ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World ของสำนักพิมพ์เพนกวินบุ๊คส์ ผลงานเขียนจาก โทมัส เฮเธอร์วิก (Thomas Heatherwick) สถาปนิกยุคใหม่ขวัญใจใครหลายคน ผู้เป็นที่รู้จักในระดับโลกด้วยผลงานออกแบบที่ดูแล้ว “ไม่น่าเบื่อ” มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยรูปลักษณ์ล้ำสมัย
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่ง “ภัยพิบัติ” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่นั่นคือสภาพแวดล้อมที่ “น่าเบื่อ” ไร้ชีวิตชีวาซึ่งเป็นผลพวงจากระบบทุนนิยมและค่านิยมของสถาปนิกยุคใหม่ เฮเธอร์วิกให้เห็นถึงมุมมองด้านความงามที่ขัดแย้งกันระหว่างสถาปนิกและผู้ใช้งาน จากนั้นตั้งประเด็นปัญหาการรละเลย “ความเป็นมนุษย์” ในงานออกแบบซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคม หรือแม้กระทั่งบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งในระดับประเทศ อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว หนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World จึงเป็นอีกหนึ่งงานเขียนที่ช่วยจุดประกายการความคิดการออกแบบ เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเฮเธอร์วิกเคยค้นพบผลงานของ อันตอนี เกาดี ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขามาจนถึงทุกวันนี้
มนุษย์กับถิ่นที่อยู่
หนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World ถึงแม้จะยังไม่มีฉบับแปลภาษาไทยและตัวหนังสืออาจจะดูหนาพอสมควร แต่เป็นหนังสือที่สนุกเข้าใจง่ายสามารถอ่านจบได้ในเวลาไม่นาน เนื้อหาด้านในสลับกับภาพไม่ได้เป็นตัวหนังสือเล็กจิ๋วเบียดเสียดติดกันเป็นหน้าๆ อีกทั้งยังไม่ค่อยมีศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง(Buzzwords) ต่างกับงานเขียนทฤษฎีทั่วไป สอดคล้องกับประเด็นของหนังสือต่อวงการสถาปนิกสมัยใหม่ที่กล่าวว่าปัจจุบันมีสภาพคล้ายกับ “ลัทธิ (Cult)” เนื่องจากมักคิดค้นหลักปรัชญาศัพท์แสงบรรยายผลงานซึ่งยากที่จะ สร้างความแบ่งแยกระหว่างคนทั่วไปและวงการนักออกแบบหรือศิลปิน แต่ทั้งนี้ก็มีการกล่าวย้ำว่าการหวนคืนสู่สถาปัตยกรรมคลาสสิคไม่ใช่ทางออกเพียงหนึ่งเดียว แต่เพียงคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้นผ่านการออกแบบที่น่าดึงดูดต่างหาก
หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกอาคาร เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักมองเห็นตัวอาคารจากด้านนอกเป็นหลัก อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของอาคารในภายหลังเป็นเรื่องยุ่งยากและมีต้นทุนสูง ดังนั้นกระบวนการออกแบบจึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษตั้งแต่แรก นอกจากนี้อาคารแต่ละหลังล้วนให้ความรู้สึกหลากหลาย ในขณะที่เราเดินผ่านสิบอาคาร สิบอารมณ์จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ ความรู้สึกเหล่านั้นสำคัญมากกว่าที่คิดไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารในเมืองซึ่งมีรูปลักษณ์ส่งผลต่ออารมณ์ในเชิงลบ เป็นรูปลักษณ์จากแนวคิดเมื่อร้อยปีที่แล้ว แนวคิดที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ทำให้เราป่วย เครียด เหงา และหวาดกลัว เป็นลักษณะที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาสังคม ความแบ่งแยก และกลายเป็นหนึ่งในเชื้อไฟสงคราม เป็นรูปลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่ไม่น่าจดจำ แต่ยังลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราไปทีละนิด หนังสือเล่มนี้ถึงกับนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ รูปลักษณ์ดังกล่าวถูกนิยามได้ด้วยคำเพียงคำเดียว “น่าเบื่อ” (Boring)
ซ้ำซ้อนและซับซ้อนบ้างคือดี
อันตอนี เกาดี (Antoni Gaudi) ปรมจารย์สถาปนิกผู้สามารถสะท้อนธรรมชาติออกมาในงานสถาปัตยกรรมได้อย่างมีเสน่ห์ โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างความซ้ำซ้อนและซับซ้อน (Repetition and Complexity) สอดคล้องกับธรรมชาติมนุษย์มักชื่นชอบ “ระเบียบ สมมาตร และลวดลาย” (Order, Symmetry, and Pattern) อย่างไรก็ตามหากองค์ประกอบเหล่านี้ถูกใช้ซ้ำบ่อยเกินไปอาจก่อความรู้สึกจำเจหรือแม้กระทั่งสร้างความอึดอัดขึ้นได้ ในทางกลับกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากรู้อยากเห็นแต่ก็เบื่อง่าย จึงต้องการสิ่งกระตุ้นทางสายตาอยู่เสมอ เป็นนเหตุผลว่าทำไมวัตถุหรือสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนพอเหมาะสามารถดึงดูดสายตาได้ แต่ถ้าซับซ้อนจนเกินไปก็อาจสร้างความรู้สึกโกลาหลและไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน สมดุลระหว่างองค์ประกอบดังกล่าวทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสบายใจและสามารถมองได้ไม่รู้เบื่อ เช่นเดียวกับทิวทัศน์ป่าเขา รอยกระเพื่อมผิวน้ำบนทะเลสาบ ลวดลายบนปีกผีเสื้อ หรือฟาซาดอาคาร Casa Milà
ฟาซาดอาคารที่น่ามองเป็นเหมือนกล่องปริศนาที่น่าไข
ดนตรีและการเล่าเรื่องเป็นศาสตร์อีกแขนงที่เล่นกับ “ความซ้ำซ้อนและซับซ้อน” ได้อย่างแยบยล เช่น จังหวะของกลองหรือคอรัสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานผสมผสานกับเลเยอร์ความซับซ้อนจากบทเพลงและท่วงทำนองของเครื่องดนตรีอื่น การดำเนินเรื่องในนิยายหรือภาพยนตร์ก็มีโครงสร้างที่แน่นอนเริ่มจากการปูเนื้อเรื่อง สู่จุดขัดแย้งจนกระทั่งถึงไคลแมกซ์ ก่อนคลี่คลายและนำไปสู่บทสรุป แม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับรูปแบบดังกล่าวแต่นักเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิงสามารถใส่ความซับซ้อนผ่านเนื้อหาที่ทำให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวได้ วิหารซากราดาฟามิลิอา มีโครงสร้างหลักคล้ายคลึงกับโบสถ์ทรงโกธิคทั่วไป แต่ด้วยความซับซ้อนขององค์ประกอบสร้างความน่าดึงดูดทำให้ไม่สามารถเข้าใจทั้งอาคารได้จากการมองเพียงปราดเดียว ต้องมองแล้วมองอีกจ้องแล้วจ้องอีกเพื่อทำความเข้าใจ เปรียบได้กับจิ๊กซอว์สามมิติอย่างไรอย่างนั้น
องค์ประกอบ 7 ประการแห่งความ “น่าเบื่อ”
หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงข้อเสียของการออกแบบอาคารที่ขาดจิตวิญญาณโดยนำเสนอองค์ประกอบที่ทำให้อาคาร “น่าเบื่อ” ได้แก่ แบนเกิน (Too Flat) ขาดความตื้นลึกของฟาซาดอาคารซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มมิติลดทอนความเป็นเส้นตรงของอาคาร จืดชืดเกิน (Too Plain) ขาดองค์ประกอบตกแต่ง (Ornaments) หรือดีเทลที่สร้างความซับซ้อนให้อาคาร แข็งทื่อเกิน (Too Stright) ขาดรูปทรงอื่นนอกจากสี่เหลี่ยม มุมฉากและเส้นตรง ซึ่งขัดกับธรรมชาติที่ส่วนมากประกอบด้วยเส้นโค้ง เงาวาวเกิน (Too Shiny) โดยเฉพาะฟาซาด Curtain Wall ที่มีแค่กระจกผืนใหญ่และอะลูมิเนียม ซึ่งนอกจากกับมนุษย์แล้วฟาซาดกระจกยังส่งผลต่อสัตว์ด้วย ในสหรัฐอเมริกามีนกบินชนกระจกอาคารเสียชีวิตประมาณหนึ่งร้อยล้านถึงหนึ่งพันล้านตัวในแต่ละปี จำเจเกิน (Too Monotonous)
โดยเฉพาะรูปทรงอาคารซึ่งมีสี่เหลี่ยมซอยย่อยด้วยกริดสี่เหลี่ยมหุ้มด้วยองค์ประกอบฟาซาดสี่เหลี่ยมซ้ำ ๆ กัน ขาดอัตลักษณ์ (Too Anonymous) ไม่สัมพันธ์กับบริบทโดยรอบ ไม่บ่งบอกถึงภูมิภาคหรือประวัติศาสตร์ของสถานที่ซึ่งอาคารนั้นตั้งอยู่ หรือขาด Sense of Place นั่นเอง ตึงเครียดเกิน (Too Serious) โดยเฉพาะตึกสูงสำนักงานสมัยใหม่ที่ให้ความรู้สึกเคร่งเครียดกดดันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เฮเธอร์วิกเน้นย้ำว่า ไม่ใช่ว่าองค์ประกอบที่กล่าวมาจะทำให้อาคารน่าเบื่อเสมอไป ความเรียบง่าย เส้นตรง หรือความมันเงาก็สามารถสร้างสรรค์ให้อาคารโดดเด่นได้ เพียงแต่การมีมากเกินไปในอาคารเดียวหรือพื้นที่เดียวทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความน่าเบื่อที่เป็นพิษ” (Harmful Boring) อาจเปรียบได้กับร่างกายที่มีน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปนั่นเอง
สภาพแวดล้อมที่ “น่าเบื่อ” ทำให้ป่วยได้
“ความน่าเบื่อที่เป็นพิษ” ส่งผลต่อสภาพจิตใจผู้คนโดยตรง งานวิจัยปี 2012 ที่นิวยอร์คแสดงให้เห็นว่าเมื่อเดินทางผ่านย่านอาคารที่น่าเบื่อซ้ำซากจำเจ ผู้คนเกิดความตื่นตัว (Autonomic Arousal) และค่าความเครียดพุ่งสูงขึ้น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามนุษย์สามารถสแกนสภาพแวดล้อมได้โดยสัญชาติญาณ เมื่อเราไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดรายละเอียดจนผิดปกติสมองจะตื่นตัวเพื่อพร้อมรับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น การอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าวในทุก ๆ วันย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าความเบื่อหน่ายส่งผลให้คนขาดการยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การเมือง ความผิดถูกชั่วดี สุขภาพ และความปลอดภัย นอกจากนี้ความเบื่อหน่ายขั้นสุดทำให้ผู้คนยอมรับอุดมการณ์สุดโต่งอีกด้วย Marwa al-Sabouni สถาปนิกหญิงชาวซีเรียได้ทำการวิจัยและชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางกายภาพมีบทบาทสำคัญในการปะทุของสงครามกลางเมืองฮอมส์ (Homs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบผังเมืองใหม่ที่แยกผู้คนต่างความเชื่อและชนชั้นออกจากกัน ส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง และตอกย้ำความแตกแยกกลายเป็นปัจจัยเร่งความบาดหมางระหว่างกลุ่ม
ออกแบบในระยะ ไกล-กลาง-ใกล้
รูปลักษณ์อาคารควรดึงดูดความสนใจได้ทั้งสามระยะไม่ว่าจะสัญจรผ่านด้วยเท้าหรือยานพาหนะ โดยอาคารจะเผยรายละเอียดที่แตกต่างออกไปในแต่ละช่วง ในระยะไกล (City-ประมาณ 40 เมตร) เราจะสามารถรับรู้ถึงรูปทรงสามมิติและสีที่บ่งบอกถึงบุคลิคโดยรวมของอาคารได้ราวกับกำลังมองงานประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ระยะกลาง (Street-ประมาณ 20 เมตร) เริ่มมองเห็นรายละเอียดอาคารได้ชัดเจนขึ้น ลวดลายและพื้นผิวขับเอกลักษณ์ให้โดดเด่น และเป็นโอกาสดึงดูดความสนใจให้ผู้ชมสังเกตองค์ประกอบต่างๆของฟาซาดมากกว่าเพียงกวาดตามอง ระยะใกล้ (Door-ประมาณ 2 เมตร) รายละเอียดดีเทลของวัสดุและงานผีมือกลายเป็นจุดเด่น สะท้อนความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือและสร้างประสบการณ์ที่จับต้องได้ ถือเป็นระยะที่สำคัญมากที่สุด
กฎ 3 ข้อ สร้างความเป็นมนุษย์ให้อาคาร
นอกจากเรื่องระยะแล้วหนังสือเล่มนี้ยังเสนอมุมมองที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ความรู้สึกผู้ใช้งานอาคารถือเป็นฟังก์ชันของอาคาร จริงอยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกควรสอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยภายในตามแนวคิด Form follows function แต่อารมณ์และความรู้สึกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ เราทราบดีว่ารูปร่างหน้าตาอาคารส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ใช้งานดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกควรจะได้รับความเอาใจใส่ไม่ต่างอะไรกับการวางฟังก์ชันภายใน ผลิตภัณฑ์ Apple เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงความพิถีพิถันในรูปลักษณ์ เทียบเท่ากับระบบปฏิบัติการภายใน ออกแบบให้อยู่ได้นับพันปี โดยสอดคล้องไปกับภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม ง่ายต่อการบำรุงรักษาและซ่อมแซม พร้อมทั้งมีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ความงดงามเหนือกาลเวลายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ หรือออกแบบให้เก่าแต่ยังดูดี อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ระยะใกล้ โดยเฉพาะจากระดับพื้นดินเนื่องจากมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้คนมากที่สุด อาคารสมัยใหม่มีหน้ากว้างขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สัดส่วนมนุษย์มักถูกมองข้าม
เราอาจมองว่าอาคารสไตล์เก่ามีความเป็นมิตรมากกว่าอาคารโมเดิร์นทันสมัยแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ความจริงเสมอไป หนึ่งในปัจจัยที่ผู้คนรักอาคารเก่าคือจิตวิญญาณของสถานที่ (Sense of Place) ซึ่งผูกติดกับอาคารหลังนั้นซึ่งทำให้สามารถบอกได้ทันทีว่าอาคารหลังนั้นตั้งอยู่ที่ไหน ดังนั้นไม่ใช่เรื่องผิดที่จะออกแบบอิงตามขนบธรรมเนียม เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราจะเปิดประตูก้าวออกสู่ยุคสมัยใหม่ อาคารอย่าง Burj Khalifa, Hallgrimskirkja, หรือ The Shard ถูกยกให้ติดอันดับสิบอาคารอันเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดทั้ง ๆ ที่มีรูปลักษณ์ต่างออกไปจากอาคารดั้งเดิมโดยสิ้นเชิงทั้งนี้เนื่องจากมีเอกลักษณ์ชัดเจนจนสามารถสร้าง Sense of place ได้นั่นเอง
หนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World ของโทมัส เฮเธอร์วิกนำเสนอมุมมองต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ออกมาได้อย่างสนุกสนานหลากหลาย ด้วยการอธิบายพร้อมตัวอย่างที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพได้อย่างชัดเจน งานเขียนชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งยังคงส่งผลต่อมาถึงปัจจุบัน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบที่คำนึงถึง “ความเป็นมนุษย์” ที่ “ไม่น่าเบื่อ” พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจด้วยแนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง 7 ประเด็นหลักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหนังสือเท่านั้น และหวังว่าบทความนี้จะช่วยกระตุ้นความคิดและแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกัน
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.