NARASIRI BANGNA KM.10
ใช้ชีวิตบนความงดงาม ท่ามกลางรายละเอียดของกาลเวลา

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ หรือแม้แต่ความงามของงานออกแบบก็ล้วนถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หลายสิ่งที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ถูกเก็บเอาไว้ในภาพถ่าย หรือภาพวาด ซึ่งบางช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์นั้นก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะหลงรัก ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม งานศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราว หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม คงจะดีไม่น้อย หากเราสามารถเลือกช่วงเวลาหรือยุคสมัยเหล่านั้นในการอยู่อาศัยหรือใช้ชีวิตได้…

ครั้งนี้ Dsign Something จึงขอชวนมาเยือน NARASIRI BANGNA KM.10 บ้านโครงการใหม่ หนึ่งในคอมมูนิตี้คุณภาพอย่าง Sansiri 10 East ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางความงดงามและกลิ่นอายแห่ง ‘มหานครนิวยอร์ก’ ผ่านดีไซน์ของสถาปัตยกรรมในยุค ‘Renaissance Revival’ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งศิลปะและรายละเอียดอันประณีต

ซึ่งแน่นอนว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ แต่ยังเปรียบเสมือนการได้ใช้ชีวิตอยู่ในงานศิลป์ และไม่ได้มีไว้เพียงเพื่ออยู่อาศัย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณได้ ‘ใช้ชีวิต’ อย่างแท้จริง

Main Gate และ Clubhouse ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Iconic Buildings ใจกลางแมนฮัตตัน

ชีวิตเหนือระดับ ที่ยกนิวยอร์กมาไว้ที่บางนา

เมื่อพูดถึงการนำกลิ่นอายของมหานครนิวยอร์กมาไว้ในโครงการแห่งนี้ หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ NARASIRI BANGNA KM.10 คือการถ่ายทอดตัวตนของเมืองระดับโลกผ่านทุกองค์ประกอบของงานออกแบบตั้งแต่ก้าวแรกที่เราสัมผัสได้เมื่อเข้าสู่โครงการ ไม่ว่าจะเป็น ความสง่างามจาก Main Gate และ Clubhouse ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Iconic Buildings ใจกลางแมนฮัตตัน อย่างเช่น Metropolitan Museum of Art, The New York Public Library หรือ Grand Central Terminal ก่อนจะนำมาถ่ายทอดผ่านเส้นสายสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทั้งความสมดุลของสัดส่วนไปจนถึงการจัดวางองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกน่าหลงใหล แต่ในขณะเดียวกันยังคงความอบอุ่นให้เรารู้สึกถึงความเป็น ‘บ้าน’

เส้นสายสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทั้งความสมดุลของสัดส่วนไปจนถึงการจัดวางองค์ประกอบ

ทุกจุดในโครงการถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็น ‘Repeat Opening’ ที่เน้นการจัดช่องเปิดของหน้าต่างและประตูอย่างมีจังหวะให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเมืองเก่า และยังมี Classic Ornament ที่ออกแบบมาอย่างประณีตบริเวณกรอบประตูและหน้าต่าง ช่วยเติมเสน่ห์ความหรูหราแบบนิวยอร์กดั้งเดิมเข้าไปได้อย่างลงตัว

เน้นการจัดช่องเปิดของหน้าต่างและประตูอย่างมีจังหวะให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเมืองเก่า
กรอบประตูและหน้าต่างออกแบบอย่างประณีต ช่วยเติมเสน่ห์ความหรูหราแบบนิวยอร์กดั้งเดิม

อีกหนึ่งดีเทลที่โดดเด่น เห็นจะเป็นเรื่องอารมณ์และโทนของวัสดุที่สะท้อนความ Timeless ผ่านโทนสี Brownstone, Limestone และสีโทนอ่อนที่ให้ความรู้สึกหรูหราและกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่ให้ผิวสัมผัสจริง พร้อมสอดแทรกองค์ประกอบต่าง ๆ อย่าง ราวเหล็กดัด Wrought Iron ไปจนถึงการยกระดับขั้นบันไดบริเวณหน้าบ้านพร้อมราวจับที่ออกแบบอย่างประณีต โดยทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับความคลาสสิกให้คุณรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในย่าน Upper West Side หรือ Brooklyn Heights

สีโทนอ่อนให้ความรู้สึกหรูหราและกลมกลืนกับธรรมชาติ สอดแทรกองค์ประกอบต่าง ๆ อย่าง ราวเหล็กดัด Wrought Iron
อารมณ์และโทนของวัสดุที่สะท้อนความ Timeless ผ่านโทนสี

ไม่เพียงแต่พื้นที่ส่วนกลางเท่านั้นที่สื่อถึงความเป็นนิวยอร์กอย่างลึกซึ้ง แต่แบบบ้าน Type ใหม่ภายในโครงการ ก็ยังถูกออกแบบให้สะท้อนแนวคิดเดียวกันอย่างกลมกลืน ทั้งฟาซาดที่มีมิติจากจังหวะของช่องเปิด และเส้นสายสถาปัตยกรรมที่เรียบหรูแต่เปี่ยมไปด้วยดีเทล

ฟาซาดของบ้านที่ออกแบบอย่างมีมิติจากจังหวะของช่องเปิด

สะท้อนรสนิยม บันทึกเรื่องราว ผ่านมุมมอง Timeless Design

ทุกพื้นที่ของบ้านบอกเล่าเรื่องราวของความพิถีพิถัน ในครั้งนี้เราจึงขอพามาชมการออกแบบบ้านในโครงการ กับ Type ที่มีชื่อว่า Noho X 437 แบบบ้านดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ โดยที่มาของชื่อ NoHo นี้ก็อินสไปร์มาจากย่าน North of Houston Street ใจกลางมหานครนิวยอร์ก และสะท้อนผ่านงานออกแบบ Facade Design ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาคารบ้านเรือนในย่าน Upper East Side, Manhattan ที่มีความสวยงามเหนือกาลเวลาและยังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการทำสีของตัวบ้านนี้ยังใช้เทคนิคพิเศษด้วยการใช้สีพ่น Acrylic Texture และทำแพทเทิร์นด้วยการ Random Shade โดยทั้งหมดผ่านฝีมือของช่างที่มีความชำนาญพิเศษในแบบเฉพาะตัว

บ้านไทป์ Noho X 437 ภายในโครงการ NARASIRI BANGNA KM.10

หรือแม้แต่บริเวณประตูที่ดีไซน์เป็นอลูมิเนียมบานเปิดคู่ ทำสี Powder Coat มาในโทนสี Liberty Green และ Manhattan Blue มาพร้อมมือจับและวัสดุบานพับคุณภาพสูง ส่วนวัสดุช่องแสงเป็นกระจกคริสตัลเกรย์ โทนสีเทาอ่อน ให้ความเงางามคล้ายคริสตัล ช่วยเพิ่มความหรูหรา โมเดิร์นและพรีเมียมให้กับตัวบ้าน

ประตูทางเข้าดีไซน์ในโทนสี Liberty Green และ Manhattan Blue

ส่วนภายในออกแบบอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านกลิ่นอายความทันสมัยในสไตล์ Mid-Century Modern ภายใต้แนวคิด ‘Where Timeless Meets Chic’ ที่อ้างอิง 3 คีย์เวิร์ดหลัก ๆ ในการออกแบบ นั่นคือ Timeless งานออกแบบที่สวยงามก้าวข้ามกาลเวลา ถ่ายทอดความเป็นต้นฉบับที่ไม่มีวันล้าสมัย, Elegant เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และสุดท้ายคือ Striking โดดเด่นด้วยองค์ประกอบที่เลือกสรรมาอย่างมีรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์วินเทจ สีสัน และวัสดุที่มีเอกลักษณ์ โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานของสไตล์ที่มีทั้งรสนิยม ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ภายในเน้นดีไซน์ทันสมัยในสไตล์ Mid-Century Modern ภายใต้แนวคิด ‘Where Timeless Meets Chic’

Noho X 437 จึงเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความทันสมัยและความคลาสสิก ความเรียบหรูและโมเดิร์น อีกทั้งยังห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นอายศิลปะการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ สะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี และนอกจากแนวคิดที่เราเล่ามาในข้างต้น โซนต่าง ๆ ของพื้นที่ภายในบ้านก็ยังใส่ใจในทุกรายละเอียดไม่แพ้กัน โดยให้ความสำคัญกับความแม่นยำ ความถูกต้อง และความสมบูรณ์แบบในทุกขั้นตอน ซึ่งเราจะขอพาไปสำรวจภายในทุกพื้นที่แห่งการอยู่อาศัยเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กัน

ส่วนผสมที่ลงตัวของความทันสมัยและความคลาสสิก ความเรียบหรูและโมเดิร์น

พิถีพิถันในทุกดีเทล เหมือนใช้ชีวิตอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของกาลเวลา

ถึงแม้ Noho X 437 จะเป็นบ้านไทป์ที่เล็กที่สุดของโครงการ แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นความลงตัวของสถาปัตยกรรมที่ถักทอด้วยรสนิยม เพราะพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ 437 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้นกว่า 116 ตารางวา ถูกออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อสะท้อนวิถีชีวิตที่พิถีพิถัน ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องแม่บ้านแยกส่วน และที่จอดรถในร่มถึง 3 คัน

ซึ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ภายในบ้าน เราจะเห็นความกลมกล่อมของดีไซน์ที่ผสมผสาน Classic Elements และสไตล์ Mid-Century Modern เอาไว้อย่างลงตัว โดยความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ จะค่อย ๆ ปรากฏผ่านทุกมุมมอง เริ่มตั้งแต่ทางเข้าหลักอย่าง Foyer หรือโถงต้อนรับภายในบ้านที่มีการออกแบบแพทเทิร์นพื้นด้วยหิน White Venus ผสมผสานเข้ากับหิน Black Marquina ก่อนจะนำมาต่อลวดลายกันในรูปแบบเรขาคณิตสไตล์โมเดิร์น เกิดเป็นความคอนทราสต์ที่คมชัด แต่สร้างความน่าสนใจและเพิ่มความหรูหรามีระดับได้เป็นอย่างดี

การเลือกวัสดุที่มีมิติไม่เพียงสะท้อนความหรูหรา แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของรสนิยม อย่างเช่น ท็อปโต๊ะจากหิน Grey Travertine, โคมไฟสไตล์ Mid-Century และการจัดวางเก้าอี้ไอคอนิกร่วมสมัยจากยุค 60s อย่าง Golem Chair ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนประติมากรรม สร้างจุดนำสายตา ต้อนรับเราเข้าสู่ตัวบ้าน และสร้างจุดเด่นรวมถึงความรู้สึกให้กับพื้นที่อย่างกลมกลืน

Foyer หรือโถงต้อนรับภายในบ้าน ความกลมกล่อมของดีไซน์ที่ผสมผสาน Classic Elements และสไตล์ Mid-Century Modern เอาไว้อย่างลงตัว

ถัดมาจากโซน Foyer เป็นพื้นที่ Living Room ที่มีการเชื่อมต่อของสเปซในขนาดกว้าง ทำให้ทุกโซนสามารถใช้งานกันได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อดีมาจากการที่วางเลย์เอาท์บันไดไว้ที่ด้านหลังของบ้าน ส่วนดีเทลอื่น ๆ ในห้องนี้ยังคงสอดแทรกความน่าสนใจเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยดีไซน์ในสไตล์ร่วมสมัย ตกแต่งในโทนอบอุ่นแต่คงความมีระดับด้วยการใช้ไม้สีเข้ม ตัดกับ Elements ของทองเหลืองในรูปทรงเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ของการดีไซน์ในแบบ Mid-Century Modern พร้อมชุดเฟอร์นิเจอร์เซ็ตใหญ่เต็มพื้นที่ สร้างบรรยากาศที่ดูแกรนด์ โอ่อ่าและ Cozy ไปพร้อม ๆ กัน ยังมาพร้อมประตู หน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดรับมุมมองของสวน สร้างสัมผัสของธรรมชาติให้แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน

Living Room ที่มีการเชื่อมต่อของสเปซในขนาดกว้าง ทำให้ทุกโซนสามารถใช้งานกันได้อย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งไฮท์ไลท์ที่เรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศการอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี นั่นคือการออกแบบพื้นที่ Open Space ในรูปแบบโถง Double Volume ขนาดใหญ่ที่สูงถึง 7.2 เมตรบริเวณโซนรับประทานอาหาร ทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูโปร่ง โล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เสมือนเราได้เดินเสพย์งานศิลป์ชั้นดีอยู่ในโถงพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกโซนให้เป็นหนึ่งเดียวกันอีกด้วย 

ภายในโซนนี้ดีไซน์เสริมความโดดเด่นด้วย Chandelier ขนาดใหญ่รุ่น Oblò จากแบรนด์แสงไฟและโคมไฟระดับพรีเมียมจากประเทศอิตาลีอย่าง Lodes มาในดีไซน์โค้งมนสะดุดตา ผลิตจากแก้ว Pyrex คุณภาพสูง สะท้อนแสงและความเงางามของพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตำแหน่งของดวงโคมก็ยังถูกออกแบบจัดวางอย่างประณีตตามระยะที่คำนวณมาโดยเฉพาะเพื่อให้มุมมองในบ้านดูสมดุลทั้งจากบริเวณด้านหน้าและด้านบน

พื้นที่ Open Space ในรูปแบบโถง Double Volume ขนาดใหญ่ที่สูงถึง 7.2 เมตร

ติดกันนั้นยังมี Pantry ที่เชื่อมต่อถึง Dining Area ได้อย่างลงตัวผ่านดีไซน์ที่สะท้อนแนวคิดและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักการสังสรรค์ บริเวณนี้จึงออกแบบให้เป็น Island bar ที่ปูด้วยหิน Travertine Ivory โทนสีอ่อนละมุนสะท้อนถึงความเรียบหรูที่อบอุ่น รองรับการปรับเปลี่ยน จากพื้นที่รับประทานอาหารธรรมดา ๆ อาจกลายเป็นพื้นที่แห่งการพบปะและสนุกสนานของครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนได้อย่างสะดวกสบาย หรือจะเปลี่ยนให้กลายเป็นชั่วโมงแห่งมื้ออาหารสุดพิเศษด้วยพื้นที่ Chef Table โดยให้เชฟมารังสรรค์มื้อพิเศษก็สามารถทำได้สะดวกตามที่ต้องการ


นอกจากนั้นในโซนนี้ยังซ่อนรายละเอียดของการออกแบบเล็ก ๆ อย่างแผงไม้ที่มีพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่ สามารถจัดระเบียบและเก็บของได้ในปริมาณมาก มาพร้อมตู้เย็น Built-in ในตัวจากแบรนด์ Bosch, เตาไมโครเวฟจากแบรนด์ Gaggenau และตู้เก็บไวน์จากแบรนด์ Teka ที่ซ่อนดีเทลสนุก ๆ โดยดัดแปลงบานเปิดให้กลายเป็น Hidden Door เนียนไปกับแผงตู้ เพื่อให้สเปซส่วนนี้ดูเรียบร้อยและทำให้พื้นที่ทั้งหมดดูหรูหรา ลงตัว

โซน Pantry ที่เชื่อมต่อถึง Dining Area ได้อย่างลงตัว

โซนนี้ยังเชื่อมต่อไปกับครัวไทยในลักษณะ L-shape ด้านหลังบ้านที่มาในฟังก์ชันจัดเต็มและยังคงใช้แบรนด์คุณภาพไม่ว่าจะเป็น Grand Home Mart, Hob & Hood และเครื่องใช้ไฟฟ้าจาก Kuppersbush รวมถึงอ่างล้างจาน Teka และยังมีกระจกระบายอากาศ เพื่อให้สามารถใช้งานโซนนี้ได้จริงอย่างสะดวกสบาย ซึ่งครัวไทยนี้สามารถเชื่อมต่อไปยังโซน Laundry ที่อยู่ด้านหลัง และห้องนอนแม่บ้านที่จัดสรรปันส่วนพื้นที่อย่างลงตัวตามฟังก์ชัน แยกการใช้งานออกจากพื้นที่อยู่อาศัยหลักของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด

ครัวไทยในลักษณะ L-shape ด้านหลังบ้านที่มาในฟังก์ชันจัดเต็ม

นอกจากดีเทลในเรื่องรูปลักษณ์ของงานออกแบบที่ยูนีคแล้ว บ้านหลังนี้ยังดีไซน์โดยคำนึงถึงหลักการ Universal Design รองรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ รวมถึงการอยู่อาศัยในระยะยาว ซึ่งความพิเศษคือการคิดในทุก ๆ ดีเทล อย่างการมีทางเข้า-ออก 2 ทางสำหรับบ้าน ทั้ง Main Entrance ที่เป็นทางเข้าหลักสำหรับลูกบ้าน และ Sub Entrance ที่มาพร้อมการติดตั้ง Digital Door Lock และ Ramp ทางลาดสำหรับการขนของ หรือรองรับการเคลื่อนย้ายของ Wheel Chair ได้อย่างสะดวกสบาย 

และยังมาพร้อม EV Charger และ Solar Roof รวมถึงติดตั้งระบบ Air Purify เครื่องฟอกอากาศแรงดันบวกเพื่อลดฝุ่นในบริเวณห้องนอนสำหรับทุกหลัง เป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่ช่วยยกระดับการอยู่อาศัยให้สะดวกสบายในทุก ๆ มิติ

รายละเอียดต่าง ๆ นี้ จึงการันตีได้ว่า Noho X 437 ไม่ใช่แค่บ้าน แต่เป็นประสบการณ์ของการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยรสนิยม รายละเอียด และความพิถีพิถันในทุกตารางเมตร เสมือนได้อยู่อาศัยในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ถ่ายทอดทั้งความคลาสสิกและความร่วมสมัยไว้ได้อย่างกลมกลืน

ดื่มด่ำศิลปะแห่งการพักผ่อน สะท้อนความประณีตในทุกขั้นตอน

ต่อมาที่บริเวณชั้น 2 ของบ้านไทป์นี้จะประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน, ห้องทำงาน, ห้อง Tearoom และห้อง Multi Purpose ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นฟังก์ชันอื่น ๆ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของครอบครัว 

โดยจากพื้นที่ Double Volume และโถงคอร์ริดอร์บริเวณใจกลางบ้านจะนำเรามาสู่โซน Family Room ที่ได้รับการออกแบบให้มีห้อง Tea Room ที่โดดเด่น และสามารถปรับเปลี่ยนเป็นฟังก์ชันอื่น ๆ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของครอบครัว โดยถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการ ที่ผสานความเรียบหรูของสไตล์ Mid-Century Modern เข้ากับบรรยากาศแสนอบอุ่นได้อย่างลงตัว

ซึ่งห้อง Tea Room แห่งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนมุมส่วนตัวที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คาเฟ่ดีไซน์สวยในต่างประเทศ เป็นสเปซที่ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่น่าจดจำ และในขณะเดียวกันก็ยังคงตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะใช้สำหรับจิบชาหรือกาแฟเบา ๆ อ่านหนังสือเล่มโปรดในมุมเงียบสงบ รับรองแขกคนสนิทในบรรยากาศแสนสบายแบบ Casual หรือใช้เวลาคุณภาพร่วมกับครอบครัวอย่างเป็นกันเอง

Family Room ที่เปรียบได้กับ Multi Purpose มีทั้ง Tea Room และหิ้งพระ มาในขนาดกว้างขวาง สามารถปรับเปลี่ยนเป็นฟังก์ชันต่าง ๆ ตามที่ต้องการ
ตัวอย่าง Tea Room จากแบบบ้านไทป์ใหญ่ของโครงการ ซึ่งโซนนี้เป็นพื้นที่ที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามไลฟ์สไตล์

บริเวณคอร์ริดอร์นี้ยังเป็นจุดที่นำไปสู่โซนพักอาศัย โดยแบ่งเป็น Master Bedroom ที่มาในขนาดกว้างขวาง เสมือนเราได้อาศัยอยู่ในเพนท์เฮาส์ของตัวเอง และภายในห้องนี้ยังมีความสูงจากพื้นจรดเพดานถึง 3.2 เมตร อีกทั้งยังออกแบบเน้นการรับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่ จากช่องเปิดมุมหกเหลี่ยมบริเวณหน้าบ้าน จึงยิ่งทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวาง และโปร่งโล่ง ส่วนการตกแต่งเน้นโทนสีอ่อนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อีกทั้งยังใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีความเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น เสริมด้วยความอบอุ่นจากโคมไฟทองเหลืองและโต๊ะข้างที่ทำจากวัสดุไม้ Burl ทำให้ภาพรวมดูคลาสสิก ผสมผสานกลิ่นอายวินเทจนิด ๆ ช่วยเติมเต็มเสน่ห์ให้ห้องนอนดูเรียบง่าย น่าสนใจและยังได้ Mood & Tone ที่อบอุ่นไปพร้อม ๆ กัน

Master Bedroom มาพร้อมกระจกหกเหลี่ยมรับแสงธรรมชาติ และความสูงจากพื้นจรดเพดานที่มากถึง 3.2 เมตร

ต่อจากโซนนอน เป็น Walk-in Closet ที่โอ่โถง ตกแต่งด้วยบานประตูกระจกรอบด้าน ซึ่งทำให้โซนนี้ยิ่งดูกว้างขวาง และสร้างมิติ อีกทั้งยังเป็นฟังก์ชันที่สามารถใช้แต่งตัวได้ไปด้วยในตัว นอกจากนั้นโซนนี้ยังเป็นสเปซคั่นระหว่างกลางเพื่อเชื่อมต่อห้องนอนและห้องน้ำให้ต่อเนื่องกันได้อย่างลงตัว ส่วนพื้นที่ตู้เสื้อผ้าก็สามารถ Built-in จัดเต็มได้กว้าง อีกทั้งยังสามารถแบ่งเป็น His/Her ได้ 2 ฝั่ง โดยมีจุดเด่นคือ Dressing Table ที่บริเวณใจกลาง กรุด้วยวัสดุหิน Yellow Onyx เติมความหรูหราให้กับสเปซส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี

Walk-in Closet และห้องน้ำขนาดกว้างที่สามารถแบ่งเป็น His/Her ได้อย่างสะดวกสบาย

ส่วนอีกฝั่งของคอร์ริดอร์เป็นห้องนอนอีก 2 ห้องที่มาพร้อมห้องน้ำในตัวและโซนพื้นที่แต่งตัว ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ครบ จบทุกฟังก์ชัน ลงตัวกับทุกสมาชิกครอบครัว

พื้นที่ห้องนอนในโซนอื่น ๆ ของตัวบ้าน

เชื่อมต่อทุกเส้นสายของชีวิต บนทำเลที่เป็นดั่ง Golden Ratio

นอกจากเรื่องของการดีไซน์สุดพิถีพิถันแล้ว NARASIRI BANGNA KM.10 ยังเป็นบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีที่เลือกสรรทุกองค์ประกอบเพื่อการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบโดยเฉพาะทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ โดยโครงการตั้งอยู่บนทำเลคุณภาพบางนา กม.10 ที่ให้คุณเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วผ่านมอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบนอก หรือถนนบางนา-ตราด อีกทั้งยังใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางสะดวกสบาย ง่ายต่อการนัดหมายสำคัญ

พร้อมกันนั้นยังรายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติชื่อดังระดับแถวหน้า เช่น Verso International School, D-Prep International School, Bangkok Patana School, Concordian International School, Berkeley International School และ The American School of Bangkok ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงในด้านมาตรฐานการศึกษาระดับโลก เหมาะสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในเรื่องการเรียนรู้และการลงทุนกับอนาคตของสมาชิกตัวน้อยในครอบครัว

ในด้านพื้นที่ไลฟ์สไตล์ และ Shopping Mall ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยก็ลงตัวกับทุกความต้องการ เพราะรายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Design Village, ATT U Park Bangna, Mega Bangna, Little Walk Bangna, Central Bangna และโปรเจ็กต์ใหญ่ในอนาคตอย่าง Bangkok Mall 

นอกจากนี้ NARASIRI BANGNA KM.10 ยังอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟระดับพรีเมียมอย่าง Top Golf Thailand, Thana City Thailand, Summit Windmill Golf Club, Lake Woods Golf Course, Muang Kaew Golf Course และ Siam Country Club Bangna ให้คุณได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติพร้อมเพลิดเพลินไปกับไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

บ้านที่สะท้อนรสนิยม ความตั้งใจ และการออกแบบชีวิตในแบบที่คุณเลือกเองได้

เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ใช่แค่ทำเลเท่านั้น แต่ยังคือความเป็นส่วนตัวที่หาได้ยากในโครงการยุคใหม่ ด้วยจำนวนเพียง 56 ยูนิตทั้งโครงการ NARASIRI BANGNA KM.10 จึงเป็นเสมือนคอมมูนิตี้ส่วนตัวของกลุ่มผู้อาศัยที่มีแพชชันร่วมกัน ให้คุณได้อยู่อาศัยท่ามกลางสังคมคุณภาพในบรรยากาศอันเงียบสงบ รวมถึงการออกแบบที่สร้างสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ

อีกทั้งยังมาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน เพื่อความอุ่นใจในทุกวันของการอยู่อาศัย โดยมีระบบ Double Screen Security ที่คัดกรองผู้มาติดต่อถึงสองชั้น ตั้งแต่ Main Gate ด้านหน้าโครงการ Sansiri 10 East จนถึงทางเข้าโครงการ เพื่อสร้างระดับความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี LIV-24 ซึ่งเป็นระบบควบคุมความปลอดภัยและการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรแห่งแรกในวงการอสังหาฯ จึงมั่นใจได้ว่าทุกช่วงเวลาในบ้านหลังนี้จะเต็มไปด้วยความสงบและไร้กังวลอย่างแท้จริง

ในทุก ๆ รายละเอียดที่ผ่านการคิดมาอย่างประณีตนี้ ทำให้บ้านโครงการนี้ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นสถานที่ที่สะท้อนทั้งรสนิยม ความตั้งใจ และการออกแบบชีวิตในแบบที่คุณเลือกเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาอยู่กับครอบครัว การผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ ความปลอดภัยในการอยู่อาศัยหรือการใช้พื้นที่เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในทุกวัน

คงจะดี… ถ้าเราสามารถเลือกช่วงเวลาหรือยุคสมัยที่เราอยากใช้ชีวิตได้ และที่ NARASIRI BANGNA KM.10 ความปรารถนาเหล่านั้นไม่ใช่เพียงคำพรรณนาอีกต่อไป เพราะบ้านทุกหลังภายในโครงการได้รับการออกแบบให้เปรียบดั่งงานศิลปะเหนือกาลเวลา ที่พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตเปี่ยมไปด้วยความงดงาม ความสงบ และคุณภาพระดับสูงสุด ในทำเลและสังคมที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพียง 56 ครอบครัวเท่านั้น

ราคาเริ่มต้น 60 – 150 ล้านบาท เปิดให้เข้าชมแบบ Exclusive Viewing แล้ววันนี้

Pre-Sale พิเศษ 24 – 25 พฤษภาคม 2568
โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/76tDJB5 
#NarasiriBangnaKM10 #Narasiri #Sansiri10East #SansiriCommunity #Sansiri

Picture of Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading