Étienne-Louis Boullée เจ้าของอนุสาวรีย์บนหน้ากระดาษ
ผู้ฝากมรดกไว้ในสถาปัตยกรรมร่วมสมัยหลายร้อยปีให้หลัง

หนึ่งในความสำเร็จของสถาปนิกคือการได้เห็นผลงานน้ำพักน้ำแรงด้วยตาตัวเองไม่ใช่แค่ภาพเรนเดอร์หรือแบบบนหน้ากระดาษ สเปซของจริงที่เหมือนกับในภาพเรนเดอร์คงสร้างความพึงพอใจได้ไม่น้อย และอาคารจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับบริบทอย่างไรบ้างนั้นล้วนเป็นสิ่งที่สถาปนิกอย่างเราต่างตั้งตารอที่จะได้เห็น ในอีกมุมหนึ่งนักออกแบบหลายคนได้ค้นพบตัวเองบนหน้ากระดาษ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียนทฤษฎีหรือภาพวาดที่สอดแทรกด้วยหลักปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการออกแบบได้ไม่น้อยไปกว่ากัน เช่นเดียวกับ เอเตียน-หลุยส์ โบลลี นักทฤษฎี อาจารย์และสถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้เรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อแนวคิดสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอย่างมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

ประเทศฝรั่งเศสสมัยกลางศตวรรษที่ 18 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะกระแสความนิยมของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค (Neoclassic) ขึ้นมาแทนที่รูปแบบเดิมอย่างสถาปัตยกรรมคลาสสิคฝรั่งเศส (French Classic) บาโรคตอนปลาย (Late Baroque) และ โรโกโก (Rococo) รูป SEQ รูป \* ARABIC 1 หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส ภาพจาก Gallica Digital Library https://steemit.com/art/@journeytothetop/louis-etienne-boullee-and-the-idea-of-revolutionary-architecture

ศิลปินสู่สถาปนิกบนหน้ากระดาษ

เอเตียน-หลุยส์ โบลลี (Étienne-Louis Boullée, ค.ศ.1728-1799) เกิดที่กรุงปารีสในครอบครัวสถาปนิก ในวัยเด็กโบลลีใฝ่ฝันที่จะเป็นจิตรกร แต่เลือกที่จะศึกษาในสายงานสถาปัตยกรรมตามความต้องการของบิดาโดยความหลงใหลในศิลปะและทักษะของเขายังฉายอยู่ในผลงานต่อๆมา โบลลีเรียนรู้งานจากสถาปนิกที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นอย่าง Jacques-François Blondel, Germain Boffrand และ Jean-Laurent Le Geay โบลลีเปิดสตูดิโอของตัวเองเมื่ออายุ 19 ปีและได้ออกแบบคฤหาสน์ส่วนตัวและอาคารหลายหลังในสไตล์สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค (Neoclassic) ตามแนวทางสมัยนิยมในขณะนั้น

รูป 2 ภาพเขียนบ้านพักอาศัย Hôtel Alexandre หรือ Hôtel Soult กรุงปารีส (สร้างค.ศ. 1763-1766) หนึ่งในอาคารเพียงไม่กี่หลังของโบลลีที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/H%C3%B4tel_Alexandre#/media/File:Hotel_Alexandre.jpg

ต่อมาในปีค.ศ. 1778 โบลลีในวัยย่างห้าสิบปีได้รับการทาบทามให้เป็นศาสตราจารย์ที่สถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส École Nationale des Ponts et Chaussées (Ponts หรือปารีสเทค) และภายใต้ระยะเวลาสิบปีในมหาวิทยาลัยนี้เองที่โบลลีได้สร้างอิทธิพลให้กับวงการออกแบบมาจนถึงปัจจุบันผ่านงานสอนและงานเขียนเชิงทฤษฎี ลูกศิษย์ของโบลลีหลายคนกลายเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงเช่น Jean Chalgrin ผู้ออกแบบประตูชัยฝรั่งเศส, Alexandre-Théodore Brongniart ผู้ออกแบบอาคารตลาดหลักทรัพย์ปารีส Palais Brongniart ให้นโปเลียน, and Jean-Nicolas-Louis Durand อีกหนึ่งนักทฤษฎีผู้มีอิทธิพลในสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค ส่วน Architecture, essai sur l’art (Architecture, Essay on Art) งานเขียนเชิงทฤษฎีสถาปัตยกรรมของโบลลีได้รับความนิยมอย่างล้มหลามในหลายร้อยปีให้หลัง โดยที่คุ้นตากันมากที่สุดน่าจะเป็นภาพเขียนอาคารขนาดใหญ่หลายหลังที่ให้ความรู้สึกพิศวงราวกับก้าวเข้าไปอีกโลกหนึ่ง

รูป 3 และ 4 อนุสาวรีย์ทรงพีระมิด ภาพจาก https://ultrawolvesunderthefullmoon.blog/2021/03/24/etienne-louis-boullee/

ถึงเหล่าผู้เก็บเกี่ยวศิลปะ

ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 การขุดพบซากโบราณสถานสมัยโรมันโบราณอย่างเฮอร์คิวเลเนียม (Herculaneum) และปอมเปอี (Pompeii) มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้กระแสศิลปะฟื้นฟูคลาสสิค (Neoclassicism) ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับสไตล์งานสถาปัตยกรรมที่หันเหไปจากรูปแบบเดิมอย่างบาโรคตอนปลาย (Late Baroque) และ โรโกโก (Rococo) ถึงแม้ว่าโบลลีจะได้รับอิทธิพลเช่นเดียวกับสถาปนิกคนอื่นๆในสมัยนั้น แต่เขายังให้ความสำคัญกับศาสตร์แขนงอื่นๆโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ศิลปะ และอารมณ์ “พวกเราไม่ควรทึกทักเอาว่าหนทางเดียวคือการลอกเลียนแบบศิลปะโบราณเพียงเท่านั้น”  โบลลีมองว่าสถาปัตยกรรมควรมีความเป็น “กวี (poem)” อยู่ในระดับหนึ่ง 

การรังสรรค์สถาปัตยกรรมอันประเสริฐ

ภาพเขียนของโบลลีถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและการสรรสร้างอันประเสริฐ หรือ Sublimity ผ่านการใช้รูปทรงเรขาคณิต แสงเงาและขนาดของอาคาร อีกทั้งยังกระตุ้นความรู้สึกลึกๆ ในใจของผู้รับชม โบลลีมองว่ารูปทรงเรขาคณิตอย่างลูกบาศก์ พีระมิด ทรงกระบอกและทรงกลมว่ามีอิทธิพลต่ออารมณ์ของมนุษย์ โดยเฉพาะทรงกลมที่มองว่าเป็นรูปทรงในอุดมคติ ความหลงใหลในมนุษย์ของโบลลีนั้นอาจมองได้ว่าเขาได้ก้าวข้ามอิทธิพลของสมัยนิยมไปสู่ศิลปะแบบจินตนิยม (Romanticism) ซึ่งเป็นกระแสสังคมสำคัญที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ศิลปะแบบจิตนิยมให้ความสนใจกับความงามของธรรมชาติผสมผสานกับจินตนาการและอารมณ์ของมนุษย์เพื่อต่อกรกับความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ที่แสนเย็นชา

รูป 7 โบสถ์มาดแลน (Church of Madeleine) ภาพจาก The Getty Center https://commons.wikimedia.org/wiki/File:%C3%89tienne-Louis_Boull%C3%A9e,_Architectural_Project_for_the_Church_of_the_Madeleine_-_Getty_Museum.jpg

ทรงกลมในอุดมคติ สถาปัตยกรรมอันประเสริฐ

งานออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงทฤษฎีของโบลลีถึงแม้จะไม่ถูกสร้างขึ้นแต่ล้วนสะท้อนหลักปรัชญาของเขาได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ แนวคิด อัตวัจนสถาปัตย์ (architecture parlante, Talking Architecture) หนึ่งในหลักของสถาปัตยกรรมวิจิตรศิลป์หรือโบซาร์ (Beaux-Arts architecture) หมายความว่ารูปลักษณ์อาคารสามารถอธิบายประโยชน์ใช้สอยภายในได้ด้วยตัวเอง หนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดอนุสาวรีย์เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Cenotaph for Newton, ค.ศ. 1784) อาคารขนาดมหึมาสูงถึง 150 เมตรสูงกว่าพีระมิดกีซ่า ทำให้คนที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าดำมืดดูเล็กจิ๋ว ทรงกลมอันเปรียบได้กับรูปทรงในอุดมคติของโบลลีตั้งใจให้เป็นที่ฝังศพของนิวตัน นักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นสัญลักษณ์ของยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ผนวกกับแสงเงาสร้างความน่าพิศวงและอัศจรรย์อย่างท้วมท้น (Astonishment and Wonder) ตามหลักจินตนิยม ดูยิ่งใหญ่ราวกับเป็นอนุสรณ์สถานโบราณ 

รูป 9 อนุสาวรีย์นิวตัน ภาพจาก National Library of France https://www.archdaily.com/544946/ad-classics-cenotaph-for-newton-etienne-louis-boullee

อนุสาวรีย์ทรงกลมล้อมด้วยฐานสามระดับ ต้นสนไซเปรสแสดงถึงการไว้อาลัยในวัฒนธรรมกรีกโรมันเรียงเป็นแถว ทางลาดและบันไดขนาดใหญ่ทอดยาวเชื่อมกันระหว่างชั้นโดยมีประตูสี่เหลี่ยมขนาดเล็กอยู่ที่ชั้นสองและทางเข้าราวกับอุโมงค์ดำมืดขนาดใหญ่ที่ชั้นหนึ่ง ทางเดินทอดยาวยกสูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้กลางอาคาร ณ ที่ตรงนั้นวางหลุมฝังศพของนิวตันเอาไว้ในความว่างเปล่ามืดมิดท่ามกลางแสงระยิบระยับราวกับลอยอยู่ในเอกภพ ตกกลางคืนภายในอาคารสว่างไสวด้วยโคมไฟใหญ่ยักษ์หน้าตาคล้ายระบบบสุริยะ แนวคิดการใช้รูปทรงเรขาคณิต และการให้คอนทราสต์แสงเงาเพื่อขับสเปซให้เด่นขึ้นพร้อมสร้างความรู้สึกตรึงตราให้กับผู้ที่พบเห็นสามารถพบได้แพร่หลายในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยและบรูทัลลิสต์ กล่าวได้ว่าผลงานของโบลลีแสดงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลเกินยุคสมัยของเขาไปหลายร้อยปีเลยทีเดียว

รูป 10 อนุสาวรีย์นิวตัน ภาพจาก National Library of France https://www.archdaily.com/544946/ad-classics-cenotaph-for-newton-etienne-louis-boullee
รูป 11 อนุสาวรีย์นิวตัน ภาพจาก National Library of France https://www.archdaily.com/544946/ad-classics-cenotaph-for-newton-etienne-louis-boullee

องค์ประกอบสถาปัตยกรรมสื่ออารมณ์

ความคลั่งไคล้อาคารขนาดยักษ์ของโบลลีเรียกเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนร่วมอาชีพได้ไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นงานออกแบบของเขาตั้งใจที่จะสะท้อนวิสัยทัศน์มากกว่าจะนำมาสร้างจริง ชั้นหนังสือสองฝั่งทอดยาวไปจนสุดผนังอีกด้านหนึ่งปิดด้วยหลังคาทางโค้ง Barrel Vault ในงานออกแบบหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส (Bibliothèque du Roi, French National Library, ค.ศ. 1785) เมื่อปี ค.ศ.1785 แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของยุคฟื้นฟูคลาสสิคและการหยิบยืมองค์ประกอบมาจัดวางใหม่เพื่อเร้าความรู้สึก

รูป 12 หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส ภาพจาก Gallica Digital Library https://en.wikipedia.org/wiki/%C3%89tienne-Louis_Boull%C3%A9e#/media/File:Bibliotheque_nationale_boul.jpg

แสงสว่างและเงามืดอันศักดิ์สิทธิ์

ในงานโบลลีแสงและเงามาคู่กันเสมอ อีกทั้งยังแสดงถึงสัญญะเช่นเดียวกับในงานอาสนวิหารมหานคร (Metropolitan Cathedral, ค.ศ. 1782) ลำแสงลอดผ่านรูช่องเปิดบนหลังคาโดมอาบแท่นบูชา สาดส่องไปรอบอาสนวิหารผังทรงไม้กางเขนกรีก ผู้ศรัทธาคุกเข่าอธิษฐานบนขั้นบันไดราวกับได้เป็นพยานในปาฏิหาริย์ เพื่อปลุกความนับถือบูชาที่ฝังลึกในตัวเรา: นี่คือจุดประสงค์ของพิธีทางศาสนา ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมทั้งปวงเพื่อถ่ายทอดความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์สถานที่แห่งนี้ยังจะทำให้จิตวิญญาณของพวกเราได้พบกับความเบิกบานราวกับสวรรค์บนดิน…นั่นจะทำให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะยรรยง/งดงามและเร้าอารมณ์ แต่ราวกับมาจากสวงสวรรค์

รูป 13 อาสนวิหารมหานคร ภาพจาก National Library of France https://www.finestresullarte.info/en/works-and-artists/temples-of-darkness-on-the-neoclassicism-of-etienne-louis-boullee
รูป 14 อาสนวิหารมหานคร ภาพจาก National Library of France https://www.tumblr.com/archiveofaffinities/4060355612/%C3%A9tienne-louis-boull%C3%A9e-project-for-a-metropolitan

เอเตียน-หลุยส์ โบลลี สถาปนิกชาวฝรั่งเศสผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ก่อนกาล อิทธิพลจากผลงานของเขายังคงหลงเหลืออยู่แม้ในปัจจุบัน ในบทนำ “ถึงเหล่าผู้ฝึกฝนศิลปะ” (To Men who cultivate the arts) จากงานเขียน Architecture, essai sur l’art  ของ
โบลลีกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายผู้สนใจในวิจิตรศิลป์ (Fine Arts) ขอให้ยอมทอดทิ้งความเพลิดเพลินอื่นไปสิ้นจนกว่าจะได้มาซึ่งความหลงใหลอันประเสริฐนี้! เนื่องจากความเพลิดเพลินใดที่บริสุทธิ์ไปกว่านั้นเห็นจะไม่มี ความหลงใหลนี้ทำให้เรารักการขวนขวาย แปรเปลี่ยนหยาดเหงื่อให้กลายเป็นความสุข และด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์อันโชติช่วงบีบเค้นเหล่าอัจฉริยะให้สรรค์สร้างผลงานราวดั่งคำพยากรณ์ สรุปว่านั่นคือความหลงใหลที่นำพาความเป็นนิรันดร์มาสู่พวกเรา” (Boullée, “Architecture, Essay on Art,” ใน Rosenau, Boullee & Visionary Architecture, 1974)

Picture of Panon Sooksompong

Panon Sooksompong

สถาปนิกที่หลงใหลในการค้นคว้าสู่นักเขียนผู้ถ่ายทอดเรื่องราว จากกองหนังสือที่เอามารองนอน ตอนนี้ได้ฤกษ์จะถูกหยิบมาเปิดอ่านไปพร้อมกัน
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading