EXPOverse จักรวาลแห่งนิทรรศการโลก
ไฮไลต์ของงาน World Expo Osaka 2025 และประวัติจุดเริ่มต้นของ World Expo ในอดีต

งานเวิลด์เอ็กซ์โป (World Expo) เป็นการจัดแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการเทคโนโลยี รวมถึงการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่มีประวัติศาสตร์การจัดงานอันยาวนานย้อนไปในอดีตเป็นเวลาร้อยกว่าปี และยังเป็นอีเวนต์สำคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานออกแบบและสถาปัตยกรรม เพราะภายในงานจะเปรียบเสมือนเป็นเวทีแสดงนวัตกรรมด้านสถาปัตย์ ที่นำเสนอการออกแบบ Pavillion ของประเทศต่างๆ

ดยมักจะถูกออกแบบโดยสถาปนิกระดับบิ๊กเนมมากมาย และแฝงด้วยแนวคิดและลักษณะทางกายภาพอันน่าทึ่ง ซึ่งในปีนี้เอง งาน World Expo 2025 จะจัดขึ้นที่เมือง Osaka บริเวณเกาะเทียม Yumeshima ประเทศญี่ปุ่น กลางอ่าวโอซากาที่พัฒนาพื้นที่ให้มีโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่จากการถมทะเล มีเนื้อที่จัดงานกว่า 1.5 ล้านตารางเมตร ในช่วงวันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2025  เป็นเวลา เดือน ภายใต้ธีมงาน Designing Future Society for Our Lives โดยคาดว่าจะมีประเทศเข้าร่วมจัดแสดงงานมากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก และจะมีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 28 ล้านคน นับเป็นหนึ่งใน Mega Event ประจำปีนี้ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว 

โดยวันนี้ Dsign Something จะพาผู้อ่าน ย้อนเวลากลับไปถึงประวติจุดเริ่มต้นของ World Expo ในอดีต เล่าเรื่องผ่านประวัติศาสต์การจัดงานครั้งสำคัญในอดีตที่ผ่านมา ที่ได้พัฒนาธีมงานไปตามยุคสมัยในมุมมองเชิงสถาปัตยกรรม และภาพรวมที่กำลังจะเกิดขึ้นในงาน World Osaka 2025 ในปีนี้!

แนวคิดและธีมองการจัดงาน World Expo อาจจะแบ่งออกเป็นแต่ละ Priod Time ที่ไม่เหมือนกัน ตามยุคสมัยที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งในช่วงแรกๆของการจัดแสดงงานหรือราวศตวรรษที่ 19  จะมุ่งเน้นการแสดงสิ่งประดิษฐ์ และความเฟื่องฟูทางอุตสาหกรรม ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติต่างๆ ซึ่งช่วงหลังศตวรรษที่ 20 จะมุ่งเน้นไปที่สันติภาพ (ช่วงหลังสงครามโลก) และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และในปัจจุบัน จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาระดับโลก เช่น ความยั่งยืน SGDs เมืองอัจฉริยะ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเมืองโอซากา เคยจัด World Expo มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1970 (ทางผู้เขียนเองชอบธีมงานในปีนี้มาก)

งาน World Expo ครั้งแรกของโลก เกิดขึ้นในปี 1851 ที่เมือง London ประเทศอังกฤษ โดยจัดขึ้นในชื่อ The Great Exhibition จุดมุ่งหมายคือการนำเสนอความก้าวหน้าทางการค้าและอุตสาหกรรมการผลิต โดยมี Pavilion Crystal Palace ที่ก่อสร้างโดยเทคนิค Prefabricated ที่มีแนวคิด Modularity

โดยใช้โครงสร้างเหล็กถอดประกอบได้ และกระจกสำเร็จรูปขนาดใหญ่มากกว่า 300000 ชิ้น ประกอบกันเป็น Pavilion จัดแสดงงานขนาดใหญ่แห่งแรกของโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในขณะนั้น กินพื้นที่มากกว่า 92000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่ สวนสาธารณะ Hyde park ใจกลางกรุงลอนดอน  ที่ออกแบบโดยสถาปนิก และ ภูมิสถาปนิกชาวอังกฤษ Joseph Paxton ที่แสดงถึงความก้าวหน้าในเชิงวิศกรรมการก่อสร้างและการผลิตทำซ้ำในเชิงอุตสาหกรรม

การใช้โครงสร้างเหล็กและกระจกขนาใหญ่ ทำให้สามารถเปิดรับแสงธรรมชาติ เพื่อลดการใช้งานแสดงประดิษฐ์ภายในศาลา และยังแฝงด้วยแนวคิดการออกแบบยั่งยืน (ที่ยังเป็นเรื่องใหม่มากในขณะนั้น) โดยจะคำนึงถึงเรื่อง Ventilation โดยการออกแบบกลไลหน้าต่าง และหลังคากระจกที่สามารถปรับมุมององศาเปิดปิดได้เพื่อเพื่มการระบายอากาศ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สีเขียวภายใน เพื่อเพิ่มภาวะน่าสบายโดยใช้แนวคิด  Evaporative Cooling Effect โดยโครงสร้าง ทั้งหมด ใช้แนวคิด Modular design  ด้วยโครงสร้างที่ถอดประกอบได้ ซึ่งหลังจากอีเวนต์ดังกล่าว โครงสร้างทั้งหมดได้ทำการถอดและย้ายไปตั้งที่ Sydenham Hill ในปี 1854 นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกในงานดังกล่าวอย่าง สถานีกลาง King’s Cross Station และระบบรถไฟรางคู่เข้าสู่เมืองลอนดอน 

ต่อมาในปี 1889 กับงาน World Expo ที่เมือง Paris ประเทศฝรั่งเศษ หนึ่งในงานเอกซโปที่ที่ม่สำคัญที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 19 และยังเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี หลังการปฏิวัติฝรั่งเศษ (French Revolution) และตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาณานิคม

(
ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นยุคเฟื่องฟูของอาณานิคมฝรั่งเศษ) อย่างเช่น การทำเหมืองแร่ เกษตรกรรม และการค้า โดยในงานจะเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าทางด้วิทยาการ การผลิตแบบ Mass production อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง และโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นเมืองสมัยใหม่ รวมถึง ศิลปะ และชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์จากความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างไฮไลต์ของงานที่เราทุกคนรู้จักกันดีและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศษในปจจุบันคือ คือหอไอเฟล โดยสถาปนิก Gustave Eiffel ที่มีความสูงประมาณ 300 เมตร ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างโครงสร้างเหล็กที่มีขนาดสูงที่สุดของโลกในขณะนั้น

หอไอเฟล มีความสูงประมาณ 300 เมตร สัญลักษณ์ของความสมัยใหม่ และความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมของประเทศฝรั่งเศษ มีการออกแบบด้วยการต้านแรงลมด้วยโครงสร้างเหล็กแบบ Lattice ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ภายในมีการติดตั้งลิฟต์โดยสารจากบริษัท Otis ที่พาผู้เยี่ยมชมขึ้นสู้ด้านบน และยังมีการออกแบบ Platform สำหรับชมวิวแบบ Panorama ของเมืองปารีส นอกจากนี้ ภายในงานยังมีงานสถาปัตยกรรม และ Pavillion ที่เปิดตัวมาพร้อมกันมากมาย อย่างเช่น อาคาร Galerie des Machines ที่เป็นอาคารโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ ที่มีสแปนเสากว้าง 115 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของการจัดงานที่จัดแสดงความนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงอาคาร French Colonies Pavilion ที่ใช้จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ งานฝีมือ รวมไปถึงชิ้นงานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม 

ข้ามมาในปี 1967 กับงาน World Expo ที่เมือง Montreal ที่เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศแคนนาดา หนึ่งในงาน Expo ที่ประสบความสำเร็จคร้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุดกว่า 50 ล้านคน กับธีมงาน “Man and His world” ที่นำเสนอนวัตกรรม การออกแบบในแขนงต่างๆ แนวคิดทางสถาปัตยกรรม การออกแบบเมืองสมัยใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีอวกาศ (ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการแข่งขันกิจการอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกา กับสหภาพโซเวียต) โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ USA Pavilion (Montreal Biosphere ในเวลาต่อมา) ออกแบบโดยสถาปนิก Buckminster Fuller เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบโดมแก้วทางชีวภาพ ที่ภายในนำเสนอนวัตกรรมการสำรวจอวกาศโดย Nasa รวมถึงอาคาร Soviet Pavilion ที่นำเสนอเทคโนโลยีอวกาศของรัสเซีย แบบจำลองของยาวอวกาศสปุตนิก และยานยนต์ที่ใช้บนดวงจันทร์ Lunokhod 

 ซึ่งในงานนี้ ยังได้มีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัย Habital 67 โดยสถาปนิก  Moshe Safdie ที่มีลักษณะเป็น Housing complex แนวคิดเชิงทดลองที่พัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบเมือง ที่มีทั้งพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สีเขียว ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบ Random stacking และใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบโมดูลลา Prefabricated สมัยใหม่ ที่แต่ละโมดูลที่อยู่อาศัย ใช้แนวคิดการออกแบบที่เปิดรับแสงธรรมชาติ และสามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลางได้ทุกยูนิต ซึ่งโครงการดังกล่าว ยังเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรม Brutalism แบบเมือง และยังเป็นแลนมาร์คของเมือง Montreal จนถึงปัจจุบัน 

การจัดงาน World Expo มาการจัดกันอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมาจนถึงหลังยุค 2000 ที่ในแต่ละปีมีธีมงานและ Pavilion ที่น่าสนใจมากมาย ที่เกี่ยวกับความยั่งยืนและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อย่างเช่น UK Pavilion ในงาน Expo Shanghai 2010 Seed Cathedral” โดย Heatherwick Studio โครงสร้างเหล็กที่เต็มไปด้วยเมล็ดพืชจากทั่วโลก เน้นแนวคิดทางนิเวศวิทยา และอีกครั้งกับ UK Pavilion ในงาน Expo Dubai 2020 Breakthrough Message  โดยดีไซเนอร์ศิลปิน Es Devlin ที่ใช้ฟาซาดและพื้นที่ภายในของ Pavillion ในการสื่อสาร โดยการ ใช้ AI Generate บทกวีที่เป็นข้อความดิจิตอลโต้ตอบกับผู้เข้าร่วมงาน 

กลับมาในปีนี้ กับงาน Osaka world Expo 2025 ที่จะเป็นงานที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นเวทีสำคัญในการออกแบบสังคมแห่งโลกอนาคต กับประสบการณ์ดิจิทัลและอินเทอร์แอคทีฟที่น่าตื่น และการออกแบPavilion ที่ล้ำสมัยและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะทำให้โอซาก้าเป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ 

ไฮไลต์คือการเนรมิตร Pavilion The Grand Roof (หรือ Grand ring) ออกแบบโดย Sou Fujimoto เพื่อใช้เป็นสถานที่หลักในการรองรับผู้เข้าชมงานจากทั่วโลก  ด้วยการใช้เทคนิคการก่อสร้างจากดีเทลการเข้ารอยต่อไม้ที่ถอดแบบจากโครงสร้างอาคารไม้ของวัดญี่ปุ่นดั้งเดิม Kiyomizu ในเมืองเกียวโต  ผสมผสานกับเทคโนโลยีการห่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในรูปแบบของ Pavilion

โครงสร้างวงแหวนไม้ขนาดยักษ์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 700 เมตร และสูงประมาณ 12 เมตร ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 60000 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นหนึ่งในอาคารโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบภายใต้แนวคิด Unity in Diversity” หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยง Pavilion ของประเทศต่าง ๆ ไว้ด้วยกันใต้หลังคาเดียวกัน พื้นที่หลังคาถูกออกแบบให้สามารถเดินขึ้นไปชมวิวได้ สร้างประสบการณ์การเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ

มี pavilion ของประเทศต่างๆมากมายที่เข้าร่วมจัดแสดงงานกันอย่างคับคั่ง และทยอยปล่อยภาพเรนเดอร์ล่าสุดกันออกออกมาบ้างแล้ว อย่างเช่น USA pavilion โดย Trahan Architects, Czech Republic pavilion โดย Apropos Architects , Switzerland pavilion จาก Manuel Herz Architekten, The Netherlands pavilion จาก RAU, Japan pavilion จาก Nikken Sekkei รวมถึง Pavilion จากประเทศไทยด้วย

ทั้งหมดล้วนเป็นการออกแบบ Pavilion ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง และมีแนวคิดการออกแบบที่น่าสนใจเหมาะกับการเยี่ยมชมทั้งสิ้น โดยค่าบัตรเข้าชมงานจะมีหลายราคา ตั๋วเข้าชมงานของผู้ใหญ่จะเริ่มประมาณ 4000 เยน หรือ เก้าร้อยกว่าบาท และมีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายราคา ตั้งแต่การซื้อตั้งแต่ Early Bird, หรือการเลือก  One day pass, Group Ticket, Multiple Entry, และราคาจะแตกต่างไปอีกตามช่วงเวลาการเข้าเยี่ยมชมงานในแต่ละเดือน สำหรับผู้ที่สนใจกดจองตั๋วที่ https://www.expo2025.or.jp/en/tickets-index/price/ และแพ๊คกระเปาเตรียมเดินทางได้เลย!!!! 

Picture of Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading