เมื่อแม่และลูกสาวมีภาพในใจของบ้านต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งฝันถึงบ้านที่โปร่ง มองเห็นต้นไม้ และเงียบสงบ ส่วนอีกคนชอบเส้นสายคม โมเดิร์น มีฟังก์ชันชัดเจน แล้วถ้าทั้งสองต้องอยู่ร่วมกันล่ะ? จะออกแบบยังไงให้บ้านนี้เป็น บ้านสุดท้ายของแม่ และบ้านหลังแรกของลูกที่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
บนที่ดินหัวมุมในเมืองใหญ่ บ้านกล่องสีขาวที่ดูเหมือนจะปิดนี้ จริงๆ แล้วกลับเปิดทุกอย่างให้หายใจ ทั้งแสงเข้า ลมผ่าน ต้นไม้แทรกตัวอยู่ในช่องว่างที่คิดมาอย่างตั้งใจ ไม่มีเส้นผนังแบ่งส่วน Living ที่บอกชัดว่า Public หรือ Private ไม่มีห้องไหนที่ไม่ได้เห็นต้นไม้ และที่สำคัญไม่มีใครในบ้านที่ถูกลืมออกแบบ แม้แต่น้องแมวเอง
วันนี้เราจึงอยากพาไปดูเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ BAAN01 ออกแบบโดยสถาปนิกหญิงอย่างคุณ ชุติมณฑน์ ชนกโอวาท จากสตูดิโอ CHUTIMONTC. ไปด้วยกัน
TWO IN ONE
Two In One ในที่นี้กล่าวถึงการรวมความต่างของสองเจเนอเรชันไว้ในบ้านหลังเดียวนั่นเอง จากมุมมองทางอากาศ จะเห็นชัดว่าตัวบ้านวางตัวในรูปทรงตัว L ล้อมสระว่ายน้ำไว้ตรงกลาง โดยเว้น Space ให้ต้นไม้ แสงแดด และลมธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแปลน ตั้งใจหลบสายตาผู้คนจากถนนด้านหน้า แต่ยังคงเปิดรับวิวจากภายในได้อย่างเต็มที่ การจัดโซนนิ่งของบ้านหลังนี้จึงถูกวางอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ความชอบของแต่ละคนยังคงอยู่ได้โดยไม่ชนกัน อย่างที่เกริ่นว่าคุณแม่ให้ความสำคัญกับความโปร่ง สว่าง มองเห็นต้นไม้ และความสงบที่เป็นส่วนตัวลูกสาวหลงใหลความเรียบหรูของความโมเดิร์น
บ้านรูปตัว L โอบล้อมสระว่ายน้ำกลางบ้านที่เป็นจุดรวมสายตา เชื่อมต่อวิวจากห้องนั่งเล่นสู่ต้นโอลีฟอายุกว่า 700 ปี ช่วยสร้างความรู้สึกสงบและมีพลังโดยไม่ต้องพูดอะไร
อีกหนึ่งสิ่งที่ภาพมุมสูงช่วยยืนยันคือ BAAN01 เป็นบ้านที่ออกแบบด้วยความเข้าใจต่อบริบทโดยรอบ ไม่ได้พยายามโดดเด่นตัดขาดจากเพื่อนบ้าน แต่อยู่ร่วมกับบริบทรอบข้างอย่างกลมกลืน
รูปแบบตัว L ของบ้านยังช่วยให้แต่ละฟังก์ชันไม่รบกวนกัน เช่น เสียง กลิ่น หรือแม้แต่มุมมองในชีวิตประจำวัน พื้นที่ชั้นล่าง ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักที่แยกกันชัดเจน ได้แก่ โซนพักอาศัย (Living – Dining) และโซนครัวไทย-ซักล้าง ที่อยู่คนละฟากของบ้าน โดยมีโถงกลางและต้นไม้เป็นตัวเชื่อมที่กลมกลืน ไม่ให้รู้สึกว่าการแยกนั้นตัดขาด
โถงต้นไม้ กลายเป็นศูนย์กลางของชั้นล่าง เป็นพื้นที่รวมตัวที่แม่และลูกสามารถใช้ร่วมกันได้ พร้อมการเปิดช่องลมและแสงจากด้านบนให้ความรู้สึกโปร่งสบาย พื้นที่ชั้นบน วางแปลนแบบกระจายตัวรอบระเบียงและสระว่ายน้ำ โดยห้องนอนของแม่และลูกอยู่แยกกันคนละปีก มีทางเดินเชื่อมโยงผ่านมุมมองของต้นไม้ ช่องแสง และช่องเปิดภายนอก ซึ่งช่วยให้แต่ละคนมีความเป็นส่วนตัวแต่ยังรู้สึกใกล้ชิด
บ้านรูปตัว L โอบล้อมสระว่ายน้ำกลางบ้านที่เป็นจุดรวมสายตา เชื่อมต่อวิวจากห้องนั่งเล่นสู่ต้นโอลีฟอายุกว่า 700 ปี ช่วยสร้างความรู้สึกสงบและมีพลังจากธรรมชาติ การเลือกวางตัวอาคารตามแนวด้านยาวของที่ดิน โดยหันด้านปิดไปยังถนน และเปิดด้านเปิดเข้าสู่ภายในพื้นที่ส่วนตัว ทำให้บ้านนี้ได้รับความสงบแม้อยู่ริมถนนใหญ่ ในขณะเดียวกัน การออกแบบให้บ้านโอบธรรมชาติไว้ภายในช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสียง ร้อน และสายตา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในเมืองได้อย่างแยบยล
Dtips ดูแลต้นมะกอกในบ้านเขตร้อนชื้น
1. แสงแดดคือสิ่งสำคัญที่สุด – ต้นมะกอกชอบแดดจัด ควรวางไว้ในตำแหน่งที่รับแสงได้อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าอยู่ในที่ร่มเกินไป ใบจะซีดและร่วงง่าย
2. ดินต้องโปร่ง น้ำไม่ขัง – ใช้ดินร่วนผสมทราย หรือดินปลูกกระบองเพชรก็ได้ เพื่อให้ระบายน้ำดี ควรปลูกในกระถางดินเผาหรือมีรูระบายน้ำชัดเจน
3. รดน้ำแบบน้อยแต่สม่ำเสมอ – รดเมื่อนิ้วจิ้มดินแล้วรู้สึกแห้ง ประมาณ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการรดน้ำโคนต้นโดยตรง เพราะอาจทำให้รากเน่า
4. ไม่ชอบความชื้นสูงเกินไป – ระวังบริเวณที่อับลมหรืออับแดด เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หากปลูกในบ้าน ให้มีพัดลมหรือช่องลมช่วยระบายอากาศ
5. ใบเปลี่ยนสี เป็นสัญญาณเตือน – ใบเหลืองมาก = รดน้ำมากเกินไป / ใบร่วงบ่อย = ได้แสงไม่พอ / ใบไหม้หรือแห้งกรอบ = เจอแดดแรงเกินไปแบบไม่ค่อยมีลม
Boundary ที่ล่องหน
แม้ภายนอก BAAN01 จะดูเรียบนิ่งแบบบ้านโมเดิร์น แต่ภายในกลับแฝงไว้ด้วยความเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง ลม แสง เงา และชีวิตประจำวันของคนและสัตว์เลี้ยงที่ไหลผ่านในแต่ละวัน ทำให้การออกแบบในส่วนของห้องนั่งเล่น ไม่ได้แยก Public / Private ด้วยผนัง แต่ใช้ จังหวะ ระนาบ และ บรรยากาศ ในการสร้างขอบเขตขึ้น
สเปซที่เปิดเชื่อมกันระหว่างภายในและภายนอก ทั้งห้องนั่งเล่น สระน้ำ และมุมสวน ไม่ได้ถูกขีดเส้นแบ่ง แต่ถูกสร้างจังหวะขึ้นอย่างแนบเนียนด้วยระดับพื้น วัสดุปู และการเปลี่ยนผิวสัมผัส โดยที่แสงและลมยังเดินทางผ่านได้ตลอด
การทำให้บ้านยังคงความเป็นส่วนตัวนั้นไม่จำเป็นต้องปิดทึบเสมอไป อย่างบ้านหลังนี้ใช้ ระแนงสีขาว จัดวางแบบ Double Skin ทำหน้าที่เหมือนม่านที่โปร่งแสง ปิดบังสายตาได้โดยไม่ปิดกั้นแสงและลม รวมถึงช่องว่างที่คว้านไว้ทั่วทั้งบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโถงต้นไม้ ทางเดิน หรือช่องแสงจากด้านบน ทำให้บ้านหายใจได้ทุกมุม
การเชื่อมต่อระหว่าง Rooftop ระเบียง และพื้นที่ภายใน จะไม่มีการแบ่งเขตด้วยผนังทึบหรือรั้วแน่นหนา แต่ใช้ราวกันตกใส พื้นไม้ทอดเส้นไปยังอีกฝั่ง และระดับสายตาที่เปิดออกสู่แนวต้นสนเป็นองค์ประกอบหลัก ทำให้พื้นที่แต่ละส่วนรู้สึกต่อเนื่องโดยไม่ถูกรุกล้ำ พื้นที่ระเบียงชั้นบนนี้เป็นภาษาของการเคารพพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ตัดขาด — อยู่ใกล้กันได้โดยไม่ต้องขีดเส้นแบ่ง
ระแนงเหล็กสีขาวแนวตั้ง เรียงต่อเนื่อง ทำหน้าที่เป็น Skin ชั้นที่สองที่ช่วยกรองแสงแดดและสายตาจากภายนอก นั้นเป็นการใช้ Passive Design เพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน และสร้าง Dynamic Shadow ตลอดทั้งวัน ซึ่งช่วยให้ Façade ดูมีมิติแม้จะเรียบ ทั้งยังมีสระน้ำกลางบ้านทำหน้าที่เป็น อ่างเก็บความเย็นตามธรรมชาติ ช่วยลดอุณหภูมิรอบพื้นที่ชั้นล่าง และสะท้อนแสงธรรมชาติให้สว่างแบบ Soft Light โดยเฉพาะช่วงบ่าย
POCKET SPACE
Pocket Space ในบริบทของสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมือง หมายถึง “พื้นที่ขนาดเล็กที่ถูกออกแบบไว้ในพื้นที่ใหญ่เพื่อให้คนสามารถใช้งานได้อย่างผ่อนคลายหรือเฉพาะกิจ” คุณลักษณะของ Pocket Space ขนาดเล็ก ไม่ใช่พื้นที่หลัก แต่เสริมประสบการณ์โดยรวม เข้าถึงง่าย แม้อยู่ในที่สาธารณะก็รู้สึกเป็นส่วนตัว สนับสนุนกิจกรรมเบาๆ เช่น นั่งพัก อ่านหนังสือ คุยกัน เพื่อทำให้พื้นที่โดยรวม ดูเป็นมิตรและน่าใช้งานมากขึ้น ซึ่งทำให้เราห็นว่าบ้านหลังนี้ก็มีพื้นที่พักใจเล็กๆ ซ่อนเอาไว้เช่นเดียวกัน
ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางช่องว่างของบ้านหลังนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เติมบรรยากาศแบบ สวนในบ้าน แต่กลับกลายเป็น Centerpiece หรือหัวใจของการออกแบบ เป็นพื้นที่ที่หลอมรวมทั้งสายตา อารมณ์ และจังหวะชีวิตของคนในบ้าน ผ่านการใช้งานที่โอบล้อมต้นไม้ไว้โดยตรง
และในขณะเดียวกัน พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ก็คือ Pocket Space ที่ออกแบบให้แทรกอยู่ในผังบ้านอย่างตั้งใจ มันเป็นจังหวะ พักหายใจระหว่างฟังก์ชันหลัก ช่วยกรองแสง เสียง และอุณหภูมิ พร้อมทำหน้าที่เชื่อมต่อพื้นที่ใช้งานจริงเข้ากับธรรมชาติแบบนุ่มนวล นี่คือพื้นที่ขนาดเล็กที่เปิดโอกาสให้ธรรมชาติ เข้ามาอยู่ในบทสนทนาระหว่างคนกับบ้านอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
กำแพงในภาพไม่ได้ทำหน้าที่แบ่งเขตอย่างแข็งกระด้าง แต่ใช้ block ช่องลม ที่เรียงซ้อนในลักษณะเป็นแพตเทิร์น เพื่อให้เกิดจังหวะของแสง ลม และเงา ช่องว่างระหว่างบล็อกเหล่านี้เปิดโอกาสให้สายตาเล็ดลอดได้บางส่วน จึงสร้าง Boundary แบบยอมให้มองเห็น แต่ไม่เปิดเผยทั้งหมด ซึ่งเหมาะมากกับพื้นที่ Transition ระหว่าง Public และ Private
อีกทั้งยังเป็น Pocket Of Experience พื้นที่สั้น ๆ ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสเฉพาะช่วงเวลา เป็นช่องว่างระหว่างภายนอกกับภายในที่ถูกออกแบบอย่างใส่ใจ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นทางเดินทึบ-แคบ-มืดอย่างที่มักพบในบ้านทั่วไป
Glass Walkway ด้านข้างที่ใช้ผนังกระจกโปร่งเชื่อมระหว่างพื้นที่นั่งเล่น ห้องทำงาน และสวน ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้ตลอดวัน และยังเปิดทางเดินโปร่งที่แมวสามารถสำรวจได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ขดตัว นั่งมองวิว หรือเฝ้าคนในบ้านอย่างมีส่วนร่วม
ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ได้ถูกประกาศตัวว่าเป็นห้อง หรือฟังก์ชันใด ๆ อย่างชัดเจน แต่เกิดจากช่องว่างระหว่างอาคารและผนังบังตาที่เปิดให้แสงธรรมชาติลอดผ่านเข้ามา เป็น Transition Space ที่แทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน
พื้นที่นี้ยังเปิดให้เห็นถึง การอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างกลมกลืน ทางเดินกระจกใสช่วยให้แมวมองเห็นสิ่งภายนอก เช่น นกหรือแมลง โดยปลอดภัย ในขณะเดียวกัน แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านม่านบาง ๆ ทำให้คนรู้สึกสงบ เย็น และอยากใช้เวลาอยู่ตรงนี้ด้วย
นี่คือพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบเฉพาะ สำหรับคน หรือ สำหรับแมว แต่เป็นสเปซที่ เอื้อให้การอยู่ร่วมกันของทั้งสองเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งคือหัวใจของ Pocket Space
“สเปซจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนแบบ แต่เกิดขึ้นจริงผ่านการใช้งานและประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย” นี่คือตัวอย่างของ “Lived space” ที่ Jean-François Proust และ Henri Lefebvre กล่าวถึง สถาปนิกอาจมองพื้นที่นี้ว่าเล็กเกินไปจะเป็นจุดสำคัญ แต่ในความเล็กนั้นมีองค์ประกอบของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense Of Belonging) และการเลือกโดยธรรมชาติ ที่ทำให้พื้นที่นั้นมีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่าฟังก์ชันใด ๆ ที่ถูกตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าเสียอีก
ทนที่จะใช้วัสดุหรูหรา BAAN01 เลือกใช้วัสดุที่มีความคุ้นเคย สัมผัสได้ และทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร อย่างอิฐบล็อกช่องลม สร้างมิติของแสงและเงา ช่วยระบายอากาศโดยไม่ลดความเป็นส่วนตัว ใช้ในทางเดินและผนังบางส่วนเพื่อสร้างจังหวะของแสงในแต่ละวัน
ระแนงเหล็กสีขาว เคลือบกันสนิมและเรียงตัวเป็นแผงด้านนอก ช่วยลดแสงจ้า เพิ่มมิติให้ฟาซาด และควบคุมอุณหภูมิภายใน พื้นปูนขัดมันและไม้ เลือกใช้ตามฟังก์ชันเพื่อให้สัมผัสและอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่พักผ่อนที่เน้นการสัมผัสอบอุ่นของไม้
เลือกวัสดุที่แสดงพื้นผิวได้ชัด เช่น ปูนเปลือย ไม้ธรรมชาติ อิฐช่องลม แล้วปล่อยให้แสงและเวลาเปลี่ยนโทนมันเอง ใช้สีในโทนกลาง (Neutral) เพื่อให้วัสดุไม่แย่งซีนกันและส่งเสริมการมองเห็นแสง เงา และธรรมชาติ จัดวางวัสดุในสเกลที่ต่อเนื่อง เช่น ระแนงที่เรียงต่อยาวหรืออิฐที่ใช้ทั้งผืน เพื่อให้เกิดจังหวะที่สม่ำเสมอในสายตา
Project Name: BAAN01
Architecture Firm: CHUTIMONTC.
Completion Year : 2024
Gross Built Area: 600 SQ.M.
Project location: Bang Phai, Nonthaburi
Media Provider
Photographer credits: Rungkit Charoenwat (รุ่งกิจ เจริญวัฒน์)
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.