‘ฮ่มใจ๋’ เพราะความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่ของเจ้าของบ้านและชุมชน บรรยากาศของชุมชนโดยรอบเป็นตรอกซอยเล็ก มีความเป็นกลุ่มบ้านที่เงียบสงบแต่ก็อบอุ่น มีปฏิสัมพันธ์ทั้งระหว่างผู้คนในชุมชนด้วยกันและกับธรรมชาติโดยรอบ
บนพื้นที่ดินขนาด 63 ตารางวา โจทย์สำคัญของ Jaibaan Studio คือการออกแบบบ้านที่ผสมผสานความใกล้ชิดระหว่างถนน รั้ว และตัวบ้านได้อย่างเป็นกันเอง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายและกลมกลืน แม้จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่
ภาพรวมของวัสดุภายนอกอาคารให้ความรู้สึกคล้ายกับบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนอย่างน่าสนใจ โดยส่วนชั้นล่างของอาคารถูกทาด้วยสีขาวสะอาดตา ในขณะที่อีกสองในสามส่วนบนของอาคารนั้นโดดเด่นด้วยผนังไม้ประดู่เก่าที่นำมารัดรอบรูปทรงอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุและโทนสีดังกล่าวยังสามารถผสานกลมกลืนกับเรือนไม้เก่าของเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เอิ้นคุยกับบริบท
บ้านฮ่มใจ๋ไม่ได้ตั้งตนอยู่กลางแปลงอย่างโดดเดี่ยว แต่เลือกจะวางตัวให้แนบชิดกับแนวถนนซอยอย่างอ่อนโยน ด้วยการลดระดับพื้นที่หน้าบ้านลงเล็กน้อย พร้อมกับงุ้มชายคาลงเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสนทนาและการพบปะ ชานหน้าบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่สื่อกลางระหว่างผู้อยู่อาศัยกับชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่ทางเดินผ่าน
ทำให้คนในบ้านสามารถ “เอิ้นคุย” กับคนเดินผ่าน ได้ เป็น Gesture เล็ก ๆ ที่ชวนให้นึกถึงเรือนไตพื้นถิ่นภาคเหนือ และความสัมพันธ์แบบบ้าน-ชุมชนที่ไม่แบ่งแยก
ในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นล้านนา เรามักพบชานบ้านที่เชื่อมระหว่างเรือนใหญ่กับเรือนเล็ก หรือเรือนกับโรงครัว ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่เปลี่ยนผ่านและพื้นที่สื่อสารกับภายนอก บ้านฮ่มใจ๋ตีความแนวคิดนี้ใหม่ผ่านบริบทเมือง โดยใช้พื้นที่ชานหน้าเป็นร้านเล็ก ๆ ที่เชื้อเชิญให้คนผ่านไปมาได้หยุดทักทาย หรือสั่งเครื่องดื่มจากหน้าต่างเตี้ยที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการนั่งพื้นและเอิ้นคุยได้ถนัด
การเลือกใช้รั้วเตี้ยและไม้ระแนงแทนผนังทึบ ช่วยเบรกขอบเขตโดยไม่ปิดกั้น บ้านจึงสามารถหายใจไปพร้อมกับตรอกซอย และร่วมอยู่ใน rhythm เดียวกับการเคลื่อนไหวของชุมชน เด็กขี่จักรยานผ่าน คนซื้อของปั่นรถมาแวะ หรือเพื่อนบ้านที่เดินสวนกันประจำ ล้วนสามารถสบตา ทักทาย และยิ้มให้กันได้โดยไม่ต้องเปิดประตู
นอกจากการออกแบบเพื่อปฏิสัมพันธ์แล้ว ชานหน้าบ้านยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้าง Sense of Belonging หรือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้อยู่อาศัยกับพื้นที่รอบข้าง ผ่านการมองเห็น การได้ยินเสียง การได้กลิ่นดินเปียกและใบไม้ที่หล่นจากต้นลำไย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกว่าตนเองอยู่ในบ้านที่ตัดขาดจากชุมชน แต่กลับรู้สึกว่า “บ้านของฉันอยู่ตรงนี้” พร้อมกับผู้คน ธรรมชาติ และชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว
ชานนอกนี้จึงไม่ได้แค่สร้างปฏิสัมพันธ์ แต่มันเป็นเครื่องมือทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้บ้านรู้สึกเป็นมิตร ไม่ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินมากเกินไป ไม่ตั้งตัวเป็นวัตถุแปลกปลอมในสายตาของเพื่อนบ้าน แต่คือบ้านที่ยืนอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่ยืนอยู่เหนือ
เรือนในภาคเหนือมักประกอบด้วยหลายเรือนย่อย (เรือนนอน, เรือนครัว, เรือนเก็บของ ฯลฯ) ที่เชื่อมกันผ่าน ชานบ้า แม้บ้านฮ่มใจ๋จะเป็นบ้านหลังเดียว แต่การวางพื้นที่หน้าบ้านเป็น “เรือนค้า” และพื้นที่ครัวหลังบ้าน ทำให้บ้านดูไม่ใช่ก้อนเดียวทึบตัน แต่มีจังหวะเชื่อมโยงคล้ายเรือนกลุ่ม
อีกทั้งเรือนไม้ล้านนามักใช้ ไม้เนื้อแข็งในท้องถิ่น เช่น ไม้เต็ง ไม้สัก และไม้มะค่า แสดงโครงสร้างชัดเจน เช่น เสา คาน ตง ไม่ปกปิด บ้านฮ่มใจ๋ใช้ไม้ประดู่เก่าในส่วนชั้นบน และโครงเหล็กสีเทาแบบเปิดเปลือย แสดงความซื่อตรงของโครงสร้างแบบบ้านเหนือร่วมสมัย
ล่องขึ้นล่องลงได้ม่วนใจ๋
หัวใจของ Vertical Flow ในบ้านฮ่มใจ๋เริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของบ้าน — บันไดเหล็กรูปตัว U ที่โปร่ง โล่ง และค่อย ๆ วนขึ้นสู่ชั้นบนสุด บันไดนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างเพื่อการขึ้นลง แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่พาเรา “ไหล” ขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนลำน้ำที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านผิวดินไปยังยอดดอย
จุดเด่นของบันไดนี้อยู่ที่ความบางและโปร่งของขั้นไม้ ซึ่งไม่มีลูกตั้ง ทำให้แสงธรรมชาติสามารถลอดผ่านจากหน้าต่างแนวตั้งข้างบันไดได้ตลอดวัน เงาของขั้นบันไดที่ทอดลงบนผนังเปลี่ยนไปตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ เสริมให้พื้นที่นี้ไม่ใช่แค่ทางเดิน แต่เป็นฉากหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ใช้งานสามารถยืน มอง หรือพักกลางขั้นบันไดได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัด
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือจังหวะการหมุนของบันได บันไดรูปตัว U สร้างโค้งที่ไม่เร่งรีบ ผู้อยู่อาศัยจึงสามารถเคลื่อนตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนบันไดตรงที่มักจะให้ความรู้สึกรีบร้อน ทุกก้าวคือการเปลี่ยนมุมมอง ทั้งทางสายตาและทางอารมณ์ บ้านหลังนี้จึงมีการจัดวางช่องแสง ช่องลม และกรอบมองในระดับต่าง ๆ ให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของสเปซ ระหว่างชั้นได้อย่างนุ่มนวล
บ่ขวางใจ๋ บ่เร่งเร้า แต่ชวนให้ล่อง ในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเหนือ บันไดเรือนไม้มักถูกออกแบบให้มี “หัวบันได” เป็นที่นั่งพูดคุย หรือพักก่อนเข้าสู่ตัวเรือน บันไดบ้านฮ่มใจ๋แม้จะอยู่ภายใน แต่ก็ยังรักษาบรรยากาศเช่นนั้นไว้ โดยการจัดวางพื้นที่ให้มีระเบียงเล็ก ๆ ข้างบันไดซึ่งสามารถใช้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือหรือสังเกตความเคลื่อนไหวของบ้าน
บันไดนี้จึงเป็นมากกว่าทางขึ้นลง แต่เป็นระบบที่เชื่อมต่ออารมณ์ของบ้านตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้นบน
ชั้นลอยที่มองเห็นดอย
เมื่อเดินล่องขึ้นตามบันไดเหล็กโปร่งเข้าสู่ชั้นลอยบนสุดของบ้านฮ่มใจ๋ เราจะพบกับพื้นที่เล็ก ๆ ที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ — ห้องสมุดหรือมุมสงบส่วนตัวที่มองออกไปเห็นดอยสุเทพและดอยคำได้อย่างเต็มตา แม้พื้นที่จะจำกัด แต่การเปิดช่องแสง ช่องลม และกรอบมองอย่างตั้งใจ ทำให้ห้องนี้เป็นจุดสูงสุดที่ไม่ได้โอ่อ่า แต่ให้ความรู้สึกสงบ และเชื่อมโยงกับภูมิประเทศรอบตัวอย่างลึกซึ้ง
การวางช่องหน้าต่างในระดับต่ำ ทำให้ผู้อยู่สามารถนั่งกับพื้นหรือนั่งหมอบมองวิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นที่นี้จึงไม่ใช่แค่ห้องหนึ่งในบ้าน แต่คือที่พักใจที่ใช้ธรรมชาตินอกบ้านเป็นผนังบานใหญ่ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเหนือจำนวนไม่น้อยมีช่องเปิดที่สัมพันธ์กับภูเขา สวน หรือศาลา เช่นเดียวกับเรือนปู่ย่าที่มักเปิดโล่งให้เห็นดอยในระยะไกล ห้องชั้นบนสุดนี้จึงเป็นเหมือนการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับภูเขาแบบดั้งเดิมในบริบทใหม่
แม้ใช้โครงสร้างเหล็กแต่ผิวสัมผัสของบ้านยังคงกลิ่นอายพื้นถิ่นอย่างชัดเจน ผนังไม้ประดู่เก่าที่กรุรัดรอบบ้านตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไป ทำหน้าที่เหมือนผ้าห่มบาง ๆ ที่โอบตัวอาคารไว้ สีเทาอ่อนของโครงเหล็กตัดกับสีอบอุ่นของไม้ แต่ไม่แข็งขัดกัน ภาพรวมจึงเหมือนบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองเหนือ
แต่มีการตีความใหม่ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตร่วมสมัย ความกลมกลืนระหว่างวัสดุและทิศทางของแสง ทำให้พื้นที่ชั้นบนสุดนี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรืออยู่สูงเกินไป แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะการไหลในแนวตั้งของบ้าน เป็นจุดหมายปลายทางที่ล่องมาถึง ไม่ใช่ที่พักตากอากาศ แต่คือที่พักใจในชีวิตประจำวัน
พื้นที่ปลอดภัยของครอบครัว
ถัดจากพื้นที่เชื่อมโยงกับชุมชนและธรรมชาติ บ้านฮ่มใจ๋ยังออกแบบภายในให้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ของครอบครัว ทั้งในแง่กายภาพและอารมณ์ ทุกมุมของบ้านให้ความรู้สึกที่แตกต่าง แต่ล้วนมีจุดร่วมคือความอบอุ่น ความเปิดกว้าง และความรู้สึกเป็นเจ้าของที่แท้จริง
ในภาพรวม พื้นที่ภายในบ้านจัดแบบ open-plan ที่หลวมและไหลต่อกัน พื้นที่นั่งเล่น เชื่อมต่อกับมุมกินข้าว ครัว และชั้นล่างแบบไม่มีผนังกั้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่าไม่มีขอบเขตที่บีบคั้น ทุกคนในบ้านสามารถมองเห็นกัน เคลื่อนไหว เปลี่ยนกิจกรรม หรืออยู่ร่วมกันในบรรยากาศที่ไม่ต้องเกร็ง
พื้นที่กึ่งเปิดกึ่งปิด โปร่งใส แต่ไม่เปลือย ผนังเป็นกระจกใสที่มีเทกซ์เจอร์ฝ้าไล่ระดับ (Gradient Frosted Glass) ช่วยสร้างความรู้สึก “มีขอบเขต” โดยไม่ปิดกั้นสายตา ส่งผลให้ผู้ใช้งาน รู้สึกได้รับความเป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่ถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ โดยจัดให้มีที่นั่งแบบแยกเดี่ยวด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจดจ่อ เหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การอ่าน ทบทวน หรือทำงานเดี่ยว
นอกจากพื้นที่รวมชั้นล่าง ห้องนอนเองก็ได้รับการออกแบบให้เป็นอีกหนึ่ง “พื้นที่ปลอดภัย” ของแต่ละคนในครอบครัว เช่น ห้องนอนหลักที่เน้นความโปร่งแต่ไม่เปลือย ด้วยการใช้หน้าต่างบานเลื่อนเต็มผนังด้านหนึ่ง เปิดรับวิวสวนและเรือนเพื่อนบ้าน ทำให้การตื่นนอนในแต่ละวันมีแสงอ่อนๆ และความเคลื่อนไหวของธรรมชาติร่วมอยู่ด้วย
ช่องหน้าต่างแนวนอนด้านข้างช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนตัวโดยไม่ทึบตัน และยังให้ลมธรรมชาติไหลผ่านตลอดวัน พื้นไม้ที่ใช้ในห้องนอนก็ยังคงกลิ่นอายเดียวกับทั้งหลัง — อบอุ่น เรียบง่าย และเป็นมิตรกับการใช้ชีวิตจริง ไม่เย็นเกินไป ไม่ขัดกับสัมผัสเท้าเปล่า
ครัวที่อยู่ติดกับพื้นที่นั่งเล่นถูกออกแบบให้ใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงครัวโชว์ เตา ซิงค์ และพื้นที่เตรียมอาหารมีแสงธรรมชาติเพียงพอ พร้อมช่องลมระบายกลิ่นได้ดี เป็นพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถลงมือทำอาหาร พูดคุยกับคนในบ้าน หรือมองออกไปข้างนอกได้โดยไม่รู้สึกแยกขาด
ความน่ารักของครัวบ้านนี้อีกอย่างคือ มันไม่ได้พยายามจะเรียบร้อยหรือจัดแต่งจนไร้ชีวิตจริง ตู้เก็บของ ชั้นวาง ถาดเครื่องปรุง และตะกร้าเก็บของแห้งต่าง ๆ ถูกจัดวางในลักษณะที่ใช้งานได้จริง ไม่ปิดบังความเป็น “บ้านที่มีชีวิต” และไม่กลัวของจะเยอะ เพราะที่ที่เรารู้สึกปลอดภัย คือที่ที่เราสามารถปล่อยของ ปล่อยใจ และปล่อยให้บ้านเป็นของเราได้จริง
มุมนั่งทำงานหรือเขียนหนังสือริมหน้าต่าง ที่เปิดรับแสงธรรมชาติเต็มที่ มองเห็นต้นไม้ภายนอก และตกแต่งด้วยของใช้จริงตามการใช้งานจริง สะท้อนการเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สงบแต่ไม่ตัดขาดจากชีวิตรอบตัว สามารถมองเห็นพื้นที่รอบบ้าน ต้นกล้วย เป็นที่วางใจของสมาชิกในบ้านอีกมุมหนึ่ง
ความน่าสนใจอีกอย่างของวัสดุในบ้านนี้คือการจับคู่กันระหว่าง “ไม้เก่า” กับ “เหล็กใหม่” ไม้ประดู่เก่าที่นำมาใช้ในหลายจุดของบ้านมีลายเสี้ยนที่อบอุ่น ให้ผิวสัมผัสที่เป็นมิตรและดูแลง่าย เหล็กโครงสร้างสีเทาที่เปลือยไว้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา กลับดูไม่แข็งกระด้าง แต่กลมกลืนกับเพดานไม้และฝ้าโปร่ง เมื่อทั้งสองวัสดุอยู่ร่วมกัน จึงเกิดความรู้สึกมั่นคงและเบาในเวลาเดียวกัน
ในภาพรวม พื้นที่ภายในบ้านฮ่มใจ๋ไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่เน้นความสบายใจ ความปลอดภัย และความรู้สึกมีพื้นที่เป็นของตัวเอง สำหรับนั่งนิ่ง สำหรับหัวเราะ หรือแม้แต่ร้องไห้ บ้านนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่รองรับทั้งความนิ่งและความเคลื่อนไหวของชีวิตประจำวันในแบบที่ไม่ต้องพยายาม
Building Type : House
Completion Year : 2021
Area : 130 sq.m.
Location : Hangdong, Chiangmai, Thailand
Lead Architect : Pakawat Sattarujawong, Songchai Thongpahsook
Structure Engineer : Sangsan Wongchairattana
Contractor : Banjerd Atelier
Photographer : Ratthee Phaisanchotsiri
Owner : K.Pern & K.Arm
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.