เพราะ ‘บ้าน’ เป็นสถานที่ที่เราจะอยู่อาศัยไปเป็นระยะเวลานาน ในการตัดสินใจซื้อบ้านแต่ละครั้ง เรามั่นใจว่าทุกคนล้วนมองหาบ้านที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ บ้านที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่คือบ้านที่เข้าใจชีวิตและพร้อมเติมเต็มทุกแง่มุมของการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘บ้านที่เข้าใจชีวิต คือบ้านที่สวยที่สุด’ DNA ในการออกแบบบ้านของ AP ที่ให้ความสำคัญในทุกๆ รายละเอียดของการอยู่อาศัย สู่ผลลัพธ์ของโครงการบ้านที่จะต้องออกมา ‘ดีที่สุด’ ก่อนส่งมอบให้กับลูกบ้านทุกๆ คน
หนึ่งในโครงการเหล่านั้น คือ THE PALAZZO คฤหาสน์ระดับอัลตร้าลักชัวรีจาก AP ที่มีการยกระดับโครงการใหม่ทั้งหมดพร้อมกลับมาในคอนเซ็ปต์ ‘The Symphony of Sophistication and Craftsmanship’ สอดแทรกความเป็น Craftsmanship ในทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยแบ่งออกเป็น 4 แกนแนวคิดหลัก ได้แก่ Timeless Aesthetics ที่มีการปรับภาษาทางสถาปัตยกรรมให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิก อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการออกแบบฟังก์ชันผ่าน 2 แนวคิดอย่างการดีไซน์ Majestic Space และ Multi-Generational Living รวมถึงยังสอดแทรกธรรมชาติในทุกมิติของโครงการด้วยแนวคิด Biophilic Design
ในบทความนี้ เราจะขอพาทุกคนไปสำรวจรายละเอียดการออกแบบทั้ง 4 แกนนี้ไปพร้อมๆ กัน ก่อนจะพบการกลับมาของ THE PALAZZO ในเวอร์ชันสมบูรณ์แบบกับ 2 โครงการใหม่ล่าสุดอย่างกรุงเทพกรีฑา และปิ่นเกล้า-บรมฯ
01 Beaux-Arts
ภาษาของงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในกลิ่นอายคลาสสิก
สำหรับแนวคิดแรกของการออกแบบ คือ การให้ความสำคัญกับสุนทรียศาสตร์ที่สวยงามเหนือกาลเวลา โดยมีการเปลี่ยนโฉมภาษาทางสถาปัตยกรรมใหม่ให้มีความร่วมสมัยในขณะที่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิกผ่านการนำแรงบันดาลใจมาจาก BEAUX-ARTS รูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบวิจิตรศิลป์ที่มีต้นกำเนิดจากสถาบันสอนศิลปะและสถาปัตยกรรมชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง École des Beaux-Arts
ซึ่งงานสไตล์นี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากในปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เพราะถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ให้ความยูนีค วิจิตรสวยงาม และเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมที่เกิดจากการผสมผสานของยุคสมัยได้อย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม, Renaissance, Baroque รวมถึงยุค Neo Classic ซึ่งองค์ประกอบของงาน Beaux-Arts ที่เราสังเกตได้ง่ายๆ นั้น มักจะมีการออกแบบฝ้าทรงโดมที่นำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน การใช้เส้นสายทรงโค้ง (Vaulted) การใช้แพทเทิร์นจากลวดลายธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบราวกันตกหรือราวบันไดให้มีความวิจิตรงดงาม
และนอกจากนั้น อีกหนึ่งแนวคิดของความคลาสสิกที่สถาปนิกชื่อดังในอดีตต่างคำนึงถึงคือ สัดส่วนของอาคารที่ต้องสมบูรณ์แบบและสวยงามในทุกองค์ประกอบอย่าง Golden Ratio หรือสัดส่วนทองคำ
แนวคิดทั้งหมดนี้เองที่ทางโครงการ THE PALAZZO ได้มีการหยิบยกองค์ประกอบต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจจนเกิดเป็นจุดเด่นและภาษาของงานดีไซน์ที่ยูนีค และทำหน้าที่สร้างภาพจำของโครงการได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น Facade ที่ใช้แนวคิด Golden Ratio มากำหนดสัดส่วนตั้งแต่องค์ประกอบเล็กๆ อย่างบริเวณหน้าต่างไปจนถึงองค์ประกอบขนาดใหญ่อย่างซุ้มประตูทางเข้า นอกจากนั้นในแต่ละโครงการยังดีไซน์ให้มีความแตกต่างในแบบของตัวเอง แต่ยังคงกลมกลืนเป็นเอกลักษณ์สุดคลาสสิกตามแบบฉบับของ THE PALAZZO
โดย THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา จะมาในคอนเซ็ปต์ Classical Refinement ที่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ ด้วยการเน้นเส้นนอนผสมผสานการใช้เส้นตั้งบางส่วน รวมถึงใช้สีเอิร์ธโทนเป็นหลัก อีกทั้งยังมีจุดเด่น คือการใช้เสาเรียงรายหรือ Colonnade ที่บริเวณ Facade ในขณะที่ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ มาในคอนเซ็ปต์ Twisted Classical Refinement ที่ยังคงความสุขุม แต่เพิ่มความทันสมัยมากขึ้นด้วยการใช้เส้นนอนผสมผสานกับเส้นทแยงจากหลังคาหน้าจั่ว รวมถึงเลือกใช้โทนสีสันอย่างสีเทาตัดสีเขียวมะกอก พร้อมเติมความคลาสสิกมากขึ้นด้วยการใช้ Facade แบบ Classical Order เพื่อแบ่งตัวฐานบ้านและส่วนด้านบนแทนการใช้ Colonnade
และยังมีการออกแบบ Clubhouse ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมในยุคนั้นเช่น THE PALAZZO ปิ่นเกล้า – บรมฯ ที่มีการดีไซน์ให้อาคารดูแกรนด์ด้วยการใช้ Symmetrical Balance การดีไซน์ให้อาคารมีขนาดโอ่อ่า รวมถึงรายละเอียดในการตกแต่งอย่างหน้าต่างหลังคา (Dormer Window) บริเวณด้านบนของอาคาร หรือการใช้รูปทรงโค้ง Arch มาเป็นส่วนประกอบของ Facade
นอกจากนั้น ที่โครงการนี้ยังมีการออกแบบ Private Grand Ballroom หรือห้องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สามารถจัดงานอีเวนท์ส่วนตัวได้ พร้อมมีฟังก์ชันพิเศษที่รองรับครบครันอย่างบาร์และห้องครัวขนาดใหญ่สำหรับจัดงานเลี้ยง ซึ่งห้อง Ballroom จะออกแบบเชื่อมต่อกับสวนภายนอก สามารถมองเห็นวิวสวน หรือสามารถจัดโต๊ะอาหารด้านนอกเสริมได้อีกด้วย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ต่างได้แรงบันดาลใจมาจากอาคาร The Grand Commun หรือพระราชวังแวร์ซายในประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง
ส่วนโครงการกรุงเทพกรีฑาได้แรงบันดาลใจมาจากอาคารสาธารณะชื่อดังอย่าง Grand Palais ในประเทศฝรั่งเศสที่โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุเหล็กกล้าและหลังคากระจกมาเป็นส่วนหลักของอาคารเพื่อนำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในให้ได้มากที่สุด นำมาสู่องค์ประกอบที่ทางโครงการหยิบมาใช้อย่าง Wrought iron เหล็กรูปลักษณ์อ่อนช้อยที่ถูกใช้บน Facade รวมถึงการออกแบบ Clubhouse ให้เสมือนไม่มีหลังคาโดยการใช้ Parapet เพื่อซ่อนโครงสร้างหลังคา และทำให้อาคารแสดงตัวตนเป็น Public Area ที่ดูแกรนด์มากยิ่งขึ้น
นอกจากเรื่องดีไซน์ ฟังก์ชัน Clubhouse ของทางโครงการนี้ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยมี Private Dining Area หรือพื้นที่รับรองแขกและห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัวที่ลูกบ้านสามารถมาจองใช้บริการได้อย่างสะดวก พร้อมมีเคาน์เตอร์ทำอาหารครบวงจรทั้งแบบ Teppanyaki ที่สามารถเชิญ Private Chef มาทำอาหารให้รับประทานได้ถึงที่ และยังมี Private Theatre ที่สามารถจองเพื่อเข้าใช้งานได้เช่นเดียวกัน
02 Majestic Space
พื้นที่ที่ตอบรับทุกความต้องการของการอยู่อาศัย
ไม่ใช่แค่หน้าตาหรือความสวยงาม แต่ทาง AP ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบฟังก์ชันให้พื้นที่นั้นๆ ตอบรับทุกความต้องการในการอยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความอบอุ่น และเสียงหัวเราะของสมาชิกทุกคนในบ้าน
นำมาสู่การออกแบบสเปซด้วยแนวคิด Majestic Space ที่ให้ขนาดพื้นที่โอ่อ่า กว้างขวางตั้งแต่การ Customized Floor Plan ที่ดีไซน์บ้านทั้ง 4 รูปแบบภายในโครงการให้มีเลย์เอาท์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มลูกค้าได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นลูกบ้านที่ต้องการคอร์ดยาร์ทสำหรับดื่มด่ำกับวิวสวน หรือแม้แต่ลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ เป็นต้น
และยังมีการออกแบบ Spacious space โดยตั้งใจดีไซน์ให้ทุกห้องมีพื้นที่ขนาดกว้างขวางเพื่อรองรับการขยายฟังก์ชันในอนาคต เริ่มจาก ‘ห้องนอน’ ที่เปรียบได้กับอาณาจักรส่วนตัว ด้วยความที่มีพื้นที่เหลือมากพอให้สามารถดีไซน์ได้หลายฟังก์ชันภายในห้องเดียว อย่างเช่น Master bedroom ในแบบบ้านขนาดใหญ่สุดที่ทางทีมดีไซเนอร์สามารถออกแบบได้ถึง 6 ฟังก์ชัน โดยทุกฟังก์ชันในโครงการ THE PALAZZO ได้รับการออกแบบด้วยความพิถีพิถัน ผ่านการวิเคราะห์และสำรวจความต้องการของลูกค้าเก่าอย่างละเอียด เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง
นอกจากนั้น บ้านขนาดใหญ่สุดของโครงการกรุงเทพกรีฑา ยังออกแบบห้อง Living Room บริเวณชั้น 1 ให้ติดกับสระว่ายน้ำ โดยบริเวณนี้ดีไซน์ให้เป็น Double Volume ขนาดใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ เปิดมุมมองสู่สวนและสระว่ายน้ำได้อย่างเต็มตา และที่สำคัญในโซนนี้ยังออกแบบเลย์เอาท์ให้มีขนาดกว้าง สามารถตกแต่งด้วยชุด Furniture ขนาดใหญ่ได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ห้องนี้เหมาะสำหรับเป็นทั้งพื้นที่สังสรรค์ หรือสามารถทำเป็นโถงกลางบ้านขนาดใหญ่ได้ไม่ต่างจาก Lobby โรงแรม บริเวณผนังตกแต่งในสไตล์ Beaux-arts ส่วนฝ้าเพดานดีไซน์คล้าย Skylight โดยใช้ไฟประดิษฐ์ฉายแสง ซึ่งถือเป็น Indirect Lighting ขนาดใหญ่รูปแบบหนึ่ง
ต่อมาคือ ‘ห้องอเนกประสงค์’ ที่มีในทุกรูปแบบบ้านของ THE PALAZZO ซึ่งห้องนี้จะแทรกตัวอยู่ในหลากหลายพื้นที่ และในแต่ละส่วนจะให้ความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป สามารถดีไซน์เป็นได้ทั้งพื้นที่ส่วนรวมของครอบครัวหรือดีไซน์เป็นพื้นที่สำหรับงานอดิเรกส่วนตัวก็สามารถทำได้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ค่อนข้างโดดเด่นคือ ‘ห้องครัว’ ซึ่งทาง THE PALAZZO ก็มีการปรับดีไซน์ใหม่ให้พื้นที่ครัวมาในขนาดใหญ่ตั้งแต่บ้าน Type เริ่มต้น สามารถดีไซน์เคาน์เตอร์ครัวเป็นรูปตัว U ได้สบายๆ และยังมาพร้อมฟังก์ชันอย่าง Food Storage Area มุมพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับเป็นพื้นที่เก็บอาหารโดยเฉพาะ
นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการออกแบบรายละเอียดเล็กๆ เช่น Circulation Management การจัดระเบียบเส้นทางสัญจรเพื่อแบ่งประเภทผู้ใช้งานให้ลงตัว ระหว่างเจ้าของบ้าน Maid รวมถึงคนขับรถ เพื่อให้การอยู่อาศัยได้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด รวมถึงดีเทลในจุดอื่นๆ อย่างเช่น ห้องนอนบริเวณชั้น 2 ของบ้านบางรูปแบบที่ทางโครงการดีไซน์ให้เป็นห้องมุมในทุกห้อง เพื่อให้ผนังไม่ติดกับห้องอื่นๆ เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นบ้านโครงการที่ออกแบบ Planning ได้ค่อนข้างลงตัว และคิดด้วยความใส่ใจในทุกๆ ส่วนอย่างแท้จริง
03 Multigenerational Living
อยู่อาศัยแบบลงตัวในทุกเจนเนอเรชัน
อีกหนึ่งแกนการออกแบบที่เป็นเทรนด์ในยุคปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นการออกแบบเพื่อรองรับครอบครัวขยายขนาดใหญ่ตามบริบทสังคมครอบครัวไทย โดยมีทั้งพื้นที่สำหรับครอบครัวและพื้นที่ส่วนตัว เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยในทุกเจนเนอเรเชัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการออกแบบสำหรับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับประเทศไทยในยุคปัจจุบันซึ่งกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว
ที่ THE PALAZZO ก็มีการนำหลักการเหล่านี้มาใช้เช่นกัน เน้นการออกแบบโดยใช้แนวคิด Universal Design ที่ใช้งานได้จริงตั้งแต่ดีเทลในบางฟังก์ชันเล็กๆ อย่างเช่น บริเวณที่จอดรถที่ดีไซน์ให้มีช่องจอดขนาดกว้างสำหรับรถที่ต้องมีการขนย้าย Wheelchair พร้อมออกแบบให้มีทางลาดชันในองศาที่เหมาะสม ไม่ชันจนเกินไปและมีชานพักรองรับ Wheelchair ได้อีกด้วย
นอกจากนั้นในส่วนของเลย์เอาท์ยังมีการออกแบบตำแหน่งห้องนอนผู้สูงอายุให้ได้รับแสงธรรมชาติและวิวที่ดีเพื่อส่งเสริมบรรยากาศ ช่วยทำให้สภาพจิตใจของผู้สูงอายุแข็งแรง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ที่จอดรถซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการขนย้ายผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ พร้อมมีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องที่กว้างขวางรองรับการใช้งานของ Wheelchair รวมไปถึงการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ระดับเดียวกันกับห้องนอนเพื่อป้องกันการสะดุดลื่นล้มและง่ายต่อการใช้ Wheelchair ซึ่งก็มีการออกแบบระยะความกว้างที่พอดีเพื่อรองรับการใช้งาน และอุปกรณ์ช่วยจับต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ตอบรับการอยู่อาศัยร่วมกับครอบครัวใหญ่ที่มีผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี
และไม่ใช่แค่นั้น เพราะตำแหน่งของห้องนอนอื่นๆ ภายในโครงการนี้ก็ยังมีการออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่คงความ Privacy ในขณะที่เชื่อมต่อสู่พื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวได้อย่างสะดวก เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง
04 Biophilic Design
การออกแบบที่เชื่อมโยงธรรมชาติในทุกมิติ
ส่วนแนวคิดสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ นั่นก็คือ ‘ธรรมชาติ’ ทางโครงการ THE PALAZZO จึงได้มีการหยิบแนวคิด ‘Biophilic Design’ หรือการออกแบบโดยเชื่อมโยงธรรมชาติและผู้คนเข้าไว้ด้วยกันในหลากหลายมิติมาใช้ออกแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีหรือ Well-Being ส่งต่อสู่ผู้อยู่อาศัย
ซึ่ง Clubhouse ของโครงการ THE PALAZZO ได้มีการออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ที่อ้างอิงมาจาก ‘Summer Palace’ หรือพระราชวังฤดูร้อน โดยมีลักษณะของอาคารที่เป็น Glass House และมีพืชพันธ์ Exotic มากมายอยู่ภายใน
เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นอาคารส่วนกลางของโครงการโดยมีดีเทลของการออกแบบเริ่มจาก ‘Visual connection with nature’ หรือการมองเห็นธรรมชาติ อย่างเช่น บริเวณ Living & Dining Area ที่ออกแบบให้มีช่องเปิดทั้ง 2 ด้านเพื่อรับแสงธรรมชาติและเป็นการเปิดทิวทัศน์เพื่อให้ลูกบ้านสามารถมองเห็นพื้นที่สีเขียว และยังรวมไปถึงการดีไซน์ด้วยหลักการ ‘Presence of water’ หรือการมีอยู่ของน้ำในสเปซไม่ว่าจะเป็น Water Feature หรือสระว่ายน้ำที่จะช่วยเสริมบรรยากาศให้โครงการมีความน่าอยู่มากขึ้น
อีกหนึ่งดีเทลที่ค่อนข้างคราฟท์และน่าสนใจคือ ‘Biomorphic Forms & Patterns’ หรือการเลียนแบบรูปทรงธรรมชาติ ซึ่งภายใน Clubhouse ก็มีการออกแบบลวดลายกระเบื้องแบบ Custom-Made โดยได้แรงบันดาลใจมาจากพืชพันธุ์แถบ Asian และยังมีลวดลายบริเวณหัวเสา Corinthian ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพืช Acanthus รวมถึง Chandelier แบบ Custom-Made เช่นเดียวกัน ซึ่งดีไซน์มาจากดอก Cherry Blossom และ Wisteria
และใน 4 แนวคิดที่เรากล่าวมาทั้งหมด ยังมีการนำแนวคิดบางแกนมาผสมผสานเพื่อให้เกิดความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การผสมผสานระหว่าง Beaux-arts และ Biophilic Design ในโซน Botanical Bar (ส่วนหนึ่งของ Sales gallery) ที่ออกแบบโดยใช้เส้นสายโค้งแบบ Vault และ เลือกใช้เสาแบบ Corinthian ผสานกับโทนสีเขียวจากธรรมชาติ พร้อมด้วยลวดลายของเฟอร์นิเจอร์ รูปทรงประติมากรรมสามมิติ รวมถึงการดีไซน์โคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของธรรมชาติ ทุกรายละเอียดล้วนผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีตแบบ Custom-Made ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกจนได้ฟอร์มที่ลงตัวในแบบที่เราเห็น
และทั้งหมดนี้ คือแนวคิดการออกแบบของ THE PALAZZO ที่ยกระดับโครงการใหม่พร้อมกลับมาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Symphony of Sophistication’ ผ่านการคิดดีเทลในทุกๆ รายละเอียดของงานดีไซน์ให้ตอบโจทย์เทรนด์และบริบทของการอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรม สเปซที่ออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัว หรือการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับธรรมชาติในทุกมิติ
สัมผัสความเหนือระดับของการอยู่อาศัยกับคฤหาสน์ระดับอัลตร้าลักชัวรีจาก AP เปิดตัว 2 โครงการใหม่อย่าง THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑาและ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ ราคาเริ่มต้น 45 – 120 ล้านบาท โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ https://apth.ly/f7nr
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.