Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
O+o House คือบ้านพักตากอากาศที่ตั้งอยู่ในโครงการ Pirom at Vineyard เขาใหญ่ ออกแบบโดย Junsekino Architect and Design สำหรับครอบครัวจากกรุงเทพฯ ที่ต้องการที่อยู่อาศัยสลับกับเมืองในวันพักผ่อน โจทย์สำคัญของบ้านหลังนี้ไม่ใช่การโดดเด่นสะดุดตา แต่คือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติแบบแนบเนียนที่สุด บ้านจึงไม่ได้พยายามตัดขาดหรือควบคุมภูมิประเทศ หากแต่ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อให้ภูมิทัศน์เดิมยังดำรงอยู่ได้อย่างที่เคยเป็น
จากการเลือกวางตัวบ้านบนพื้นที่ลาดเอียงโดยไม่ถมดิน การเปิดรับแสงและลมผ่านคอร์ตกลาง ไปจนถึงการใช้วัสดุและรูปแบบพื้นถิ่นในบริบทสมัยใหม่ ทุกองค์ประกอบสะท้อนแนวคิด “Touch The Earth Lightly” แบบที่ทั้งมนุษย์ ธรรมชาติ และบ้าน อยู่ร่วมกันได้โดยไม่แย่งพื้นที่กัน
Touch The Khao Yai Lightly
วางตัวเบาๆ บนเขาใหญ่
ทำเลของ O+o House อยู่บนที่ดินหัวมุมซึ่งมีความลาดเอียงตามธรรมชาติของภูเขาใหญ่ ทีมออกแบบเลือกจะไม่ปรับหน้าดินให้เรียบ แต่ใช้โครงสร้างเหล็กยกตัวบ้านขึ้นจากพื้น เพื่อลดการถมดิน และให้พื้นที่ด้านล่างยังคงระบายน้ำได้ตามธรรมชาติ
การวางตัวของบ้านในลักษณะ “ลอยตัว” ไม่ได้เป็นเพียงความงามเชิงโครงสร้าง แต่ยังเป็นการออกแบบที่เคารพภูมิประเทศ โดยไม่พยายามฝืนหรือควบคุมทิศทางของพื้นที่ พื้นที่ใต้ถุนถูกใช้งานจริง ทั้งเป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย เก็บของ หรือจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่ร้อนเกินไปในช่วงกลางวัน
บ้านหลังนี้ยังใช้แกนกลางโครงสร้างที่รวมระบบน้ำ ไฟฟ้า และโครงสร้างรับน้ำหนักไว้ตรงกลาง ทำให้สามารถออกแบบพื้นที่โดยรอบให้ยื่นออกไปโดยไม่มีเสา โครงสร้างนี้ทั้งเบาและแข็งแรง รองรับการใช้งานจริงและการเปิดรับวิวธรรมชาติแบบไร้สิ่งกีดขวาง
อีกทั้งยังไม่รบกวนดินโดยรอบและไม่ปิดกั้นการไหลของน้ำตามธรรมชาติ ด้วยขนาดพื้นที่เพียง 350 ตารางเมตร การจัดวางบ้านจึงต้องแม่นยำและรอบคอบ เพื่อให้ทุกตารางเมตรของดินยังหายใจต่อได้
DTIPS : Touch The Earth Lightly คืออะไร?
คำนี้มาจากแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้น การลดผลกระทบต่อผืนดิน ให้เบาที่สุด ทั้งในแง่กายภาพ นิเวศ และวัฒนธรรม โดยสถาปนิกชาวออสเตรเลีย Glenn Murcutt เป็นผู้ริเริ่มใช้แนวทางนี้ในงานออกแบบบ้านที่ตอบสนองภูมิประเทศเขตร้อนชื้น
หลักสำคัญของแนวคิดนี้ ได้แก่ ไม่ปรับหน้าดินเกินจำเป็น ไม่ถมดินให้ราบ หรือสร้างสิ่งแปลกปลอม ใช้โครงสร้างที่ยกตัว เช่น เสาสำหรับยกลอย เพื่อลดการแตะต้องดิน ไม่ต้านธรรมชาติ แต่ออกแบบตามทิศทางแดด ลม ฝน เพื่อให้บ้าน “อยู่ได้” โดยใช้พลังธรรมชาติ วัสดุเบา ใช้เท่าที่จำเป็น เลี่ยงโครงสร้างถาวรที่เปลี่ยนระบบนิเวศเดิม สถาปัตยกรรมไม่พยายามครอบงำ แต่หลอมรวมกับบริบทอย่างถ่อมตัว
บ้านหลังนี้ถูกออกแบบให้เป็นบ้านหลังที่สองหรือบ้านพักตากอากาศ สำหรับครอบครัวในกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตสลับระหว่างเมืองและธรรมชาติ แม้จะดูเหมือนบ้านชั้นเดียวจากภายนอก แต่จริง ๆ แล้วมีชั้นกึ่งใต้ดินที่ใช้เป็นห้องเก็บไวน์ และพื้นที่อเนกประสงค์ที่ร่มตลอดวัน สำหรับพักผ่อนหรือออกกำลังกายริมสระน้ำ
การใช้ผนังกระจกช่วยเบลอขอบเขตระหว่างภายในกับภายนอก ทำให้บ้านดูเหมือน กล่องโปร่งๆ ที่แทรกตัวอยู่ใต้ต้นไม้และกลมกลืนกับทิวเขา ภาพสะท้อนใบไม้และท้องฟ้าบนกระจกยิ่งทำให้บ้านดูเหมือนส่วนหนึ่งของบริบทโดยไม่ต้องแสดงตัวชัด รูปทรงของอาคารใช้เส้นสายเรียบง่าย ไม่มีหลังคาทรงสูงหรือระแนงซับซ้อน ทำให้ไม่บดบังวิวธรรมชาติรอบด้าน และเน้นการเปิดรับแสงและลม
เห็นได้ว่ามีม้านั่งเล็ก ๆ ใต้ตัวบ้าน เป็นการแสดงให้เห็นว่าใต้ถุนไม่ได้ถูกละเลย แต่เป็นพื้นที่ใช้สอยจริงอย่างเรียบง่าย ช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างเพิ่มเติม เช่น ศาลาหรือเพิงพัก
Vernacular Ventilation
ลมหายใจของบ้านพื้นถิ่น
แนวคิดของ O+o House ไม่ได้หยุดอยู่ที่การวางบ้านบนพื้นที่อย่างกลมกลืนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการอยู่ร่วมกับสภาพอากาศและลมหายใจของบ้าน ผ่านการออกแบบแบบ Passive Design ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทย
บ้านหลังนี้เลือกใช้ช่องเปิดจำนวนมาก โดยเฉพาะผนังกระจกใสและช่องแสง Clerestory ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าถึงพื้นที่ภายในโดยไม่ทำให้ร้อนเกินไป โถงภายในบ้านถูกจัดวางแบบ Open Plan ไม่มีผนังกั้น ทำให้ลมสามารถไหลผ่านได้ดีตลอดแนว และทุกพื้นที่เชื่อมโยงถึงกันแบบไร้รอยต่อ
Clerestory คือ ช่องแสงแนวนอนที่อยู่สูงใกล้แนวหลังคา มักเป็นแถบหน้าต่างที่ติดตั้งอยู่เหนือระดับสายตา หรือบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับหลังคา จุดประสงค์หลักคือการ นำแสงธรรมชาติเข้ามาภายในอาคาร โดยไม่ให้แสงตกกระทบโดยตรงจนเกิดความร้อนเกินไป และมักใช้ร่วมกับการระบายอากาศตามแนวตั้ง (Stack Ventilation)
ในบริบทของบ้านหลังนี้ ช่วยให้แสงนุ่ม ๆ กระจายเข้าสู่โถงกลางโดยไม่จ้าเกินไป และเปิดช่องให้ลมร้อนลอยตัวออกทางด้านบน ทำให้บ้านเย็นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศมากนัก ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ Passive Design ที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย
Passive Design คือแนวคิดการออกแบบอาคารที่อาศัย ธรรมชาติเป็นกลไกหลั ในการควบคุมอุณหภูมิ แสง และการระบายอากาศ โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าหรือระบบกล เช่น แอร์หรือพัดลม มากนัก จุดประสงค์คือเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่อยู่สบาย ใช้พลังงานน้อย และเหมาะกับภูมิอากาศท้องถิ่น
องค์ประกอบสำคัญของ Passive Design ในบ้านหลังนี้ คือการวางทิศทางอาคารให้รับลมและแสงธรรมชาติได้เหมาะสม มีช่องเปิด เช่น หน้าต่าง ช่องลม หรือ Clerestory สำหรับระบายอากาศ การมีพื้นที่ร่มเงา เช่น ชายคายื่น ระแนง หรือการยกตัวบ้านเพื่อให้ลมไหลผ่านใต้ถุน การจัดวางผังแบบ Open Plan ที่เอื้อต่อการไหลของลม การใช้ต้นไม้และน้ำเป็นตัวช่วยในการควบคุมอุณหภูมิภายใน
แนวคิดใต้ถุนที่กล่าวไปในบทแรก ยังช่วยเสริมการระบายอากาศจากล่างขึ้นบน ทำให้ภายในบ้านเย็นโดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก พื้นที่กลางแจ้ง เช่น ระเบียง ลานริมสระ และทางเดินเชื่อมกับภูมิทัศน์ ก็ถูกจัดวางตามทิศทางแดดและลม ทำให้สามารถใช้งานได้จริงตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ หลังคาของบ้านยังออกแบบให้โปร่งเพื่อให้สามารถมองเห็นเรือนยอดไม้ ท้องฟ้า และฝนตามฤดูกาลได้ตลอดปี รางน้ำและ Rain Chain ที่ออกแบบพิเศษสร้างม่านน้ำระหว่างฝนตก ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงธรรมชาติในมิติที่หลากหลายมากขึ้น
Gap Between The Space
คอร์ทกลางบ้าน ที่รวมชีวิต แสง และลม ไว้ในแนวเดียวกัน
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของบ้านหลังนี้ คือคอร์ตยาร์ดกลางบ้าน ซึ่งคือหัวใจของบ้านทั้งหลัง คอร์ตนี้ถูกวางไว้ตรงกลางของแปลนบ้าน เชื่อมต่อกับพื้นที่นั่งเล่นและห้องใช้งานอื่น ๆ ในแนวระนาบเดียวกัน ทำให้ทุกกิจกรรมในบ้านยังคงรับแสงธรรมชาติ ลม และความเขียวของต้นไม้ร่วมกันได้เสมอ
ต้นไม้ในคอร์ตนอกจากช่วยลดอุณหภูมิภายใน แล้วยังเป็นจุดรวมสายตาและจังหวะพักของพื้นที่ ทำให้บ้านรู้สึกมีชีวิต ไม่แน่น ไม่อึดอัด และไม่แยกขาดระหว่างภายในกับภายนอก การออกแบบแบบ Linear Flow ที่เชื่อมพื้นที่ใช้งานต่อกันในแนวตรง ทำให้บ้านสามารถเปิดได้ตลอดแนว และรองรับการใช้งานของครอบครัวได้หลากหลาย โดยไม่ต้องมีผนังมากั้นพื้นที่
ระยะระหว่างห้อง ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และเฉลียง เชื่อมต่อกันผ่านโถงเปิดโล่งที่ลมไหลผ่านได้อย่างอิสระ บ้านจึงไม่ได้มีแค่ห้องที่วางอยู่ติดกัน แต่มี ช่องว่าง ที่มีความหมายและใช้งานได้จริง ทุกพื้นที่ในบ้านยังคงเชื่อมโยงกับแสงธรรมชาติ การระบายอากาศ และวิวภูมิทัศน์ภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อคอร์ตกลางบ้านกลายเป็นจุดร่วมสายตาและจุดศูนย์กลางของแปลน ทำให้แม้สมาชิกในบ้านจะอยู่คนละฝั่งหรือทำกิจกรรมคนละอย่าง ก็ยังรู้สึกถึงการมีอยู่ของกันและกันอยู่เสมอ บ้านจึงไม่ได้แค่แบ่งปันพื้นที่ทางกายภาพ แต่ยังเอื้อให้เกิดความเชื่อมโยงทางใจแบบอ้อม ๆ ผ่านสายลม แสง และต้นไม้ต้นเดียวกัน
แม้พื้นที่ส่วนกลางของบ้านจะเปิดเชื่อมต่อกันด้วยแสง ลม และคอร์ตกลาง แต่ห้องนอนกลับออกแบบให้สงบและเป็นส่วนตัวอย่างพอดี ผนังทึบช่วยลดเสียงรบกวนและสร้างความอบอุ่น ส่วนผนังกระจกด้านหนึ่งที่หันออกสู่ระเบียงและธรรมชาติยังเปิดรับวิวเขาใหญ่ได้เต็มสายตาโดยไม่รู้สึกเปิดเผยเกินไป บรรยากาศภายในจึงผ่อนคลายแต่ยังมีความปลอดภัย เป็นห้องที่ถอยห่างจากศูนย์กลางของบ้านเพียงพอให้ได้พัก แต่ไม่รู้สึกแยกขาดจากสิ่งรอบตัว
ระแนงไม้และโครงกันแดดภายนอกไม่ได้มีแค่หน้าที่ป้องกันแสงแดดหรือสายตาจากภายนอกเท่านั้น แต่ช่วยปรับสมดุล ระหว่างความเปิดกว้างกับความเป็นส่วนตัวได้อย่างพอดี มันทำให้พื้นที่ที่มักจะถูกออกแบบให้ปิดทึบ กลับกลายเป็นห้องที่มีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้ตลอดวัน มองเห็นทิวไม้ภายนอกได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือล่อแหลม การมีมิติระแนงนี้ทำให้ห้องน้ำรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ โดยยังคงพื้นที่ปลอดภัยส่วนตัวไว้อย่างครบถ้วน
พอได้มองเข้าไปใกล้ ๆ จะเห็นว่า รายละเอียดของบ้านหลังนี้ ซื่อตรงและประณีต ไม่แพ้ภาพรวมที่ดูสงบและเบาบาง รายละเอียดของโต๊ะไม้และม้านั่งในภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบระดับเฟอร์นิเจอร์ ทั้งการเลือกใช้วัสดุจริง รูปทรงที่เรียบง่ายแต่นิ่ง และสัดส่วนที่สัมพันธ์กับแสงธรรมชาติภายนอก ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ แล้วผ่านการคิดอย่างละเอียด
ความประณีตระดับภาพเล็กนี้ ไม่ได้หลุดจากวิธีคิดภาพใหญ่ของบ้านเลย หากแต่ทั้งสองภาพคือภาพเดียวกัน ต่างเพียงขนาดเท่านั้น นี่คือบ้านที่คิดจากระดับผืนดินจนถึงแผ่นไม้ และตั้งใจจะให้ทุกมุมสัมผัสได้ถึงความหมายเดียวกัน ความเงียบ สงบ เบา และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
Pirom At Vineyard : Khaoyai Thailand
Year : 2021-2024
Architect :Junsekino Architect and Design
Interior : Junsekino Interior Design co.,ltd
Landscape: Kaizentopia Co.,Ltd
Object :Junsekino Object and Design + Thick&Thin Studio
Photo: SkyGround architectural film & photography
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance