“เครื่องจักรที่เราอาศัยอยู่นั้นราวกับรถม้าโทรม ๆ ที่คละคลุ้งไปด้วยวัณโรค” คำเปรียบเปรยจากเลอกอร์บูซิเย กล่าวถึงย่านใจกลางกรุงปารีสซึ่งกำลังประสบปัญหาที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรมช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนกลายแหล่งกำเนิดโรคระบาดและอาชญากรรม หนทางแก้ปัญหาของเขานำมาสู่ทฤษฎีสถาปัตยกรรมและผังเมืองโมเดิร์นนิสม์ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก แนวคิดโมเดิร์นนิสม์ช่วยผลักดันเมืองสู่ยุคใหม่ด้วยการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ ให้ความสำคัญกับพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียว หรือการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่งเสริมสุขอนามัย หรือปฏิรูปเทคนิคก่อสร้างเดิม ๆ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งแนวคิดโมเดิร์นนิสม์ก็มีข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งจุดชนวนให้นักคิดจำนวนไม่น้อยเริ่มประยุกต์ผสมผสานเข้ากับข้อดีของผังเมืองดั้งเดิม เมืองเลอเปลซี-โรแบงซง (Le Plessis-Robinson) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาใช้วิธีดังกล่าวซึ่งเรียกว่า Neo-Traditional Urbanism พลิกฟื้นป่าคอนกรีตสีเทาสู่เมืองยุโรปคลาสสิค หวนคืนสู่ความงามตามขนบธรรมเนียมผ่าน “สถาปัตยกรรมละมุน” (Soft Architecture) พร้อมฟื้นฟูอัตลักษณ์ให้ชุมชนและพัฒนาสู่เมืองที่ยั่งยืน
จากแหล่งสังสรรค์ชานเมืองสู่ป่าคอนกรีตสีเทา
เมืองเลอเปลซี-โรแบงซง (Le Plessis-Robinson) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ไม่ไกลจากกรุงปารีส ปัจจุบันมีจำนวนประชากรราวสามหมื่นคน ภายในเมืองเต็มไปด้วยตึกแถวสไตล์คลาสสิคพื้นถิ่นของฝรั่งเศสส่วนใหญ่สูงสองถึงห้าชั้น มีถนนเส้นเล็กตัดผ่านขนาบด้วยต้นไม้ให้ร่มเงาสลับกับสวนทึบครึ้มขนาดใหญ่ และแม่น้ำเทียมที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์นานาชนิด ร้านค้าและร้านอาหารหลากหลายประเภทเรียงรายอยู่สองข้างถนนและผู้คนขวักไขว่ อาคารสำคัญอย่างหอศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งถูกสร้างเอาไว้หลายสิบปีก่อนถูกอนุรักษ์หรือรีโนเวทใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบัน จัตุรัสกลางเมืองจัดตลาดคนเดินสามครั้งต่อสัปดาห์และงานกิจกรรมรื่นเริงอื่น ๆ ตลอดปี
พื้นที่สาธารณะเล็กใหญ่จำนวนมากรวมถึงถนนหนทางประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสี โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆกระจายอยู่ทั่วเมืองในระยะที่เดินเท้าไปถึง เมือเลอเปลซี-โรแบงซง แม้ภายนอกดูเหมือนเมืองยุโรปน่าอยู่ทั่วไป เดิมทีเมืองนี้เคยเป็นย่านแห่งอาคารโมเดิร์นนิสม์สีเทาที่เสื่อมโทรม ผู้คนยากจนและอาชญากรรมกลาดเกลื่อนเช่นเดียวกับบองลิเออ (Banlieue) หรือย่านชานเมืองปารีสแห่งอื่นๆ แต่ได้รับการพลิกฟื้นจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น
เมืองเลอเปลซี-โรแบงซงมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนไปตั้งแต่สมัยยังเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อเพลสซาคัส (Plesslacus) ช่วงทศวรรษที่ 840 ก่อนพัฒนาตามกาลเวลาและเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งจนในปี 1908 ได้ชื่อใหม่ว่า เลอเปลซี-โรแบงซง เมืองนี้เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นย่านกินดื่มสังสรรค์ใกล้กรุงปารีส (Guinguette) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคการเมืองจากฝั่งคอมมิวนิสต์ (Parti Communiste Français, PCF) ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้แทนบริหารเมืองเลอเปลซี-โรแบงซงยาวนานกว่า 40 ปีและแปรสภาพเมืองด้วยนโยบายบ้านพักอาศัยตามแนวคิดโมเดิร์นนิสม์ Post-war Housing เพื่อมุ่งเน้นบรรเทาปัญหาผู้อพยพภายในเมืองหลวง อาคาร อยู่อาศัยสไตล์โมเดิร์นนิสม์ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด จากเมืองขนาดย่อมแปรสภาพกลายเป็นตึกหอพักคอนกรีตหน้าตาเรียบ ๆ เรียงต่อกันเป็นระเบียบขนาบถนนใหญ่และที่จอดรถ คั่นด้วยพื้นที่เปิดโล่งกว้าง รอบข้างอาคารโล้นเตียนเช่นเดียวกับฟาสาดอาคารที่ไร้การตกแต่ง เช่นเดียวกับบองลิเอออีกหลายแห่ง เมืองเลอเปลซี-โรแบงซงพบกับปัญหาขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสมจนกลายเป็นปัญหาสังคม อาคารภายในเมืองมากกว่าครึ่งทรุดโทรมไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย ปลายทศวรรษ 1990 เมืองเลอเปลซี-โรแบงซงเกือบกลายเป็นย่านที่เสื่อมโทรมที่สุดเมืองหนึ่งในฝรั่งเศส
โมเดิร์นนิสม์ แนวคิดเมืองแห่งอุดมคติกลับกลายเป็นดินแดนดิสโทเปีย
ก่อนที่จะไปต่อกับวิธีการพลิกฟื้นเมืองเลอเปลซี-โรแบงซง ขอแวะแนะนำแนวคิดโมเดิร์นนิสม์ (Modernist Urbanism) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในยุคหนึ่งกันสักหน่อย แนวคิดเมืองโมเดิร์นนิสม์เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายช่วงปี 1928 โดยสภาสถาปัตยกรรมใหม่ระหว่างประเทศ (Congrès Internationaux d’Architecture Moderne หรือ CIAM, 1928-1959) ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มสถาปนิกชั้นนำและนักวางผังเมืองจากทั่วโลก โดยมีสถาปนิกในตำนานอย่างเลอกอร์บูซิเยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิก จุดประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ พวกเขามองว่างานออกแบบสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์สำหรับผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้ หลายประเทศที่เข้าร่วมเช่น สหรัฐอเมริกา เบลเยียม สวีเดน ฮอลแลนด์ ฟินแลนด์ สเปน บราซิล สวิตเซอร์แลนด์ ได้ตั้งคณะกรรมการสำหรับทำงานนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว ส่งผลให้ CIAM กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มทรงอิทธิพลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของยุโรปในขณะนั้นเลยก็ว่าได้
สถาปนิกโมเดิร์นนิสม์โดยเฉพาะเลอกอร์บูซิเยมองว่าสถาปัตยกรรมแบบเก่านั้นล้าสมัย พวกเขาต้องการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ทันสมัยเป็นระบบระเบียบนำโดยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ปารีสในมุมมองของเลอกอร์บูซีเยเป็นเพียงโครงสร้างที่ล้มเหลวไม่สามารถรับมือกับการขยายตัวและการมาถึงของสังคมจักรกลได้ จึงเสนอผังเมืองที่มีการแยกพื้นที่อยู่อาศัย ทำงาน และพักผ่อนออกจากกันอย่างชัดเจน ถนนเส้นตรงขนาดใหญ่พาดผ่านรองรับการสัญจรด้วยความเร็วสูง ตึกสูงแบบเรียบง่ายควรแทนที่อาคารเก่าโดยปลดเปลื้องเครื่องตกแต่งออกให้เหมาะกับกระบวนการก่อสร้างสำเร็จรูป (Pre-fabrication) เป็นต้น แนวคิดเหล่านี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางสู่การร่างกฎบัตรเอเธนส์ (Athen Charter) เมื่อปี 1933 เป็นข้อกำหนดการวางผังเมืองมีส่วนช่วยพัฒนาเมืองหลายแห่งในยุโรปอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาสภาพแวดล้อมที่เกิดจากแนวคิดนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความเป็นมนุษย์และยังไม่เอื้อกับวิถีชีวิตมีส่วนทำให้พื้นที่หลายแห่งเสื่อมโทรมและกลายเป็นปัญหาสังคม และด้วยข้อขัดแย้งภายในนำไปสู่การยุบสภา CIAM ในปี 1959 เป็นจุดสิ้นสุดยุคโมเดิร์นนิสม์ในอุดมคติ แต่หลายทฤษฎียังคงหลงเหลือส่งต่อมาในยุคหลัง
วิสัยทัศน์พลิกฟื้นสู่เมืองน่าอยู่
ฟิลิปป์ เปเมเซ็ก (Philippe Pemezec) นักการเมืองจากพรรคเลเรปูว์บลีแก็ง (Les Républicains) ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเลอเปลซี-โรแบงซงในปีค.ศ. 1989 เขาเดินหน้านโยบายฟื้นฟูเมืองด้วยวิธีที่ต่างออกไป ฟิลิปป์มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผังเมืองโมเดิร์นนิสม์และปัญหาทางสังคม สู่การถดถอยของเมืองในที่สุด จึงริเริ่มนโยบายทำให้เมืองกลับมา “สวย” อีกครั้ง ไม่ใช่สุนทรียะตามแนวคิดโมเดิร์นนิสม์แต่ประยุกต์ความงามคลาสสิคพื้นถิ่นให้รองรับการใช้งานในปัจจุบันเพื่อผู้อาศัยโดยเฉพาะ (Neo-Traditional Urbanism) ผังเมืองถูกรื้อวางใหม่โดยมีการจัดลำดับความสำคัญและเข้าได้ง่าย เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ลดความสำคัญของรถยนต์ลงไปอยู่บริเวณขอบของเมือง เน้นความหลากหลายของประเภทอาคารที่อยู่อาศัยและใช้พื้นที่ภายในแบบ Mixed Use ซึ่งเปิดโอกาสให้กับธุรกิจท้องถิ่นได้เติบโต รูปลักษณ์ภายนอกจากบล็อกอาคารสีเทาหวนกลับสู่สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นคลาสสิคของแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ (Île-de-France) ที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
เทศบาลยังออกนโยบายสนับสนุนการเป็นเจ้าของบ้าน (Owner-occupied Homes) ด้วยการดึงดูดผู้คนหลากชนชั้นให้เข้ามาถือกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเมืองเลอเปลซี-โรแบงซงซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่สวยงามและเสนอขายยูนิตให้ผู้เช่าเดิมในราคาพิเศษ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์หุ้นส่วนมหาชน-เอกชน (Public Private Partnership) ลดความเสี่ยงของบริษัทอสังหาฯและช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาล ถนนบางเส้นมีหน่วยงานเอกชนเป็นเจ้าของดูแลรักษาโดยเอกชนที่รัฐบาลเช่าสำหรับใช้เป็นเส้นทางสัญจรสาธารณะ ย่อขนาดถนนลงให้กลายเป็น Street Scale เพื่อลดระยะห่างระหว่างผู้คนลงและเสริมความเป็นชุมชน
สถาปัตยกรรมละมุน
เมืองเลอเปลซี-โรแบงซงโฉมใหม่ได้สถาปนิกมากความสามารถอย่างฟร็องซัวส์ สปัวร์รี (François Spoerry, 1912-1999) มาเป็นสถาปนิกวางผังเมืองควบตำแหน่งหัวหน้างาน ฟร็องซัวส์มีแนวทางพัฒนาชัดเจนโดยเน้นเฉพาะอาคารสไตล์คลาสสิคหรือพื้นถิ่นเท่านั้น โดยเขาเรียกสถาปัตยกรรมเหล่านี้ว่า Architecture Douce (Soft Architecture) หรือสถาปัตยกรรมละมุน ตรงข้ามกับบล็อกอาคารเดิมสไตล์โมเดิร์นที่แข็งกระด้าง มีการสร้างอาคารเคหะชุมชนจำนวนมากเพื่อรองรับผู้อาศัยก่อนที่จะทำการรื้อถอนอาคารเดิม รวมถึงรีโนเวทอาคารสำคัญและสร้างใหม่อีกจำนวนมาก เช่น ย่านใจกลางเมือง Coeur de Ville (Heart of the City) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมของผู้คน รายล้อมด้วยรายค้าและภัตตาคารหลากชนิด พื้นที่สาธารณะ และอาคารสำคัญอีกหลายแห่ง
นอกจากนี้ยังบูรณะพื้นที่บางส่วนในเมืองซึ่งเคยถูกพัฒนาตามแนวคิดอุทยานนคร (Garden City) แต่เนื่องด้วยปัญหางบประมาณจึงถูกยกเลิกในเวลาต่อมาและได้รับชื่อว่าเป็นโครงการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ซึ่งแพงที่สุดในฝรั่งเศส หลังจากนั้น ซาวิเยร์ โบล (Xavier Bohl) ชนะการประกวดออกแบบนำธรรมชาติเข้าสู่เมืองด้วยพื้นที่สีเขียวจำนวนมากโดยเฉพาะการขุดแม่น้ำยาวร่วม 1 กิโลเมตรโดยทำงานร่วมกับนักชีววิทยาเพื่อสร้างระบบนิเวศอันสมบูรณ์ สองข้างแม่น้ำออกแบบเป็นอาคารอพาร์ทเมนต์ในสไตล์พื้นถิ่นแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ (Île-de-France) สอดคล้องกับแนวคิดสถาปัตยกรรมละมุน
ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี เลอเปลซี-โรแบงซง จากย่านเสื่อมโทรมถูกพลิกฟื้นกลายเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อเด็กและครอบครัว สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากดอกไม้ธรรมชาตินานาพันธุ์ ร้านรวงและกิจกรรมต่างๆคึกคัก ทัศนียภาพงดงามด้วยอาคารคลาสสิคพื้นถิ่นของฝรั่งเศส อัตราการจ้างงานในเมืองสูงขึ้น 50% และได้รับรางวัลมากมายเช่น The European Prize of Architecture Philippe Rotthier ในปี 2008 และ Grand Prix de l’urbanisme ในปี 2012 แสดงความเป็นเลิศในแผนการฟื้นฟูเมืองและนโยบายพัฒนาที่มุ่งเน้นชุมชนเป็นสำคัญ เลอเปลซี-โรแบงซงกลายเป็นแม่แบบการฟื้นฟูบองลิเออแห่งอื่นรอบกรุงปารีสรวมถึงต้นแบบเมือง 15 นาที (15 Minute City) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
References
Heatherwick, T. (2023). Humanise: A master’s Guide to Building Our World. Penguin Books.
Maithya, G. (n.d.). The Dignity of Beauty- Le Plessis-Robinson. Rethinkig the Future. Retrieved from https://www.re-thinkingthefuture.com/architectural-community/a9709-the-dignity-of-beauty-le-plessis-robinson/#google_vignette
Siegel, C. (2012, July). Planetizen. Retrieved from https://www.planetizen.com/node/57600
The Aesthetic City. (2023, February). This Town Did The Impossible. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=XfonhlM6I7w
คอร์บูซิเอร์, เ. (2015). เลอร์ คอร์บูซิเอร์ บทสนทนากับนักเรียน. (ต. ปาณินท์, Trans.) ลายเส้น พับบลิชชิ่ง จำกัด.
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.