Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ถ้าพูดถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความวังเวง เรือนพื้นถิ่นของไทยอาจเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนมักนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยเสน่ห์ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่อาจมาพร้อมความเชื่อ และสิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมาของแต่ละพื้นที่ การเล่าเรื่องของเรือนพื้นถิ่นจึงเป็นเสมือนการเปิดประตูสู่โลกของผีไทยในวรรณกรรมไปพร้อมการความสวยงามของภูมิปัญญาพื้นถิ่น
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่น ความงดงามและความลึกลับ
แม้เรือนพื้นถิ่นจะเป็นสัญลักษณ์ของงานออกแบบที่มีความสวยงามและมีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คน พร้อมยังมีอีกมุมหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงนั่นคือ ความรู้สึกของบรรยากาศที่มักเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีสาง ในคืนที่มืดมิด เสียงลมพัดผ่านอาจกลายเป็นเสียงกระซิบของวิญญาณที่ยังคงวนเวียนอยู่ หรือเพียงสายลมที่พัดผ่านฝาไหล หรือฝาสำหรวด วันนี้ Dsign Something ขอพาสำรวจบรรยากาศของเรือนพื้นถิ่นไปพร้อมกับตำนานเรื่องเล่า และความเชื่อของคนโบราณ
เรือนกาแล’ : เสียงกระซิบจาก ฝาไหล
เรือนกาแลในภาคเหนือ สะท้อนเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการออกแบบที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและความเชื่อดั้งเดิม ด้วยโครงสร้างที่ยกสูงไม่เพียงเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ยังทำให้ภายในบ้านมีความเย็นสบาย ทั้งนี้การยกพื้นสูงยังเปิดโอกาสให้แสงและลมสามารถเคลื่อนที่ผ่านไปมา ช่วยปรับสมดุลอากาศภายในบ้านในวันที่ร้อนระอุ และในขณะเดียวกันก็คงบรรยากาศที่ปลอดโปร่งยามค่ำคืน
แต่ยามดึกสงัด ความลี้ลับของเรือนกาแลก็เผยให้เห็นเรื่องเล่าที่แฝงอยู่ในความเชื่อของคนพื้นถิ่น เสียงกระซิบที่ได้ยินในค่ำคืนราวกับเสียงของใครบางคน อาจเป็นเพียงเสียงลมที่แทรกผ่านฝาไหลของบ้าน แต่เมื่อเสียงนกกลางคืนประสานกับเสียงกระซิบนั้น บรรยากาศกลับกลายเป็นชวนขนลุก เงาของโคมไฟในยามค่ำคืนที่ส่องสะท้อนกับฝาไม้ไหลอาจแปรเปลี่ยนเป็นเงาที่สร้างภาพลวงตา บางครอบครัวเชื่อว่าเสียงและเงาเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณจากวิญญาณบรรพบุรุษหรือสิ่งลี้ลับที่ยังคงคุ้มครองบ้านเรือน
การออกแบบของเรือนกาแลที่เปิดโอกาสให้แสงและเงามีส่วนในการสร้างบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยความลึกลับที่ชวนให้คนเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าตำนานเก่าแก่ ความน่ากลัวที่แฝงเร้นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์เรือนกาแล ที่ผู้อยู่อาศัยต่างก็ยอมรับว่าเป็นเสมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างชีวิตจริงกับความเชื่อในอดีต
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคเหนือ
‘เรือนกาแล’
เรือนกาแลเป็นที่นิยมสำหรับผู้มีฐานะ มักมีลักษณะเป็นเรือนแฝด ที่ถูกยกใต้ถุนสูง เพื่อป้องกันอันตรายและสามารถนำพื้นที่ใต้ถุนเรือนมาใช้งานเอนกประสงค์ได้ มีการวางเรือนในแนวขวางตะวัน (หันหน้าจั่วไปทิศเหนือ-ใต้) ทำให้ต้องยื่นชายคาออกไปค่อนข้างยาว เพื่อสร้างร่มเงาให้แก่ตัวเรือนรอบด้าน
โดยเรียงลำดับการเข้าถึงสเปซจากบันได, ‘ชาน’ เป็นพื้นที่ภายนอก สำหรับเชื่อมเรือนหลักและครัวไฟ (ห้องครัว) เข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ ให้ลมสามารถไหลเวียนเข้าสู่แต่ละพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง รวมถึงมีร้านน้ำ (ที่ตั้งหม้อน้ำสำหรับดื่มดับกระหายระหว่างวัน) สร้างอยู่บริเวณชานหน้าหรือหลังเรือน, ‘เติ๋น’ เป็นพื้นที่กึ่งภายนอก ที่ถูกยกระดับขึ้นมาจากชาน ใช้สำหรับรับแขก นั่งเล่น หรือทำงาน โดยบริเวณเติ๋นจะไม่มีฝ้าเพดาน แต่ตีโครงโปร่งสำหรับเก็บของไว้เหนือศีรษะแทน ทำให้ความร้อนสามารถลอยตัวสูงขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการถ่ายเทอากาศให้เย็นสบาย รวมถึงยังเป็นพื้นที่ป้องกันแสงแดดให้กับห้องนอนอีกด้วย
สำหรับใครที่ต้องการโชว์โครงสร้างหลังคาในบ้านโมเดิร์น แต่ไม่อยากเสียพื้นที่ใช้สอย ก็สามารถนำเทคนิคการตีโครงโปร่งเหนือศีรษะของเติ๋น มาใช้เป็นที่เก็บของหรือติดตั้งดวงโคมไฟ เปรียบเสมือนเป็นฝ้าโปร่งก็ได้เช่นกัน
นอกจากพื้นที่ใช้สอยแล้ว เรือนกาแลยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง ‘ฝาไหล’ ช่องลมที่กลมกลืนไปกับผนังอย่างแนบเนียน ทำจากฝาไม้สองชั้นที่ถูกตีเว้นช่องสลับกัน ใช้สำหรับเลื่อนเปิด-ปิดเพื่อระบายอากาศ หรือมองลอดออกไปข้างนอก และ ‘ฝาตาก’ ซึ่งเป็นฝาเรือนด้านข้างที่ผายออก ทำหน้าที่ช่วยป้องกันลมหนาวที่พัดปะทะตัวเรือน ในขณะเดียวกันก็ช่วยระบายอากาศภายในให้โปร่ง โล่ง สบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังทำเป็นชั้นวางของบริเวณช่องว่างที่เกิดขึ้นได้
ฝาไหลและฝาตาก ต่างก็เป็นนวัตกรรม ‘ผนังหายใจได้’ ที่เหมาะกับทุกส่วนของบ้าน โดยเฉพาะบริเวณโถงต้อนรับ, ห้องนั่งเล่น และห้องครัว เราสามารถนำมาประยุกต์เป็นช่องลมในบางจุด หรือจะใช้แทนระนาบผนังทั้งแนวก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเทคนิคการออกแบบ Inside out-Outside in นั่นเอง
‘เรือนเครื่องสับ’ : แหล่งรวมความร้อนและความเชื่อ
เรือนเครื่องสับในภาคอีสาน เป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านโครงสร้างและการออกแบบพื้นที่การใช้งาน ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนในชุมชน ตั้งแต่ห้องครัวที่เป็นหัวใจของการปรุงอาหาร ไปจนถึงพื้นที่นั่งเล่นและที่เก็บของ ทั้งหมดนี้มีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตและสะท้อนวัฒนธรรมอีสานแบบดั้งเดิม
ห้องครัว ในเรือนเครื่องสับถือเป็นจุดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอาหารและความอบอุ่นของครอบครัว การปรุงอาหารและการจัดเตรียมอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่ไม่เพียงแค่เติมเต็มท้อง แต่ยังเติมเต็มหัวใจ สร้างความผูกพันและความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัว ทว่าห้องครัวนี้เองยังเป็นสถานที่ที่ตำนานพื้นบ้านเล่าขานว่าเป็นจุดที่วิญญาณบรรพบุรุษอาจมาเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงกระทบของหม้อหรือเสียงน้ำเดือดบนเตา เสียงเหล่านี้บางครั้งถูกมองว่าเป็นเสียงของวิญญาณที่อาจแฝงตัวมาช่วยปรุงอาหาร เป็นสัญญาณที่สื่อว่าต้องการให้ครอบครัวระลึกถึงพวกท่าน
นอกจากนี้ ทุกมุมของเรือนเครื่องสับตั้งแต่โถงกลาง พื้นที่เก็บของ ไปจนถึงมุมพักผ่อนต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่สื่อถึงความเคารพในความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ทำให้แต่ละมุมของเรือนกลายเป็นสถานที่ที่คนในบ้านเชื่อว่าวิญญาณบรรพบุรุษสามารถกลับมาหาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง งานบุญ หรือแม้แต่การรวมตัวของครอบครัวในการทำอาหาร
เรือนเครื่องสับจึงไม่ใช่แค่ที่พักพิงทางกาย แต่ยังเป็นที่พักทางใจ ที่ผูกโยงอดีตและปัจจุบันของคนในครอบครัวไว้อย่างแนบแน่น สื่อถึงความผูกพันที่มีต่อบรรพบุรุษและความลึกซึ้งในวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคกลาง
‘เรือนเครื่องสับ’
เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ทำให้น้ำท่วมได้ง่าย จึงส่งผลให้เรือนไทยภาคกลางมักจะยกใต้ถุนสูง วางทิศทางเรือนโดยคำนึงถึงการสัญจรเป็นหลัก ตัวเรือนมีความโปร่งโล่ง สามารถรับลมได้ดีจากทุกทิศทาง เนื่องจากมีการเปิด ‘พื้นที่ชานโล่ง’ เชื่อมเรือนอย่างหลวมๆ และมี ‘พื้นที่ระเบียง’ อยู่ด้านหน้าเรือนแต่หลัง รวมกันเฉลี่ยราว 60% ของพื้นที่ทั้งหมด ทั้งยังมีการยกระดับพื้นเรือนไม่เท่ากัน ซึ่งแต่ละพื้นที่สูงห่างกันราว 30-40 เซนติเมตร โดยเรียงลำดับต่ำสุดจาก ‘ชาน’ ไปยัง ‘ระเบียง’ และ ‘ห้องนอน’ ซึ่งมีระดับพื้นสูงสุด ทำให้เกิดการถ่ายเทของอากาศจากลมใต้ถุนและลมหน้าต่างอย่างต่อเนื่องกันทั้งหลัง
สำหรับบ้านในปัจจุบันที่ไม่ได้มีการยกพื้นบ้านสูงเหมือนเรือนไทยกลาง เราก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ชานให้เป็นคอร์ทยาร์ดกลางบ้าน และวางฟังก์ชันต่างๆ ล้อมรอบแทนได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดรับแสงและลมแล้ว ยังสร้างวิวธรรมชาติภายในบ้าน ให้ดูกันเพลินๆ ตลอดเวลาได้อีกด้วย
หลังคามีลักษณะเป็นทรงจั่วสูง และมีระนาบหลังคาอ่อนโค้ง ซึ่งช่วยระบายน้ำฝนปริมาณมากให้ไหลลงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยผ่อนแรงฝนที่ปะทะกับตัวหลังคา และยังช่วยลดการรับความร้อนจากแสงแดดอีกด้วย เนื่องจากไม่มีการทำฝ้าเพดานทำให้สามารถระบายความร้อนออกไปได้ดี ประกอบกับหน้าจั่วบางลายอย่าง ‘จั่วพระอาทิตย์’ ที่มีการเว้นร่องตามเส้นรัศมี และ ‘จั่วใบปรือ’ ที่มีการตีซ้อนไม้ตามแนวนอนเพื่อระบายอากาศ ยิ่งทำให้ความร้อนสามารถถ่ายเทออกไปได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
‘ฝาสำหรวด’ อีกหนึ่งภูมิปัญญา ‘ผนังหายใจได้’ ของเรือนไทยภาคกลาง ที่นำเส้นไม้ไผ่ หวาย หรือแฝกมาสานขัดแตะขัดไขว้กันไปมา ทำให้เกิดช่องว่างให้ลมสามารถพัดเข้ามาได้อย่างโปร่งโล่ง นิยมใช้ในเรือนครัวและโถงพักผ่อน
‘เฮือนอีสาน’ : พิธีกรรมและการดูแลวิญญาณ
ในเรือนอีสาน พื้นที่อย่าง ชานแดดและเกย ไม่เพียงแต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายในและพื้นที่ภายนอกของตัวบ้าน แต่ยังถือเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนถึงความเคารพต่อบรรพบุรุษและธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้าน ในช่วงเทศกาลหรืองานมงคล ชานแดดมักถูกใช้เป็นที่จัดพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษให้มาร่วมงาน พร้อมด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่จัดเตรียมไว้อย่างประณีต บางครั้งจะมีการเปิดเพลงที่เคยฟังด้วยกันในอดีต ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความทรงจำและสายใยแห่งความรักที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ในเวลากลางวัน ชานแดดแห่งนี้อาบไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและอบอุ่น ราวกับเป็นพื้นที่ที่บรรพบุรุษอยู่ใกล้ชิดกับลูกหลานเสมอ ทว่าพอแสงแดดเริ่มลับฟ้า ความมืดที่ค่อย ๆ ครอบคลุมพื้นที่กลับทำให้ชานแดดเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความลึกลับ เสียงลมที่พัดผ่านหรือเสียงของวัสดุไม้ที่เสียดสีตามแรงลม อาจฟังดูคล้ายกับเสียงลมหายใจแผ่วเบาราวกับมีใครกำลังแอบมองอยู่ ทำให้ชานแดดของเรือนอีสานไม่เพียงเป็นสถานที่ของความทรงจำที่อบอุ่น แต่ยังเป็นสถานที่ที่แฝงด้วยมนต์ขลังของเรื่องราวที่เล่าขานกันมานาน
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
‘เฮือนอีสาน’
เมื่อขึ้นไปสู่พื้นที่เฮือน จะพบกับ ‘ชานแดด’ หรือ ‘ชานร่ม’ พื้นที่อเนกประสงค์ ที่มีระดับพื้นต่ำกว่าพื้นเรือนประมาณ 20-25 เซนติเมตร ใช้พักผ่อนนั่งเล่นหรือรับประทานอาหารในยามเย็นและยามค่ำคืน รวมถึงเป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า ตากพืชผล วางกระบะต้นไม้ และวางร้านน้ำเหมือนเรือนภาคเหนือ
ถัดจากชานจะเป็น ‘เกย’ พื้นที่นั่งเล่นกึ่งภายนอก พบได้เฉพาะใน ‘เฮือนเกย’ หรือเรือนเดี่ยวของอีสาน ทำหน้าที่คล้าย ‘ระเบียง’ ของเรือนภาคกลาง และ ‘เติ๋น’ ของเรือนภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างร่มเงาให้กับห้องนอนในเรือนใหญ่ของบ้าน สำหรับ ‘เฮือนแฝด’ และ ‘เฮือนโข่ง’ ซึ่งเป็นเรือนจั่วแฝดจะไม่มีพื้นที่เกยนี้
หากพูดในภาษาของยุคปัจจุบัน พื้นที่เกย คือ ส่วนระเบียงที่ต่อเติมมาเพื่อสร้างร่มเงาให้กับตัวบ้าน ซึ่งเราสามารถใช้ได้กับทุกทิศทาง ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่หน้าบ้านเท่านั้น โดยเฉพาะห้องในทิศใต้และตะวันตก ที่มักถูกแสงแดดสาดเข้ามามากกว่าทิศอื่นๆ
สำหรับครัวไฟจะถูกแยกออกมาจากเรือนใหญ่ มีลักษณะเป็นหลังคาจั่ว ที่มีการตีไม้เว้นช่องบริเวณหน้าจั่ว ทำให้ควันและความร้อนระบายออกไปได้ และมักทำฝาขัดแตะเพื่อรับลมเย็นเข้ามาไหลเวียนแทนที่อย่างปลอดโปร่ง
เรือนไทยมุสลิม: ความเชื่อ วิถีชีวิต และเสน่ห์แห่งการออกแบบที่เปิดโล่ง
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคของภาคใต้ อย่าง เรือนไทยมุสลิม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงการออกแบบแบบ Open Plan อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นที่ภายในเรือนถูกออกแบบให้เปิดโล่ง มีความต่อเนื่องและยืดหยุ่นตามความต้องการใช้งาน
ในเรื่องของความเชื่อและเรื่องเล่าผี เรือนไทยมุสลิมก็มักมีตำนานพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา โดยเฉพาะตำนานเกี่ยวกับ “ผีบ้านผีเรือน” ที่เชื่อว่ามีวิญญาณหรือบรรพบุรุษคอยเฝ้าดูแลและปกปักรักษาเรือนอยู่ หลายครั้งในยามค่ำคืน เสียงแผ่วเบาจากลมที่พัดผ่านตัวเรือนอาจถูกตีความว่าเป็นเสียงกระซิบของวิญญาณบรรพบุรุษ เสียงธรรมชาติอย่างเสียงนกกลางคืนหรือเสียงของไม้เรือนที่ลั่นเนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยน ก็อาจทำให้คนเชื่อมโยงไปถึงความลี้ลับที่อยู่คู่กับบ้าน
ในแง่ของการออกแบบเชิงฟังก์ชัน การจัดผังพื้นที่แบบเปิดโล่งของเรือนไทยมุสลิมยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายในการใช้งาน และช่วยกระจายแสงและลมอย่างทั่วถึง ส่วนนี้เองที่ทำให้ตัวเรือนเย็นสบายตามภูมิอากาศเขตร้อนชื้นของภาคใต้ นับเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความลึกซึ้ง ทั้งในด้านการใช้งานและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม
สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นภาคใต้
‘เรือนไทยมุสลิม’
เรือนไทยมุสลิมค่อนข้างแตกต่างจากเรือนไทยภาคอื่นๆ เนื่องจากต้องรับมือกับสภาพอากาศฝนตกชุกและลมแรง จึงทำให้มีลักษณะเป็นเรือนยาวทั้งหลัง ซึ่งมีการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในอย่างเปิดโล่ง เพื่อสร้างความโปร่งสบายให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน โดยแยกแต่ละฟังก์ชันจากระดับพื้นที่ต่างกัน มีเพียงห้องนอนและห้องละหมาดเท่านั้นที่มีการกั้นผนัง
ซึ่งการวางฟังก์ชันแบบเปิดโล่งเข้าหากันทั้งหมด หรือที่เราเรียกว่า Open Plan ในปัจจุบัน ถือเป็นการวางผังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ยืดหยุ่น มีความ ‘โล่ง โปร่ง สบาย’ ในตัวเอง และยังทำให้สมาชิกในครอบครัวสามารถมองเห็นได้แม้จะไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
รูปทรงหลังคาส่วนใหญ่เป็น ‘บลานอ’ หรือ ‘หลังคามนิลา’ ที่มีความลาดเอียงสูง เพื่อระบายน้ำฝนได้เร็ว และมีการยื่นชายคาปีกนกเสริมออกมา เพื่อปกป้องตัวเรือนและชานทางเข้าจากแสงแดด ฝน และลม นอกจากนี้ยังมีการฉลุช่องแสงบริเวณส่วนบนของผนังอย่างสวยงาม เพื่อสร้างความน่าสบายให้กับตัวบ้านยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งลักษณะพิเศษของเรือนไทยมุสลิม คือ จะไม่ปักเสาไม้ลงดิน แต่จะตั้งเสาเรือนบนหินหรือฐานคอนกรีตแทน เพื่อป้องกันเสาไม่ให้ผุจากความชื้นของดินและปลวกแมลง ทั้งยังง่ายต่อการยกย้ายเรือนเพื่อไปตั้งในสถานที่ใหม่ซึ่งไม่ไกลจากเดิมมากนัก
เมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นในคืนฮาโลวีน เราจะเห็นความงดงามและลึกลับซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของการออกแบบที่โดดเด่น ความอบอุ่นจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้และดิน ทำให้เรือนพื้นถิ่นกลายเป็นที่พักพิงที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเมื่อแสงจันทร์สาดส่องผ่านมุมต่าง ๆ ของเรือน พื้นที่นั่งเล่นและชานแดดที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการสนทนาในยามเย็น กลับเงียบงันและดูเงียบสงัดในค่ำคืนที่มืดมิด
ความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่าอะไรคือของจริงและอะไรคือความเชื่อที่มักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สามารถสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและการรอคอยสิ่งที่ไม่รู้จัก ทุก ๆ ปีในคืนฮาโลวีน เสียงกระซิบจากวิญญาณที่ไม่ได้พักอาศัยอาจมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงความฝันที่หลอกหลอน ชาวบ้านมักเล่าถึงเสียงเพลงและเสียงหัวเราะที่ดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งไม่อาจระบุที่มาที่แน่ชัด เหมือนกับว่าเรือนพื้นถิ่นเป็นประตูสู่โลกอีกใบที่ซ่อนเร้นอยู่
พื้นที่ต่างๆ ภายในเรือนอย่างครัวที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ ก็เต็มไปด้วยความลึกลับ เสียงจานชามที่กระทบกันในคืนที่เงียบสงัดอาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังอยู่ร่วมอยู่ในมื้ออาหาร และเมื่อถึงเวลาทำพิธีกรรม ชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหารไว้เพื่อเชิญวิญญาณมาร่วมในงาน มันกลายเป็นความเชื่อมโยงระหว่างคนกับอดีต แม้ในคืนที่มืดมิด วิญญาณของบรรพบุรุษยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำและวัฒนธรรม
สุดท้ายแล้ว เรือนพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อและภูมิปัญญาในความทรงจำที่ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ในคืนฮาโลวีนที่มืดมิด เรือนเครื่องสับและเฮือนอีสานเหล่านี้ยังคงมีเสียงกระซิบจากอดีต รอคอยการเล่าขานและการเฉลิมฉลองในวันสำคัญที่ยังคงอยู่ในใจของคนรุ่นหลัง ทำให้เรารู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ไม่สิ้นสุดกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สวยงาม แม้ว่าเราจะยืนอยู่ท่ามกลางความลึกลับของคืนฮาโลวีนก็ตาม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
– สืบพงศ์ จรรย์สืบศร. เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา สถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่น. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา. 2558. ที่มา: https://blog.rmutl.ac.th/suebpong/Vernweb/VernArchBook58.pdf
– บุญชัย ขจายเกียรติกําจร และ อรศิริปาณินท์. เหตุผลของฝาตาก. กรุงเทพ: วารสารหน้าจั่ว (ฉ.12). 2558. ที่มา: https://so04.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/44787
ขอขอบคุณภาพจาก
– https://art-culture.cmu.ac.th/Museum/detail/4/
– https://art-culture.cmu.ac.th/Museum/detail/13/
– http://thaihouse.arch.ku.ac.th/home/
– https://www.facebook.com/photo/?fbid=145216775572524&set=a.145216585572543
– Wikipedia
– Pattani Heritage City
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance