พื้นที่กินข้าวที่กลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิต นี่คือ Concept Design ของ The Refectory ที่ถูกออกแบบโดย ออกแบบโดย ONION ที่ไม่ได้มองว่าโรงอาหารควรเป็นแค่ที่ให้นั่งกินข้าว แล้วรีบลุก แต่มันคือพื้นที่อเนกประสงค์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ นั่งเงียบ ๆ คนเดียว, คุยกับเพื่อน, อ่านหนังสือ, ทำการบ้าน, หรือ พักใจ ในบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลาย
Third Place คือพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่อยู่นอกเหนือจาก พื้นที่บ้าน (First Place) และที่ทำงานหรือ สถานศึกษา (Second Place) โดยแนวคิดนี้เน้นการเป็นพื้นที่ส่วนกลางในการพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิด และสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบไม่เป็นทางการ
Re-thinking Functionality
แนวคิดเรื่องความยืดหยุด (Flexible) ของฟังก์ชั่น กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการจัดวาง Plan ของอาคารสาธารณะ หรือพื้นที่ภายในสถาบันการศึกษา เพราะจำเป็นต้องรองรับพฤติกรรมผู้ใช้งานที่แตกต่างกันทั้งในด้านกิจกรรม ช่วงเวลา และสภาวะอารมณ์ The Refectory เป็นพื้นที่ชีวิต ที่นักเรียนสามารถใช้ได้ตลอดวัน
มีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์หลากหลายรูปแบบทั้งโต๊ะเดี่ยว โต๊ะกลุ่ม โต๊ะยาวแบบ co-working รวมถึงเคาน์เตอร์ริมกระจกที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งโซนที่นั่งแบบ lounge และมุมสงบที่สามารถนั่งอ่านหนังสือได้ด้วย
การเลือกใช้หินธรรมชาติมารองรับเสาไม้ แล้วนำมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยการเสริมโครงสร้างเหล็ก L-Bolt และคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าไปในชั้นฐานของเสา ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทั้งในเชิงกายภาพและแนวคิด
กระบวนการนี้ไม่ได้พยายาม จำลองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบดั้งเดิม แต่เป็นการ ต่อยอดให้สอดรับกับบริบทสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในมิติของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความมั่นคงทางโครงสร้าง หรือความต้องการในการใช้งานของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน
การจัดพื้นที่แบบเปิดโล่ง (Open Plan + Double Volume) ช่วยให้บรรยากาศ โปร่ง โล่ง ไม่อึดอัด แสงธรรมชาติส่องเข้ามาจากหลายทิศทางผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้ห้องดูมีชีวิต
การออกแบบให้สามารถ “มองเห็นกัน” ระหว่างชั้นบน-ล่าง สร้าง ความปลอดภัยทางสายตา และ ความเชื่อมโยงทางสังคม ด้านซ้ายมีมุมเบาะที่ถูกเว้าลึกเข้าไปในผนัง เป็นพื้นที่กึ่งส่วนตัวสำหรับคนที่ต้องการความสงบ เป็นตัวอย่างของการออกแบบ พื้นที่ส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสนับสนุนคนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท อย่าง Autism หรือ ADHD
สิ่งสำคัญคือ พื้นที่นี้ ไม่บังคับทิศทางการใช้งาน แต่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถนิยามรูปแบบการใช้พื้นที่ของตนเองได้อย่างอิสระ สะท้อนแนวคิดของ “Third Place” ที่ Ray Oldenburg กล่าวถึง ในฐานะพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ที่ทำงานหรือห้องเรียน แต่เป็นที่ที่ผู้คนสามารถพักผ่อน เป็นตัวของตัวเอง และเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกกดดัน
ที่แห่งนี้ให้ความสำคัญกับ มิติทางสังคมและจิตใจของผู้ใช้งาน สะท้อนแนวโน้มการออกแบบร่วมสมัยที่เคารพความหลากหลาย และเชื่อในพลังของพื้นที่ที่ยืดหยุ่นนั่นเอง
Re-thinking Connectivity
โซนนี้เลือกใช้โทน Baby Blue แบบเต็มพื้นที่ สร้างบรรยากาศสงบ เย็นตา และปลอดภัย สีฟ้าไม่ได้แค่สวย แต่ช่วยลดความตึงเครียดในพื้นที่สาธารณะ ส่งเสริมความสบายใจสำหรับผู้ใช้งาน การใช้สีเดียวแบบ monochrome ทำให้พื้นที่ดู เบา และลื่นไหล ไม่รู้สึกว่าถูกแบ่งด้วยโครงสร้าง
ส่งผลให้การ เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งาน เป็นไปอย่างลื่นไหลมากขึ้น ไม่ว่าจะนั่งโต๊ะฝั่งไหน ก็มองเห็นกัน รู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งเดียวกัน ไม่มีผนังหรือพาร์ทิชัน ทำให้เอื้อต่อการพูดคุย การเรียนรู้ร่วมกัน หรือแม้แต่การมองเห็นอย่างไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยให้ เกิดปฏิสัมพันธ์แบบไม่บังคับ
เพดานแบบ Grid (Lattice Ceiling) องค์ประกอบเพดานถูกออกแบบให้เป็นโครงตารางสีน้ำเงินอ่อน ช่วยลดสเกลความสูงของห้อง ทำหน้าที่ทั้งด้านสุนทรียะและ ควบคุมสภาพแสง-เสียง ภายในพื้นที่ ซ่อนระบบกลไก เช่น ท่อลม ไฟ และลำโพงไว้อย่างแนบเนียน
โคมไฟแขวนทรงกลมสีขาวกระจายทั่วพื้นที่ ช่วยให้แสงนุ่มและกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มมิติให้พื้นที่ที่เน้นโทนสีเย็นไม่ดูเรียบจนเกินไป
ต้นไม้เป็นจุดโฟกัสที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ “พื้นที่ปลอดภัย” นอกจากฟังก์ชันตกแต่งแล้ว ต้นไม้ยังทำหน้าที่เป็น Soft Divider แบ่งพื้นที่โดยไม่ปิดกั้น เพิ่มความสงบในใจกลางพื้นที่พลุกพล่านผ่านธรรมชาติ
ทำให้เห็นได้ว่าการเชื่อมต่อที่ดี ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกันด้วยโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ พื้นที่ต่าง ๆ มองเห็น เชื่อมถึง และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกเป็นส่วนหนึ่งได้ด้วยตัวเอง อย่างเก้าอี้แข็ง นุ่ม มีพนัก ไม่มีพนัก เบาะสีต่างกันนั้นเชื้อเชิญให้เลือกที่นั่งตามความรู้สึก ไม่ใช่แค่ตามกฎ
Monochrome Blue Space – สีเดียวที่สร้างความต่อเนื่อง ให้แก่พื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ และโคมไฟ ให้ความรู้สึกว่า ทุกอย่างหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน สร้างบรรยากาศที่เงียบ สงบ รวมถึงจังหวะของกระเบื้องแนวตั้ง นั้นเป็นภาษาจากวัสดุ ผนังกรุด้วยกระเบื้องแผ่นเล็กแนวตั้ง เพิ่มความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ในพื้นที่นิ่ง ไม่ให้รู้สึกว่างเปล่า ส่งผลต่อ ความรู้สึกมั่นคงและมีชีวิต แม้ไม่มีผู้คนอยู่ในเฟรม
พื้นที่รองรับการเรียนรู้ร่วมสมัย ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบของ “ห้องเรียน” แต่สามารถใช้โทนสี, วัสดุ, แสง, และเฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ น่าอยู่และน่าใช้จริง โดยยังคงไว้ซึ่ง ความเป็นระเบียบ ความปลอดภัยทางความรู้สึก และความเป็นเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย
Re-thinking Safety and Engagement
ความปลอดภัย (Safety) ไม่ได้หมายถึงเพียงโครงสร้างที่มั่นคง หรือการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นคือ ความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety) และ ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
เน้นการสร้างบรรยากาศที่ เป็นมิตร เปิดกว้าง และเคารพในความหลากหลายของผู้ใช้งาน พื้นที่ปลอดภัยที่รู้สึกได้ มีองค์ประกอบการออกแบบที่ลดความตึงเครียด อย่างการใช้สีอ่อนใน Library Lounge นั่นเอง
พื้นที่กึ่งเปิดกึ่งปิด โปร่งใส แต่ไม่เปลือย ผนังเป็นกระจกใสที่มีเทกซ์เจอร์ฝ้าไล่ระดับ (Gradient Frosted Glass) ช่วยสร้างความรู้สึก “มีขอบเขต” โดยไม่ปิดกั้นสายตา ส่งผลให้ผู้ใช้งาน รู้สึกได้รับความเป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่ถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ โดยจัดให้มีที่นั่งแบบแยกเดี่ยวด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจดจ่อ เหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การอ่าน ทบทวน หรือทำงานเดี่ยว
การเรียนรู้ไม่ได้เกิดแค่จากการอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียว แต่มาจากการจัดสภาพแวดล้อมให้ รู้สึกปลอดภัยพอจะอยู่ และเปิดพอจะเชื่อมโยงกับผู้อื่น โซฟาสีเทาแบบแยกกลุ่ม (booth-style) สร้าง ขอบเขตของความเป็นส่วนตัว โดยไม่ปิดกั้นทางสายตา แต่ละโต๊ะสามารถรองรับการใช้งานเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มเล็กได้
ส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์เบา ๆ หรือการทำงานร่วมกันแบบไม่เป็นทางการ โซฟาสีเทาแบบแยกกลุ่ม (booth-style) สร้าง ขอบเขตของความเป็นส่วนตัว โดยไม่ปิดกั้นทางสายตา แต่ละโต๊ะสามารถรองรับการใช้งานเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มเล็กได้ ส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์เบา ๆ หรือการทำงานร่วมกันแบบไม่เป็นทางการ
แผ่นผนังโลหะสีทองแดงพาดผ่านในแนวทแยงด้านบนของภาพ ทำหน้าที่เป็น องค์ประกอบนำสายตา และ สร้างคาแรกเตอร์ให้พื้นที่ อีกทั้งยังให้ความรู้สึก อบอุ่น แต่ มั่นคง และ หนักแน่น ตัดกับโซฟาโทนเทาอ่อนและผนังสีขาวอย่างมีชั้นเชิง ช่วยไม่ให้พื้นที่ดูจืดเกินไป
โซนที่นั่งแบบ High-Back Sofa จัดเรียงแบบกลุ่มเล็ก ๆ (semi-private booth) ให้ความรู้สึก “มีที่ของตัวเอง” โดยไม่ปิดกั้นทางสังคม แสดงให้เห็นโดยไม่ต้อวมีป้ายเตือนว่า เหมาะสำหรับการพูดคุยเบา ๆ ทำงานกลุ่ม หรือพักผ่อนแบบไม่รบกวนกัน
การจัดระยะห่างระหว่างกลุ่มโต๊ะ ไม่แน่นจนรู้สึกอึดอัด แต่ก็ใกล้พอให้รู้ว่ายังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
The Refectory ไม่ได้ออกแบบเพื่อให้ใช้งานตามระบบ แต่เพื่อให้ระบบเข้าใจคนใช้ พื้นที่แบบนี้ไม่ได้สอนให้เรียนรู้แค่ในหนังสือ แต่สอนให้รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ละเลยความเป็นตัวเอง พื้นที่ที่เชื่อมถึงกันได้ โดยไม่ต้องใช้ผนังหรือคำสั่ง โต๊ะไม่ได้มีไว้แค่นั่งกิน ทุกอย่างใช้งานได้หลายรูปแบบ สุดท้ายถ้าพื้นที่ดีพอ เด็กจะมีส่วนร่วมเองโดยไม่ต้องบังคับ
Architects : Onion
Year : 2024
Photographs : W Workspace
Country: Thailand