Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
การออกแบบพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติ เป็นแนวคิดทางสถาปัตยกรรมที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างผู้คน และสิ่งแวดล้อม โดยการออกแบบนี้จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น แสง เสียง ลม น้ำ และทิวทัศน์รอบ ๆ การเชื่อมต่อกับธรรมชาตินั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุจากธรรมชาติเท่านั้น
แต่ยังคงเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกเปิดโล่ง มีอิสระ และสามารถเข้าถึงประสบการณ์ของธรรมชาติได้ง่าย สถาปนิกมักใช้วิธีการที่ทำให้พื้นที่ภายในและภายนอกไหลรวมกันอย่างกลมกลืน โดยอาจใช้องค์ประกอบของธรรมชาติ เช่น การเปิดพื้นที่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา การใช้วัสดุโปร่งแสง หรือการนำพืชพรรณเข้ามาในพื้นที่
สถาปัตยกรรมที่เชื่อมการใช้งาน ในชีวิตประจำวัน เข้ากับธรรมชาติ
การออกแบบพื้นที่กลางแจ้งหรือลานกลางแจ้งที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถาปัตยกรรม มักถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ทำให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสประสบการณ์แบบไม่มีขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นเส้นขอบฟ้า เสียงลมที่พัดผ่าน หรือความรู้สึกเมื่อเดินบนพื้นผิวที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
Plaza of Kanagawa Institute of Technology การออกแบบพื้นที่ลานกลางแจ้งผลงานการออกแบบของ Junya Ishigami + Associates ที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรม และธรรมชาติผ่านแนวคิดของความหลากหลายบนพื้นที่กึ่งกลางแจ้ง ในการออกแบบอาคารแห่งนี้แทนที่จะเน้นที่การใช้งานแบบชัดเจน สถาปนิกได้เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ ด้วยการสำรวจวิธีการที่ผู้คนสามารถใช้เวลาในลานกลางแจ้งนี้ได้อย่างอิสระโดยที่ไม่มีการกำหนดการใช้งานเฉพาะเจาะจง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถพักผ่อน และสัมผัสกับบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและสภาพอากาศ
เส้นขอบฟ้าที่ไร้ขอบเขต
แนวคิดพื้นที่กึ่งกลางแจ้ง (Semi – Outdoor) ถูกนำมาใช้ในการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาของสภาพแวดล้อมที่ขาดความหลากหลายทางธรรมชาติ ภายในวิทยาเขตที่ถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ทีมสถาปนิกผู้ออกแบบมีแนวคิดที่จะเลือกไม่ทำลายสภาพแวดล้อมเดิมของพื้นที่ พร้อมแทรกแซงด้วยการออกแบบที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงพื้นที่ “กลางแจ้ง” ใหม่ ผ่านการใช้เพดานโค้งเว้า และพื้นผิวที่มีความยืดหยุ่น
โครงสร้างหลักถูกสร้างขึ้นด้วยแผ่นเหล็กลอยที่รองรับโดยผนังสี่ด้าน ไม่มีเสาค้ำภายใน พื้นผิวโค้งของเพดานสะท้อนลักษณะของธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของแสง และแม้แต่ฝนที่ตกผ่านช่องเปิดบนเพดานทำให้เกิดเอฟเฟกต์ธรรมชาติที่ผู้ใช้สามารถสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ น้ำฝนยังสามารถซึมผ่านพื้นยางมะตอยที่ซึมน้ำได้ ทำให้พื้นที่นี้แห้งและสะดวกสบายในการใช้งาน
การออกแบบพื้นที่นี้ไม่ได้เน้นเพียงความงามทางสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายของผู้ใช้กับธรรมชาติ การสร้างเนินลาด และเส้นขอบฟ้าภายในพื้นที่เพื่อสร้างการสะท้อนของแสง เสียง และทิวทัศน์ ที่พร้อมทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นสถานที่ที่มนุษย์สามารถสัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างแท้จริงเพื่อให้โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่งดงามของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงประสบการณ์ของผู้ใช้และธรรมชาติในทุกมิติ
พื้นที่ลานกลางแจ้งนี้ถูกออกแบบให้เปิดรับทิวทัศน์ได้อย่างกว้างไกล โดยเฉพาะพื้นดิน และท้องฟ้าที่ดูราวกับสามารถมาจะบรรจบกันได้ในปลายทางของพื้นผิวอาคาร ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้เวลาในพื้นที่นี้ได้อย่างไม่รู้สึกถึงข้อจำกัดจากอาคารโดยรอบ การออกแบบที่เน้นทิวทัศน์นี้ทำให้ผู้ใช้งานสัมผัสกับความรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ผ่านเส้นขอบฟ้าที่ไม่มีขอบเขต
สร้างศิลปะจากแสงธรรมชาติด้วยช่องเปิดของลานกลางแจ้ง
ในงานออกแบบของโครงการนี้ จุดเด่นที่น่าสนใจคือการใช้ช่องเปิดกว่า 59 ช่องบนเพดานที่สร้างปรากฏการณ์ทางแสงธรรมชาติให้แก่พื้นที่ โดยช่องเปิดเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้แสงส่องผ่านในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการส่องของแสงอาทิตย์ผ่านเมฆในวันที่ฟ้ามืด ซึ่งทำให้พื้นที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และสภาพอากาศ
เมื่อฝนตก น้ำฝนจะไหลผ่านช่องเปิดและสร้างเสาน้ำที่โปรยปรายลงมา เสริมด้วยเสียงของหยดน้ำที่กระทบพื้น ผสมผสานเป็นทิวทัศน์ทางสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตชีวา และเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่จะมอบประสบการณ์ใช้งานให้แก่ผู้ใช้งานภายในพื้นที่
ด้วยความที่อาคารหลังนี้มีขนาดใหญ่โดยมีระยะกว้างถึง 90 เมตรนี้ทำให้ทีมผู้ออกแบบต้องใช้เทคนิคทางวิศวกรรมขั้นสูง ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเพดานที่อาจยืดหดได้ถึง 30 ซม. จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ โครงสร้างของอาคารหลังนี้จึงถูกเสริมด้วยเสาเข็ม 83 ต้น และสมอบกบนพื้นดิน 54 ต้นที่ติดตั้งบนคานคอนกรีต ซึ่งทำให้โครงสร้างนี้คล้ายกับสะพานแขวน โดยเพดานถูกออกแบบให้มีความสูงระหว่าง 2.2-2.8 เมตร พร้อมแผ่นเหล็กหนา 12 มม. ที่เข้ากันกับขนาดของเฟอร์นิเจอร์
การเลือกใช้วัสดุทีมผู้ออกแบบได้มีการเลือกใช้พื้นยางมะตอยที่ซึมน้ำได้ นอกจากจะช่วยให้พื้นแห้งเร็วหลังฝนตกแล้ว ยังทำให้พื้นที่นี้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดความความติดขัดในการใช้งาน การออกแบบโดยรวมนี้ส่งเสริมการเชื่อมโยงที่แนบแน่นระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้พื้นที่ได้นั่งหรือนอนบนเนินลาดที่มีลักษณะเหมือนเตียงขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกสบายและเชื่อมต่อร่างกายเข้ากับสภาพแวดล้อม สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนี้แสดงถึงการผสานกันของเนินลาด แสงธรรมชาติ เสียงฝน และเส้นขอบฟ้าที่ไร้ขีดจำกัด
Plaza of Kanagawa Institute of Technology ถูกออกแบบให้เป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติอย่างลงตัว โดยผสานทั้งสถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อมเข้าด้วยกันในแบบที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ โดดเด่นด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง แต่แฝงความเรียบง่าย
ช่องเปิดบนเพดานสร้างปรากฏการณ์แสงที่เปลี่ยนไปตามเวลาและสภาพอากาศ ทำให้ผู้ใช้งานสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างชัดเจนซึ่งไม่เพียงแค่การใช้งานในทางวิศวกรรมและโครงสร้างที่ล้ำสมัย แต่อาคารยังสร้างประสบการณ์ที่ชวนให้ผู้ใช้รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ทำให้พื้นที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และผสานกับสภาพแวดล้อม จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เปิดโอกาสให้มนุษย์และธรรมชาติได้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนอย่างแท้จริง
Architects: junya ishigami + associates
Area: 4110 m²
Year: 2020
Architect In Charge: Junya Ishigami
Project Manager: Masayuki Asami
Project Architect: Taeko Abe
Country: Japan
ข้อมูลจาก และรูปภาพจาก : Junya Ishigami completes covered plaza with sloping floor in Japan (dezeen.com)
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance