Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Adaptive reuse หรือการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างปรับตัว หากมองในเชิงสถาปัตยกรรม คือการนำอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดรูปแบบการใช้งานใหม่ โดยไม่ทำลายคุณค่าของอาคารเดิม วิธีการดังกล่าวเปรียบเสมือนการชุบชีวิตอาคารเก่าให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในปัจจุบันมีสถาปนิกบิ๊กเนมหลายต่อหลายคนที่เชี่ยวชาญเรื่อง Adaptive reuse และใช้วิธีการดังกล่าวปรับปรุงอาคารอนุรักษ์ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานออกสอดคล้องกับบริบทของเมืองที่เปลี่ยนไปโดยคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมและ ประวัติศาสตร์ วิธีนี้ช่วยให้สิ่งปลูกสร้างที่อาจถูกทุบทิ้งสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งตามความต้องการของยุคปัจจุบัน โดยไม่ลบเลือนคุณค่าดั้งเดิมของอาคาร
แล้วรีโนเวทล่ะ? (Renovation) เราเคยได้ยินคำว่า รีโนเวทบ่อยๆ ซึ่งมีอาจจะมีความหมายไกล้เคียงกัน แล้ว Adaptive Reuse ต่างจาก Renovation ตรงไหน? ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Adaptive Reuse และ Renovation อยู่ที่วัตถุประสงค์และวิธีการ
โดย Adaptive Reuse การนำอาคารเดิมมาใช้ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์เดิมที่สร้างไว้ (การเปลี่ยน Function) มีจุดมุ่งหมายคือยืดอายุการใช้งานของอาคาร พร้อมทั้งรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือสถาปัตยกรรม โดยส่วนมากจะเป็นอาคาร Public Space อย่างเช่น เปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นออฟฟิศสมัยใหม่ หรือเปลี่ยนโบสถ์เป็นร้านหนังสือ
ส่วนการรีโนเวท เป็นการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือทำให้อาคารมีสภาพดีขึ้น อย่างเช่นการเปลี่ยนวัสดุ โทนสี การเสริมแต่งโครงสร้างสถาปัตยกรรม การปรับ Space Planning โดยยังคงรูปแบบการใช้งานเดิมไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายคือปรับปรุงรูปลักษณ์ ประสิทธิภาพ หรือโครงสร้างของอาคารให้ดีขึ้นโดยไม่เปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานเดิมซึ่งยังจะช่วยประสบการณ์ของผู้ใช้งานใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น ปรับปรุงโรงแรมเก่าให้มีการตกแต่งทันสมัยขึ้น ใส่ Wow Factor ใหม่ๆเข้าไป แต่ยังคงใช้งานเป็นโรงแรมอยู่
โดยหากจะสรุปง่าย ๆ อาจพูดได้ว่า Adaptive Reuse คือการเปลี่ยนฟังก์ชั่นใช้งานอาคาร อย่างเช่นโครงการ Tianbao Cave โดยสถาปนิกรางวัล Pritzker คนล่าสุดอย่าง Liu Jiakun โดยการเสริมโครงสร้าง Pavillion ซ้อนทับลงในนำอาคารเก็บสุราจีนเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมในเมือง Luzhou และมีการมีปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้มีการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น อย่างเช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ และหอศิลป์ เพื่อเป็นจุด Travel Destination แห่งใหม่ของเมือง
ส่วนการรีโนเวท คือการปรับปรุงอาคารให้ดีขึ้นในรูปแบบเดิม อย่างเช่นโครงการ Shiroiya Hotel โดยสถาปนิกผู้ออกแบบ Main Pavillion งาน World Expo ปีล่าสุดอย่าง Sou Fujimoto ที่ทำการพัฒนารีโนเวทโรงแรมเดิมที่มีสภาพเก่าทรุดโทรมให้กลับมาใช้ได้ไหม่อีกครั้ง
โดยมีการเพิ่มลูกเล่น งาน Artwork กำหนด Theme การออกแบบ การเปลี่ยนวัสดุและการเปิด Space ให้โรงแรมดังกล่าวดูมีความน่าสนใจสอดคล้องกับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบ New Nomad ในปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง โดยวันนี้ DS จะมาพูดถึง หลักการ และ Case Study ของวิธีการ Adaptive Reuse เกี่ยวกับบริบทงานสถาปัตยกรรม ที่มีการปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงโครงการที่มีการปรับเอกลักษณ์ (Cooperate Identity) ไม่ว่าจะเป็นการเสิรมกราฟฟิก การกำหนดธีมสี และแนวทางการเลือกใช้วัสดุใหม่ๆ แต่ยังรักษาอัตลักษณ์ของอาคารเก่าที่น่าสนใจมาให้ฟังกัน
หลักการของ Adaptive Reuse หรือการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยในงานสถาปัตยกรรมภายใน โดยทั่วไปจะมีลำดับขั้นตอนอยู่ 4 ขั้น คือ 1) การทำความเข้าใจถึงบริบทของสถานที่เบื้องต้น และการกำหนดขอบเขตโครงการให้เหมาะสมกับอาคารประวัติศาสตร์ที่จะนำมาปรับปรุง 2) การจัดทำแผนงานและการออกแบบโครงการ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่จะทำการประเมินคุณค่า ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร รวมถึงกำหนดระดับวิธีการอนุรักษ์ 3) ขั้นตอนการปรับปรุงอาคาร และสุดท้ายหลังจากการปรับปรุงอาคารเสร็จสิ้น จะเป็นขั้นตอนการดูแลอาคารหลังเปิดการใช้งาน ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่มีการประเมินผลจากการใช้งานของอาคาร ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เปลี่ยนไป และการวางแผนการดูแลรักษาหลังการเปิดใช้งาน
นอกจากนี้การปรับประโยชน์ใช้สอย ยังต้องคำนึงถึงบริบทโดยรอบอาคารดั้งเดิม และองค์ประกอบอาคารที่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทางกายภาพ อย่างเช่น โครงสร้าง ฟาซาด งานระบบ พื้น ผนัง ฝ้า วัสดุ และในเชิงพื้นที่ คือการปรับเปลี่ยนสเปซที่เปลี่ยนไปตามความต้องการของอาคาร โดยทั้งหมด จะทำภายใต้พื้นฐานที่จะต้องไม่ลบเลือนคุณค่าดั้งเดิมของอาคาร และจะต้องเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างร่องรอยดั้งเดิมที่มีคุณค่าทางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และความใหม่ที่ทำการออกแบบเสริมแต่งเข้าไป
โครงการ New Bahru ในประเทศสิงคโปร คือการปรับเปลี่ยนปฟีงก์ชั่นของโรงเรียนมัธยม Nan Chiau High School ที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นศูนย์ชุมชนที่มีร้านค้าและร้านอาหาร และพื้นที่ให้เช่าเชิงพาณิชย์ตามความต้องการของยุคสมัยปัจจุบัน แต่ยังได้หลงเหลือร่องรอยของความเป็นโรงเรียนเดิมอยู่ อย่างเช่นลานสนามเด็กเล่น ลานเสาธง หรือความเป็นพื้นที่ทางเดินหน้าห้องเรียน เพียงแค่ปรับการใช้สอยให้เข้ากับการความต้องการในปัจจุบัน รวมถึงรีแบรนด์ใหม่โดยการออกแบบ Corporate Identity ทั้งโลโกโทนสี การเลือกใชวัสดุตกแต่งให้มีสี โทนอบอุ่น – Earth Tone รวมถึงการกำหนด Concept การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางมีอัตลักษณ์สมัยใหม่มากยิ่งขั้น อีกทั้งการคัดเลือกร้านค้าภายใต้ธีมที่ได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นในทิศทางเดียวกันที่มีแนวคิดเกี่ยวกับเชิงธรรมชาติได้อย่างลงตัว ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนและการฟื้นฟูชุมชน
โครงการบูรณะโบสถ์ Nostra Signora della Costa ในเมือง Levanto โดยสตูดิโอ Caarpa แห่งเมือง Genoa ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นอาคารเก่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนนานต้องแต่ต้นศวรรษที่ 14 และได้ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งานเป็นโบสถ์อีกต่อไป เมื่อกลางศตวรรษที่ 20 เนื่องจากการขยายตัวของเมือง และการขาดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
พื้นที่ภายใน ได้ถูกปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นใช้งานให้ เป็นพื้นที่สำหรับการประชุม สัมมนา และโถงกิจกรรม รวมถึงเป็นทางสัญจรเชื่อมต่อไปยังส่วนพักผ่อนแบบชั่วคราวในอาคาร โดยการก่อสร้างโครงสร้างชั้นลอยด้วยโครงสร้างเหล็กสีฟ้าอ่อน โดยได้แนวคิดมาจากพื้นที่ห้องใต้หลังคาสำหรับนักร้องประสานเสียงแบบดั้งเดิม เปรียบเสมือนกับการการแทรกองค์ประกอบภายนอกเข้าไปในโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ โดยจุดที่ทำการติดตั้งจะอยู่บริเวณทางเข้าหลักบริเวณด้านหน้า ที่รับน้ำหนักด้วยเสาหนาสองต้นที่ถูกใช้ติดตั้งโครงสร้างบันไดพันรอบเสา ส่วนที่รับน้ำหนักด้านตรงข้ามนั้นเป็นคานโครงเหล็กโค้งที่ได้แนวคิดจากแท่นบูชา โดยมีการติดตั้งห้องน้ำที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณชั้นลอยเพื่อรองรับความต้องการด้านการใช้งาน ส่วนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับมรดกทางวัฒนธรรม ได้ถูกการบูรณะให้กลับมาใช้งานได้ อย่างเช่นการรื้อแผ่นพื้นคอนกรีตที่ผุพังและทำการติดตั้งแผ่นพื้นหินอ่อนสีเข้มเข้าไปแทน รวมถึงการปรับปรุงสร้างหลังคาและฝ้าเพดานแบบเรียบ
สิ่งที่สถาปนิกจากสตูดิโอ Caarpa มุ่งเน้นคือการตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานที่เปลี่ยนไปของสถานที่ การติดตั้งโครงสร้างชั้นลอยจะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่าง และจัดระเบียบแผนผังแบบเปิดโล่งให้เป็นสัดส่วน พื้นที่ด้านล่างโครงสร้างชั้นลอยทำหน้าที่เป็นตัวกรองของผู้ใช้งานระหว่างภายในและภายนอกอาคาร พื้นที่ชั้นล่างทั้งหมด ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโถงกิจกรรม ในขณะที่แพลทฟอร์มชั้นบนป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ของอาคาร และรองรับการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ผู้เยี่ยมชมจะสามารถชื่นชมห้องโถงจากมุมมองใหม่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การคงไว้ซึ่งร่องรอยจากอดีต อย่างเช่น งานจิตรกรรมปูนเปียกบริเวณผนัง หรือฝ้าเพดานโค้ง รวมถึงลวดลายร้าวแตกที่ไม่สมบูณ์ตามธรรมชาติของผนังปูนที่ข้ามผ่านกาลเวลา ที่เมื่ออยู่คู่กับโครงสร้างเหล็กสมัยใหม่สีฟ้าอ่อนที่ได้ทำการเพิ่มเติมลงไป กลับแลดูลงตัว ไม่รบกวนและเปรียบเสมือนกับการเคารพต่ออาคารประวัติศาสตร์ดั้งเดิม
Grüntuch Ernst Architects ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิกชาวเยอรมันที่ก่อตั้งในปี 1991 ได้ดัดแปลงศาลและเรือนจำหญิงที่ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในเขต Charlottenburg ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันให้กลายเป็นโรงแรมชื่อ Wilmina
อาคารสองหลังคือ อาคารส่วนที่เป็นศาล และ อาคารเรือนจำเก่าที่ได้รับการคุ้มครองทางเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มี เรือนจำแห่งนี้เคยใช้เป็นเรือนจำหญิงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงจำนวนมากจากขบวนการต่อต้านถูกคุมขัง และถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งานในเวลาต่อมาเนื่องจากบริบัทความเป็นเมืองที่เปลี่ยนไป
จนเมื่อปี 2010 ได้ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเมือง โดยส่วนที่เป็นศาลเดิม ได้ถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ห้องจัดแสดงอเนกประสงค์ และร้านอาหาร ที่ยังคงการตกแต่งด้วยอิฐสีแดงและใช้แสงไฟสลัวเพื่อคงไว้ซึ่งกลิ่นอายดั้งเดิม ส่วนพื้นที่เรือนจำห้องขัง ได้ถูกพัฒนาเป็นห้องพักที่สามารถรองรับแขกผู้ใช้งานได้ทั้งหมด 44 ห้องใน 5 ชั้น รวมถึงมีรูมไทป์แบบเพนท์เฮาส์ใหม่ที่ชั้นบนสุด โดยทั้งหมด ได้ถูกรับการออกแบบตกแต่งภายในหม่ทั้งหมดด้วยสีโทนสว่าง สบายตา และบริเวณ Corridor ห้องพักได้ถูกพัฒนาจากพื้นที่ทางเดินแบบเรือนจำให้เป็นโถงสูงโล่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติได้ ที่มีการเลือกใช้วัสดุ และโทนสีได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่ระเบียงบนดาดฟ้า รวมถึงห้องสมุด บาร์ สปา และห้องออกกำลังกาย ที่มีฟังก์ชั่นตามมาตรฐานของโรงแรม โดยการตกแต่งภายในทั้งหมดยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิมของอาคาร และเผยให้เห็นร่องรอยการใช้งานจากในอดีต อย่างเช่นบานประตูกลอนสลักดั้งเดิม กรอบหน้าต่างเหล็ก ราวกันตกเหล็ก หรือโครงสร้างฝ้าเพดาน ส่วนพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น ทางเข้าแกลเลอรีและพื้นที่ห้องโถงกลาง ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้คงเดิม มีเพียงเพิ่มแค่การติดตั้งดวงโคมตกเพื่อความสวยงามเข้าไปเท่านั้น แต่องค์ประกอบด้านอุปกรณ์นิรภัยอย่างเช่น ตาข่าย หน้าต่างเหล็ก และประตูลูกกรง ได้ถูกรื้อถอนและพัฒนาไห้เหมาะสมกับการใช้งานรูปแบบโรงแรมในปัจจุบัน
โครงการ The Waterhouse South Bund เมือง Shanghai ประเทศจีน โดย Neri And Hu ที่ได้แปลงโฉมอาคารโกดังสินค้าเก่าริมน้ำ ที่ไม่ได้ถูกใช้งานมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 ให้กลายเป็นโรงแรม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แต่ยังคงเก็บร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของอาคารในอดีต ไว้คู่กับการออกแบบภายในสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งถึงแม้ว่าโครงการนี้ จะได้ถูกเปิดตัวเป็นเวลานานแล้วยึงยังเป็นกรณีศึกษาที่ดีเกี่ยวเนื่องกับการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยของอาคารตามแนวทาง Adaptive Reuse และยังเป็นที่ต้องการของแขกผู้มาพักตลอดทั้งปี
โครงการนี้ประกอบด้วยอาคารสองหลัง ได้แก่ ส่วนที่เป็นโรงแรม ประกอบด้วยห้องพัก 19 ห้อง พร้อมบาร์บนดาดฟ้าและร้านอาหาร และอาคารพื้นที่จัดงานอเนกประสงค์ ซึ่งนอกจากแนวคิดการออกแบบที่น่าสนใจ คือการเบลอขอบเขตระหว่าง Public และ Private space ที่สร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในแขกที่เข้าพัก อีกส่วนที่สำคัญคือการรักษาไว้ซึ่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมของย่านนี้ โดยมุ่งเน้นให้เห็นความแตกต่างที่สะดุดตาระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่
โครงสร้างคอนกรีตดั้งเดิมได้รับการบูรณะ ในขณะที่ส่วนต่อเติมใหม่ทำจากเหล็กคอร์เทนเนอร์เพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของพื้นที่ แนวคิดการออกแบบภายในทำให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างความเก่าและความใหม่ อย่างเช่นร่องรอยผนังอิฐร้าวเดิมจากอดีตและองค์ประกอบการออกแบบภายในร่วมสมัย รวมถึงรูปด้านภายนอกอาคารสร้างประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของเมืองไฮ้ผ่านทางเดินที่มองเห็นจากระยะไกลได้อย่างไม่คาดคิด
โครงการต่อมาคือ Design Republic Design Commune เมือง Shanghai ประเทศจีน โดย Neri And Hu เป็นการบูรณะอาคารสำนักงานตำรวจเก่าที่ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษปี 1910 ให้เป็นเป็นพื้นที่รวมตัวของนักออกแบบ หรือ Design Community แห่งใหม่ของเมือง รวมถึงยังมีพื้นที่รีเทล ร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลอรี่ ไปจนถึงอพาร์ตเมนต์หนึ่งห้องนอนของแบรนด์ Design Republic
การบูรณะอาคาร เป็นไปอย่างพิถีพิถัน โดยเริ่มจากการลอกไม้และปูนปลาสเตอร์ที่ผุพังออกจากผนังดั้งเดิมอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งได้เพิ่มเติมส่วนที่ต้องสร้างใหม่ อย่างเช่นผนังสีขาว หรือหน้าต่างบานใหญ่แบบแทรกตัวเข้าไปกับโครงสร้างอิฐแดงดั้งเดิมของอาคาร ที่เป็นเหมือนการแบ่งสเปซแปลนนิ่งใหม่ เพื่อรองรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่เปลี่ยนไป ทำให้ตัวอาคารที่ถูกทิ้งร้างเริ่มมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนพื้นที่หน้าอาคารได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านสไตล์โมเดิร์น โดยใช้กระจกใสแบบทันสมัยมาล้อนรอบฟาซาดด้านหน้าอาคาร เพื่อเผยให้เห็นผนังและโครงสร้างคอนกรีตที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย เป็นการเน้นย้ำถึงและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของอาคารสำนักงานตำรวจเก่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้อย่างดี
และล่าสุดกับโครงการชนะเลิศโครงการประกวดแบบ Catalunya Media City ที่เป็นการร่วมมือระหว่างสตูดิโอสถาปนิกสัญชาติสเปนอย่าง gdsb arquitectes และ Marvel is Design ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโรงงาน ไฟฟ้าพลังงานความร้อน เดิม ที่มีปล่อง chimney ขนาดใหญ่ในเมืองบาร์เซโลนาที่สร้างเมื่อปี 1970 และถูกทิ้งร้างมานาน มาเป็น Media Hub แห่งใหม่ของเมือง ที่วางแผนจะเปิดตัวในปี 2028
ผู้ออกแบบให้ความสำคัญกับการกำหนด Design Scheme เบื้องต้น ที่จะออกแบบโดยให้ความเคารพกับประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุ โทนสี รวมถึงกลิ่นอายจากยุคอุตสาหกรรม ที่เป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างนิวยอร์ก-บาร์เซโลนาในยุค 70 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าวแนวคิดสถาปัตยกรรมแบบ Brutalism และความโมเดินสมัยใหม่ โดยจะมีการ Re Layout เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ภายใน และการจัดวางผังแบบ Open Planed ขนาดใหญ่ ที่มีโถงเปิดโล่งสูง 17 เมตร เพื่อรองรับการใช้งาน Media Production, การออกอากาศและส่วนโสตทัศนูปกรณ์, พื้นที่ใช้งานทางเทคโนโลยีดิจิทัล, และพื้นที่รองรับการจัดนิทรรศการและงานกิจกรรมประเภทต่างๆ ซึ่งโครงการนี้มีกำหนดจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงปลายปี 2025 และจะแล้วเสร็จภายในปี 2028 ตอนนี้สิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพ digital rendering ซึ่งอดคิดไม่ได้เลยว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จจริงในอนาคต จะต้องเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางแห่งใหม่ของเมืองอย่างแน่นอน
Neri And Hu สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Adaptive Reuse ที่เพิ่งได้รางวัล Architizer A+Award ในประเภท Best Adaptive Reuse and Renovation Firm ได้แสดงแนวคิดถึงการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างปรับตัวว่า จะต้องทำภายใต้แนวคิดที่จะไม่ลบเลือนคุณค่าเดิมของอาคาร ส่วนเกณฑ์ในการประเมินว่าส่วนไหนสามารถคงไว้หรือเปลี่ยนแปลงได้ อาจสรุปว่า องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ด้านหน้าอาคาร โครงสร้างหลัก และลวดลายตกแต่งที่มีคุณค่าทางศิลปะ หรือประวัติศาสตร์อาจเก็บไว้ ส่วนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมกับฟังก์ชันใหม่อาจทำงานเปลี่ยนแปลงได้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการอยู่ร่วมกันระหว่างความเก่า (องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าดั้งเดิม) และความใหม่ (องค์ประกอบด้านการออกแบบใหม่ที่สอดแทรกลงไปเพิ่มเติม)
Reference
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance