ในยุคที่ความทันสมัยและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มีอิทธิพลต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมมากมาย การสร้างสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักออกแบบ และ Swensen’s Tontann Market Flagship Store ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่นได้ทำให้เห็นถึงการบูรณาการขององค์ประกอบเหล่านี้อย่างลงตัว ร้านไอศกรีมแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีเมนูอร่อย ๆ ให้บริการ แต่ยังนำเสนอแนวคิดและอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานผ่านการออกแบบที่ใส่ใจทุกรายละเอียด การใช้องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละสัญญะ สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้มาเยือนด้วย
Iconic with context
โดดเด่นท่ามกลางบริบทเดิม
Swensen’s Tontann Market Flagship Store ที่ตลาดต้นตาล จังหวัดขอนแก่นนั้น ได้รับการออกแบบโดย กุลศรี ตั้งสกุล และตกแต่งภายในโดย Dham architects ตัวสถาปัตยกรรมยืนเด่นท่ามกลางบริบทดั้งเดิมด้วยการผสมผสานระหว่างความเป็นอีสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อย่างลงตัว
บริบทของตลาดต้นตาลเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตคนอีสานอย่างชัดเจน ทั้งการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คน การเลือกเปิดร้านในตลาดต้นตาลนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดที่ต้องการผสานแบรนด์สมัยใหม่เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างสถานที่ที่เป็นมากกว่าร้านไอศกรีมนั่นเอง
ในอดีต ชุมชนอีสานนิยมใช้ “กูบเกวียน” เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางและการขนส่งที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกล การขนย้ายพืชผล หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมสำคัญในงานบุญ
ใช่แล้ว โครงสร้างอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก กูบเกวียน หรือประทุนของเกวียนโบราณ เป็นสัญลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงการเดินทางอันยาวนานของชาวอีสาน ความโค้งสูงของกูบเกวียนถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นโครงสร้างหลังคาที่มีเส้นสายพลิ้วไหว แสดงถึงความประณีตของช่างฝีมือ และสะท้อนการเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของพื้นที่ตรงนี้ในอดีตและปัจจุบัน
การออกแบบของร้านมีการดึงเอาองค์ประกอบจากบริบทนี้มาใช้อย่างชาญฉลาด เพราะเป็นการออกแบบที่ทำให้สามารถยกระดับร้านไอศกรีม ให้กลายเป็นสถานที่ที่ผสานอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันได้
“การจัดแสงภายในร้านถูกวางแผนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามามีบทบาทในการสร้างบรรยากาศที่โปร่งสบายและอบอุ่น ขณะที่แสงประดิษฐ์ก็ถูกใช้เพื่อเน้นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและสร้างบรรยากาศในยามค่ำคืน
“นอกจากนั้นยังเลือกวัสดุพื้นผิว เช่น อิฐช่องลม ที่ใช้ในการออกแบบผนังและโครงสร้าง สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ-สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสาน ผนังอิฐช่วยกรองแสงให้แทรกผ่านเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทำให้พื้นที่ภายในรู้สึกผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่าย ในขณะเดียวกัน พื้นที่ภายนอกได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างไม้และโคมไฟที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ สร้างมิติและเพิ่มสัมผัสที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่” สถาปนิกกล่าว
การใช้วัสดุพื้นผิวแบบดั้งเดิมผสมผสานกับการจัดแสงที่ชาญฉลาด จึงทำให้ร้านแห่งนี้มีความอบอุ่น เกิดการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างวัฒนธรรมอีสานและความทันสมัยขึ้น
โจทย์การออกแบบมาจากบริบทของท้องถิ่นและ Design Brief จากแบรนด์ที่ต้องการให้สาขานี้มีความเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น การดึงเสน่ห์ของความโค้งสูงและเส้นสายอ่อนช้อยของกูบเกวียนมาผสมผสานในโครงสร้างร้าน จึงช่วยทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์บรรยากาศที่รู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่น แต่ยังคงความทันสมัยเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่
การดีไซน์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการตีความวัฒนธรรมดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ที่สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้ร้าน Swensen’s สาขานี้ไม่เพียงแค่เป็นสถานที่รับประทานไอศกรีม แต่ยังเป็นจุดพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนในชุมชน สถานที่ที่พวกเขาสามารถมาพบปะพูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน สร้างความทรงจำดี ๆ ด้วยกัน
Hide and seek meaning in elements
ซ่อนนัยยะไว้ในการออกแบบ
นอกจากกูบเกวียนแล้ว ที่โดดเด่นสะดุดตาชวนมอง ก็คือลายสีแดง-ขาว ที่ถูกออกแบบมาให้แสดงสีของแบรนด์และสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า ย้ำภาพจำของสีและโลโก้ ว่าแต่ลวดลายนี้มันหมายถึงอะไรกันนะ? ลองเดาเล่นๆ คงคล้ายๆ ลายบนกระติบข้าวหรือเปล่า
เฉลย นั่นคือลายทอ “แคนแก่นคูณ” นั่นเอง เมื่อลองมองจากภายนอก จะเห็นเป็นลวดลายสีขาว และจากภายในจะเห็นเป็นลายสีแดง เป็นสองเลเยอร์ที่นำมาซ้อนทับกันของชั้นกระจกทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมอีสานดั้งเดิมและความทันสมัยโดยใช้งบประมาณไม่สูง
สีที่กระจกยังมีส่วนช่วยในการสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา โดยการใช้เฉดสีที่แตกต่างกันในการตกแต่ง ทำให้เกิดการเล่นกับแสงและเงา โดยเฉพาะเมื่อแสงธรรมชาติสาดส่องผ่านกระจกสี จะเกิดการกระจายแสงที่มีความสวยงามและเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ภายใน
การใช้สีที่กระจกยังช่วยเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก โดยทำให้ผู้คนที่อยู่ภายในสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายนอกได้ และในขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินผ่านไปมาจะได้รับรู้ถึงกิจกรรมและบรรยากาศที่เกิดขึ้นภายในร้าน สร้างการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้าง
ลอมข้าวถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างฟอร์มและการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ โครงสร้างอิฐช่องลมที่วางสลับกันเป็นชั้น ๆ อาจจะสะท้อนถึงลักษณะของลอมข้าวที่มีการเรียงตัวอย่างมีระเบียบ อีกทั้งช่องลมเหล่านี้ยังช่วยให้แสงและลมผ่านได้ ซึ่งเป็นการเลียนแบบการระบายอากาศในกองข้าวจริง ช่วยสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งและอบอุ่นในพื้นที่ในแบบที่เชื่อมโยงกับบรรยากาศของวิถีชีวิตชนบท
การออกแบบพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นลอมข้าว ยังสะท้อนถึงการดูแลรักษาและความใส่ใจในรายละเอียด สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน สร้างความรู้สึกที่อบอุ่นและใกล้ชิดธรรมชาติให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมเยือน เป็นการนำความหมายและเรื่องราวของวิถีชีวิตอีสานมาสู่บริบทสมัยใหม่อย่างลงตัว
DesignFacts
ลอมข้าวเป็นองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในวิถีชีวิตของชาวอีสาน สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างการทำเกษตรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพิถีพิถัน ในอดีต หลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะนำข้าวที่ได้มามัดรวมเป็นกองสูงเรียกว่า “ลอมข้าว” เพื่อเก็บรักษาไว้ก่อนที่จะนำไปใช้หรือทำพิธีกรรมสำคัญ โดยลอมข้าวนั้นมีลักษณะเป็นกองสูงซ้อนกันอย่างมีระเบียบ ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรและความรู้ในการป้องกันแมลงและความชื้น เพื่อรักษาคุณภาพข้าวให้ยาวนานที่สุด
Tontann in design
ปลูกต้นตาล ในร้านไอติม
ต้นตาลเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนอีสาน การเลือกนำต้นตาลมาเป็นส่วนหนึ่งในงานออกแบบสื่อถึงการเชื่อมโยงกับชุมชนและสถานที่ตั้งคือตลาดต้นตาล นออกจากนั้นยังเป็นเครื่องหมายที่ชาวบ้านคุ้นเคยและเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ในวิถีชีวิตการเกษตรอีกด้วย
ต้นตาลที่ถูกนำมาแฝงไว้ในงานออกแบบ ช่วยสร้างบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติและร่มรื่น ทำให้ลูกค้าที่มาเยือนรู้สึกเหมือนอยู่ในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและความเป็นชุมชน นอกจากนี้ การออกแบบยังอาจมีองค์ประกอบที่เลียนแบบเงาและเส้นสายของต้นตาล เช่น โครงสร้างไม้และลวดลายบนผนังหรือเพดาน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สื่อถึงการอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
ต้นตาลไม่ได้ถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่โดดเด่นจนเกินไป แต่ถูกแทรกไว้ในรายละเอียดการตกแต่ง เช่น โคมไฟที่มีรูปทรงที่สะท้อนถึงใบตาลหรือวัสดุที่ใช้ในโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกับเนื้อไม้ของต้นตาล การซ่อนสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้งานออกแบบมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับความเป็นท้องถิ่นโดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาอย่างชัดเจน
การใช้ต้นตาลเป็นแรงบันดาลใจในงานออกแบบยังช่วยกระตุ้นความทรงจำของผู้ที่เคยมีประสบการณ์อยู่ในบริเวณตลาดต้นตาลหรือภูมิภาคนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและความคิดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสถานที่นี้ ช่วยให้ร้านมีความหมายที่ลึกซึ้งและไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่เชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อชุมชน
ต้นตาลที่ซ่อนอยู่ในงานออกแบบ Swensen’s Tontann Market Flagship Store จึงเป็นการสื่อถึงความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและภูมิภาค สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ทำให้การมาเยือนร้านไม่เพียงแค่การสัมผัสกับความทันสมัย แต่ยังได้สัมผัสถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ฝังรากอยู่ในท้องถิ่นด้วย
Swensen’s Tontann Market Flagship Store เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการหลอมรวมวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ท้องถิ่น เช่น กูบเกวียน ลอมข้าว ลายทอแคนแก่นคูน และต้นตาล ไม่เพียงแค่สร้างความงามที่มีเอกลักษณ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวอีสานได้ด้วย
พื้นที่ภายในที่อบอุ่นและการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติสะท้อนถึงความใส่ใจในการผสานการออกแบบเข้ากับบริบทของตลาดต้นตาล ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพบปะและแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
Swensen’s Regional Flagship Store
Location : ตลาดต้นตาล จ.ขอนแก่น
Area : 278 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ 116 ที่นั่ง
Budget : 20 ล้านบาท
เจ้าของงาน : ตาลเบอรี่ จำกัด / บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
สถาปนิก : กุลศรี ตั้งสกุล / Kunlasri Thungsakul
อินทีเรีย : Dham architects / Dharaj Shivapakwajjanalert
ผู้รับเหมา : ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญรัตน์ วิศวกรรม / Charoenrat Enginering Limited Partnership
ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก : อาจารย์กุลศรี ตั้งสกุล
ขอขอบคุณภาพจาก : คุณณัฐกร สมบัติธรรม