รองเท้าผ้าใบ ASICS กับลายเส้นถักสานของ Kengo Kuma กระเป๋าถือ Louis Vuitton ในฟอร์มแบบ Frank Gehry หรือดอก UNIKKO ของ Marimekko จากฟินแลนด์ในสีฟ้าเฉดของ Blue Bottle แบรนด์กาแฟไลฟ์สไตล์ชื่อดังของญี่ปุ่น
จะเรียกว่า การโคจรมาพบกันของแบรนด์หลากแขนงที่รักงานดีไซน์สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายวงการในเวลาเดียวกันก็ไม่ผิดนัก นั่นก็เพราะการคอลแลบหลายครั้งก็เกินการคาดเดาว่าทั้งสองฝั่งโลกของงานดีไซน์จะมาพบกันได้อย่างไร หรือพบกันในรูปแบบไหน แต่ในเมื่อเราอยู่ใต้ฟ้าของคำว่าดีไซน์ ผลลัพธ์ย่อมออกมาสร้างความประทับใจได้เสมอ
จึงไม่แปลกที่ในช่วงทศวรรษให้หลังนี้ เราจะเห็นความร่วมมือ หรือการ Collaboration ระหว่างศิลปินหรือแบรนด์ต่างสาขามาร่วมกันอยู่สม่ำเสมอจนเรียกได้ว่าปลุกความสนุกให้กับวงการดีไซน์และสื่อสารไปถึงใจผู้ใช้งานอย่างมีสไตล์ จึงเป็นกรณีศึกษาชั้นดีไม่เพียงแต่ในวงการออกแบบเท่านั้น แต่ยังขยายกรอบคิดให้กับวงการธุรกิจที่ว่า ทั้งดีไซน์และธุรกิจต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก เพื่อนำสารของความคิดสร้างสรรค์ส่งต่อไปสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน
ทั้งหมดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่หยิบเอา Reputation หรือชื่อเสียงของแต่ละแบรนด์มาเกื้อหนุนกันเท่านั้น แต่ในแง่ดีไซน์แล้ว นี่คือความท้าทายที่ว่า แต่ละแบรนด์จะสามารถดึงเอาอัตลักษณ์ (Identity) มาตีความ และทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมทางให้ตอบทุกมิติของงานออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างไรบ้าง
ร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมกันระดมสมอง
จริงๆ การคอลแลบประเภทนี้ไม่ได้พึ่งมีมาในช่วงนี้เท่านั้น แต่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งหากเป็นระดับบิ๊กเนมของแต่ละวงการที่โคจรมาพบกัน ก็ยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ทั้งในแวดวงธุรกิจและแวดวงดีไซน์
อย่างในปี 2015 ที่สุดยอดสถาปนิกหญิงแห่งยุค Zaha Hadid มาพบกับแฟชันไอคนิก Pharrell Williams ในงานออกแบบรองเท้าผ้าใบ Adidas รุ่น Superstar ที่กำลังมาแรงในยุคนั้น Pharrell บอกว่า เขาเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Zaha Hadid และการรีดีไซน์หัวรองเท้าซึ่งเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของรองเท้าผ้าใบรุ่น Superstar ก็เกิดขึ้นราวกับเป็นฟอร์มสถาปัตยกรรมของเธอ
อีกงานคอลแลบที่เรียกความฮือฮาได้ไม่แพ้กันคือ Louis Vuitton x Frank Gehry ที่ Gehry หยิบเอาสถาปัตยกรรมชิ้นไอคอนของเขามาย่อขนาดลงเป็นกระเป๋าหิ้ว โดยความโดดเด่นที่งานวัสดุกระเป๋าที่ทำให้ผิวสัมผัสมีความเป็นสถาปัตยกรรมโดยไม่ลืมว่าจะต้องเข้ามือและโดดเด่นยามเมื่อเป็นกระเป๋าหิ้วด้วย การตีความวัสดุสองแบบอย่างวัสดุก่อสร้างที่ต้องแข็งแรงยืนหยัดกับวัสดุสำหรับกระเป๋าที่ต้องอ่อนโยนเข้ากับมือผู้ใช้งานจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับทั้งสองฝั่งงานดีไซน์
หรือย้ายมาฝั่งญี่ปุ่นกับผลการร่วมงานชิ้นล่าสุดของปรมาจารย์จากสองฟากฝั่งเกาะ Kengo Kuma สถาปนิกสายทดลองวัสดุกับเส้นสายที่เป็นลายเซ็น กับ ASICS แบรนด์รองเท้าผ้าใบที่มาพร้อมนวัตกรรมเพื่อกีฬา หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วสองครั้งและได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ปีนี้เพื่อนคู่นี้กลับมาอีกครั้งในแบบซีทรูเหมือนกับงานจักสานและกระดาษที่ผ่านการดีไซน์เพื่อสวมใส่ และเห็นว่าเทคนิคสถาปัตยกรรมเหล่านี้ของ Kuma ก็จะไปคอลแลบกับ Fendi ในซีซันล่าสุดด้วย
จากตัวอย่างงานคอลแลบเหล่านี้เป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับนักออกแบบว่า แม้จะมาจากต่างศาสตร์ของการสร้างสรรค์ แต่มันสมอง นวัตกรรม วัสดุ และการประยุกต์พลิกแพลง ย่อมทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ แถมยังช่วยขยายกรอบความคิดจากการทำงานในแบบเดิมๆ กับบริบทเดิมๆ เดินหน้าสู่งานออกแบบที่เกิดจากการระดมสมองร่วมกัน และได้ของแถมเป็นการตลาดชั้นดีที่ขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้อีก
การตลาดที่ก้าวหน้าไปพร้อมกับงานดีไซน์
ทางฟากฝั่งธุรกิจ แบรนด์ระดับไฮเอนด์มีเหตุผลในการเลือกคอลแลบกับสถาปนิกหรือนักออกแบบ ทั้งในเชิงการออกแบบหน้าร้าน ไปจนถึงการออกโปรดักต์ดีไซน์ใหม่ร่วมกัน ที่ว่า ‘ประสบการณ์ในการสัมผัสแบรนด์ในทุกมิติคือเรื่องสำคัญที่สุด’ ซึ่งสำหรับการแข่งขันในตลาดระดับบน ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งหมด ตั้งแต่ความพิเศษของโปรดักต์ ความอลังการที่ไม่เหมือนใครของหน้าร้าน และที่สำคัญคือ การได้ร่วมมือกับนักออกแบบระดับโลก ย่อมแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และคอนเนกชั่นของแบรนด์ เหมือนกับเป็นพื้นที่แสดงแสนยานุภาพก็ไม่ผิดนัก
ในอีกทาง งานดีไซน์คือคีย์หลักที่ช่วยสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ความงามในทางศิลปะและการออกแบบย่อมหมายความว่าทุกส่วนผ่านการคิดและสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดี การเกื้อกูลกันจากสาขาความถนัดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นกราฟิก สถาปัตยกรรม หรืออัตลักษณ์แบรนด์ แม้จะมีมุมมองหรือเป้าหมายปลายทางที่แตกต่างกัน แต่ระหว่างทางคือการใช้ศิลปะเป็นผู้สรรสร้างชิ้นงานให้ตอบทั้งความงามและการใช้งาน
งานดีไซน์กับธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ซัพพอร์ตกันอยู่เสมอ ธุรกิจบอกกับนักออกแบบได้ว่า ความสนใจของผู้คน กระแสของสังคม หรือทรรศนะในมุมกว้างกำลังเดินทางไปอย่างไร ส่วนนักออกแบบ โดยเฉพาะคนที่มีลายเซ็นเป็นของตัวเองก็จะได้คิดพลิกแพลงว่า ภายใต้อัตลักษณ์ที่เป็นตัวเราหรือแบรนด์จะสามารถเข้าถึงใจผู้คน หรือจะใช้ดีไซน์มีส่วนในการช่วยสร้างสรรค์พฤติกรรมการบริโภค ที่มีทั้งเรื่องรสนิยม ความงาม และฟังก์ชั่นการใช้งานต่อไปได้อย่างไร
จากอัตลักษณ์ของแต่ละแบรนด์สู่คอนเซปต์ของความร่วมมือกัน จากวัสดุในชิ้นงานที่หลากหลายสู่ความเป็นไปได้แบบใหม่ หรือจากกระบวนการดีไซน์ในหลายศาสตร์มาทำงานร่วมกัน ความร่วมมือข้ามสายงานแบบนี้จึงยิ่งเป็นเรื่องสนุกมากกว่าที่ทำให้ได้เห็นแนวคิดใหม่ๆ ถูกนำมาตีความ และก่อให้เกิดพลวัตให้กับงานออกแบบ หรืออย่างน้อยถึงไม่ได้เป็นคนในสายงาน แค่ได้กระตุ้นต่อมคิดและมอบความสุนทรีย์ให้ผู้คนผ่านงานดีไซน์ ก็นับว่าเป็นคุณค่าสำหรับการคอลแลบเหล่านี้แล้ว
สุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ทั้งหลายไม่ว่าทางใดก็ตกมาอยู่ที่ผู้บริโภค คนสำคัญที่จะได้ลิ้มรสทดลองกับชิ้นงานจากมาสเตอร์คนใหม่ๆ ที่อาจจะกลายมาเป็นศิลปินคนโปรดในอนาคต รวมทั้งวงการออกแบบที่คำตอบของงานคอลแลบจะไม่ใช่เพียงการทดลองนำดีไซน์ของสองคนมาเจอกัน แต่เป็นการขยายขอบเขตสู่คำตอบที่เป็นซิกเนเจอร์ใหม่ชนิดที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.