มไปด้วยความสง่างามและสมดุลของกรีกและโรมันโบราณ จนถึงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เน้นความเรียบง่าย ฟังก์ชันการใช้งาน และการใช้วัสดุใหม่ ลุยกันเลย!

Classical Architecture

ยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ 

สถาปัตยกรรมในยุคโรมันมีความยิ่งใหญ่และทนทาน โดยการใช้วัสดุใหม่อย่างคอนกรีต การออกแบบที่เน้นความงดงามและฟังก์ชัน มีการใช้เสาแบบ Doric, Ionic, และ Corinthian โดดเด่นด้วยสถาปนิกอย่าง Vitruvius ที่มีผลงานสำคัญ เช่น โคลอสเซียม และพาเธียน

จักรวรรดิโรมันอันเป็นอาณาจักรที่มีอยู่ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงการล่มสลายในปี 1806 ครอบคลุมหลายภูมิภาคในยุโรปกลาง สถาปัตยกรรมในยุคนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสถาปัตยกรรมโรมันและกรีกโบราณ รวมทั้งผสมผสานกับสไตล์และวัฒนธรรมต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค

ลักษณะเด่นที่ได้รับมาจากอิทธิพลโรมาเนสก์ ได้แก่ ซุ้มโค้งกลม ที่ให้ความแข็งแรงและมั่นคง รวมถึง กำแพงหนาและหน้าต่างเล็ก กำแพงที่หนามากเพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคาหิน หน้าต่างมีขนาดเล็กและน้อย ทำให้ภายในค่อนข้างมืด สุดท้ายคือ หลังคาโค้ง การใช้หลังคาโค้งแบบ barrel และ groin ทำให้สร้างพื้นที่ภายในที่กว้างขวางได้

ต่อมาได้เปลี่ยนไปเป็นสไตล์โกธิก คือ เน้นซุ้มโค้งแหลม โครงสร้างแบบ ribbed vaults และ flying buttresses รวมถึงเน้นความสูงและการรับแสง มีหน้าต่างกระจกสีขนาดใหญ่และรายละเอียดซับซ้อน

มหาวิหารแห่งนี้มีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า Duomo di Milano หรืออาสนะมหาวิหารมหานครแม่พระบังเกิด เป็นวิหารที่มีการสร้างขึ้นมาในประเทศอิตาลีเพื่อเป็นการอุทิศแก่การบังเกิดของพระนางมารีย์ มหาวิหารแห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 579 ปี และหนึ่งในวิศวกรคุมการสร้างนั้น ก็คือลีโอนาโด ดาวินชี ศิลปินชื่อก้องโลก 

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : ktktour

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคเรเนซองส์จะเน้นการฟื้นฟูรูปแบบคลาสสิกที่เน้นสมมาตร สัดส่วน และเรขาคณิต การใช้เสาคลาสสิกและ pilasters ในการตกแต่งด้านหน้าของอาคารถือเป็นจุดเด่นในยุคนี้แม้จะเป็นยุคที่สั้นก็ตาม

สุดท้ายสถาปัตยกรรมยุคโรมันได้มาสิ้นสุดที่ความหรูหราของสถาปัตยกรรมบาโรก ที่มีรูปทรงที่โดดเด่นและการตกแต่งอย่างละเอียด ภายในอาคารจะเน้นรูปทรงที่มีพลังและการตกแต่งอย่างหรูหรา เช่นตกแต่งด้วยปูนปั้น ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และแกะสลักที่ซับซ้อน และจะออกแบบให้เข้ากับภูมิทัศน์ภายนอกโดยรอบ

 

สรุปสั้นๆ แล้วสถาปัตยกรรมคลาสสิกนั้นสะท้อนถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมโรมันและกรีกโบราณที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่โบสถ์โรมาเนสก์ที่มั่นคงไปจนถึงมหาวิหารโกธิกที่สูงส่ง และพระราชวังบาโรกที่หรูหรา มรดกทางสถาปัตยกรรมนี้เป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของยุโรปกลางนั่นเอง

Neoclassical Architecture

ยุคแห่งการตื่นรู้ การปฎิวัติวิทยาศาสตร์

 

สถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิกได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโบราณกรีกและโรมัน มีการใช้สัดส่วนที่ลงตัวและเรียบง่าย เน้นความสมมาตรและการใช้เสาแบบ Corinthian และ Doric สถาปนิกที่โดดเด่นในยุคนี้คือ Robert Adam และ Étienne-Louis Boullée

ยุคแห่งการตื่นรู้ (Age of Enlightenment) และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและนวัตกรรม ส่งผลให้สถาปัตยกรรมในยุคนี้มีการฟื้นฟูรูปแบบคลาสสิกจากกรีกและโรมันโบราณ ที่เรียกกันว่าสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก (Neoclassical Architecture)

 

ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกคือ ความเรียบง่ายและความสมดุล ซึ่งต่างจากสถาปัตยกรรมบาโรกที่มีความหรูหราและซับซ้อน จะใช้เส้นตรงและรูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน ทำให้ดูสง่างามและคลาสสิก มีการใช้เสาคลาสสิกแบบกรีกและโรมัน เช่น เสา Doric, Ionic และ Corinthian รวมถึงใช้ซุ้มโค้งสามเหลี่ยม (pediments) และมัก ยึดตามสัดส่วนและกฎของ Vitruvius ที่เน้นสัดส่วนที่เหมาะสมและสมดุล และยังเริ่มมีการใช้มาตรวัดที่เที่ยงตรงในการออกแบบอาคาร เน้นการใช้งานที่เป็นประโยชน์และสะดวกสบาย

ตัวอย่างสำคัญ

มหาวิหารแพนธีออนในปารีส เป็นตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก มีเสา Corinthian ขนาดใหญ่และโดมที่สง่างาม มีการออกแบบเน้นความสมดุลและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทำเนียบขาวในวอชิงตัน ดี.ซี. ใช้เสา Ionic และซุ้มโค้งสามเหลี่ยมในการตกแต่งด้านหน้า เป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกในสหรัฐอเมริกา

พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในลอนดอน มีเสา Ionic ขนาดใหญ่และซุ้มโค้งสามเหลี่ยมที่โดดเด่น มีการออกแบบเน้นความสง่างามและความเป็นทางการ

 
 
มหาวิหารแพนธีออนในปารีส
ทำเนียบขาวในวอชิงตัน ดี.ซี.
พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมในลอนดอน

โดยภาพรวมแล้วสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกเป็นการกลับมาสนใจในความงามและความสง่างามของสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันโบราณ เน้นความเรียบง่าย ความสมดุล และการใช้งานที่เป็นประโยชน์ อาคารนีโอคลาสสิกมีความโดดเด่นด้วยการใช้เสาและองค์ประกอบคลาสสิก และยังคงเป็นแรงบันดาลใจในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน

Ottoman Islamic Architecture

ยุคจักรวรรดิออตโตมันก่อนล่มสลาย

สถาปัตยกรรมอิสลามของออตโตมันโดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ มัสยิด และสถาปัตยกรรมอันสลับซับซ้อน มักใช้เส้นโค้งและกระเบื้องโมเสก สถาปนิกชื่อดังเช่น Mimar Sinan มีผลงานสำคัญอย่างมัสยิดสุลต่านสุลัยมาน

จักรวรรดิออตโตมันก่อตั้งขึ้นในปลายศตวรรษที่ 13 และเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในศตวรรษที่ 15-17 โดยเฉพาะในยุคของสุลต่านสุไลมานที่ 1 (Suleiman the Magnificent) จักรวรรดิออตโตมันเริ่มเสื่อมลงในศตวรรษที่ 18 และล่มสลายในปี 1922

 
มัสยิดสุลต่านอาห์เมด (Sultan Ahmed Mosque)

ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมอิสลามออตโตมัน คือ โดมและมินาเร็ต โดยโดมขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของมัสยิดออตโตมัน โดมเหล่านี้มักมีการออกแบบซับซ้อนและประณีต ส่วน มินาเร็ต หรือหอคอย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ มักมีหลายหอคอยที่สูงสง่าเพื่อใช้สำหรับเรียกศาสนิกชนมาละหมาด

มัสยิดออตโตมันมักมีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและเปิดโล่ง เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก เน้นการใช้แสงธรรมชาติ โดยมีหน้าต่างขนาดใหญ่และโคมไฟระย้าที่สวยงาม มีการใช้กระเบื้องเคลือบ (Iznik tiles) ที่มีลวดลายซับซ้อนและสีสันสดใสในการตกแต่งผนังและโดม วัสดุที่ใช้ในสถาปัตยกรรมออตโตมันมักเป็นวัสดุคุณภาพสูง เช่น หินอ่อนและกระเบื้องเคลือบ

ตัวอย่างสำคัญ

มัสยิดสุลต่านอาห์เมด (Sultan Ahmed Mosque) มักเรียกว่ามัสยิดสีฟ้า มีโดมขนาดใหญ่และมินาเร็ตหกหอคอย การตกแต่งภายในด้วยกระเบื้อง Iznik สีฟ้าและหน้าต่างกระจกสีที่งดงาม

มัสยิดสุลัยมานีย์ (Süleymaniye Mosque) ออกแบบโดยสถาปนิกชินาน (Mimar Sinan) เป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมออตโตมัน มีโดมขนาดใหญ่และหอคอยสี่หอ การตกแต่งภายในมีความเรียบง่ายแต่สง่างาม

พระราชวังโทพคาปิ (Topkapi Palace) พระราชวังหลักของสุลต่านออตโตมัน มีอาคารและสวนที่สวยงาม การตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องเคลือบและศิลปะประดิษฐ์ที่ประณีต

 
มัสยิดสุลัยมานีย์ (Süleymaniye Mosque)
พระราชวังโทพคาปิ (Topkapi Palace)

สถาปัตยกรรมอิสลามของออตโตมันโดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ มัสยิด และสถาปัตยกรรมอันสลับซับซ้อน มักใช้เส้นโค้งและกระเบื้องโมเสก สถาปนิกชื่อดังเช่น Mimar Sinan มีผลงานสำคัญอย่างมัสยิดสุลต่านสุลัยมาน

จักรวรรดิออตโตมันก่อตั้งขึ้นในปลายศตวรรษที่ 13 และเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในศตวรรษที่ 15-17 โดยเฉพาะในยุคของสุลต่านสุไลมานที่ 1 (Suleiman the Magnificent) จักรวรรดิออตโตมันเริ่มเสื่อมลงในศตวรรษที่ 18 และล่มสลายในปี 1922

 

 
Villa Savoye

Modernist Architecture

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modernist Architecture) ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของสังคม และการฟื้นฟูจากความเสียหายของสงคราม สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เน้นความเรียบง่าย ฟังก์ชันการใช้งาน และการใช้วัสดุและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

สิ่งปลูกสร้างจำนวนมากในยุโรปและเอเชียต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ เมืองหลายแห่งต้องการการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่จึงเป็นคำตอบที่ดีในการพัฒนาเมืองและการสร้างสรรค์อาคารที่ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ของยุคสมัย

 
 
Farnsworth House designed by Mies van der Rohe

 

โดยจะมีฟอร์มของอาคารเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจนและการจัดวางที่เป็นระเบียบเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยใช้เส้นตรงและมุมที่คมชัดเพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในยุคของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modernist Architecture) มีสถาปนิกชื่อดังหลายคนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและกำหนดทิศทางของสถาปัตยกรรมในยุคนี้ 

 
 
 
Chapelle Notre-Dame-du-Haut

Le Corbusier (1887-1965) ผลงานเด่น Villa Savoye , Unité d’Habitation , Chapelle Notre-Dame-du-Haut

Le Corbusier เป็นหนึ่งในสถาปนิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ เขาเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้รูปทรงเรขาคณิต และเน้นการใช้งานที่เป็นประโยชน์ โดยมีการใช้วัสดุสมัยใหม่เช่น คอนกรีต

Chapelle Notre-Dame-du-Haut

Ludwig Mies van der Rohe (1886-1969) ผลงานเด่น Seagram Building , Farnsworth House , Barcelona Pavilion

Mies van der Rohe เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายและมีความสง่างาม ใช้วัสดุเช่น กระจกและเหล็ก และมีสโลแกนที่มีชื่อเสียงว่า “Less is More”

 

Frank Lloyd Wright (1867-1959)

ผลงานเด่น Fallingwater , Guggenheim Museum (New York) , Robie House

Wright เน้นการออกแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และการสร้างอาคารที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์โดยรอบ

 
 

Alvar Aalto (1898-1976)

ผลงานเด่น Villa Mairea , Paimio Sanatorium , Finlandia Hall

Aalto เป็นสถาปนิกชาวฟินแลนด์ที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับธรรมชาติ และการใช้วัสดุไม้ในงานออกแบบ

 

สรุปคือสถาปนิกในยุคสมัยใหม่เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสถาปัตยกรรมให้ก้าวไปข้างหน้า โดยการใช้วัสดุและเทคโนโลยีใหม่ การเน้นฟังก์ชันการใช้งาน และการออกแบบที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ งานของพวกเขายังคงมีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้กับสถาปนิกและนักออกแบบในปัจจุบัน

 
Writer
Picture of Prawpisut Tiangphonkrang

Prawpisut Tiangphonkrang

From the River to the Sea, Palestine will be Free !

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading