Queer Aesthetic เมื่อความหลากหลายทางเพศ
สร้างความงามใหม่ให้งานสถาปัตยกรรม

เนื่องด้วยในโอกาส Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีเวนต์แห่งความภาคภูมิใจของกลุ่ม LGBTQ+ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ สนับสนุนสิทธิของชุมชน LGBTQ+ และระลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งในปัจจุบันโลกได้เปิดกว้างกับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศแล้ว หลายๆประเทศในโลกเปิดกว้างกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม (ล่าสุดรวมถึงประเทศไทยด้วย) และล่าสุด UNDP ได้กำหนดว่า Gender Fluid คือคำที่หมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่เปลี่ยนแปลงและลื่นไหลได้ จากความอิสระที่ไม่มีกรอบเพศที่ตายตัวทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้กระจายอยู่ในทุกๆสาขาอาชีพ รวมถึงวงการออกแบบและสถาปัตยกรรม หลายต่อหลายคนทำงานอยู่ในกลุ่มนำ และเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ที่ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของพวกเขาสู่ผลงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเห็นได้ชัด  

ประวัติโยย่อของการกำเนิด Pride month ต้องเล่าย้อนกลับไปที่ “เหตุการณ์สโตนวอลล์” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่กลุ่ม LGBTQ+ ลุกขึ้นต่อต้นการกดขี่ทางเพศและความไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มเพศทางเลือก จนนำไปสู่การประท้วงหลายวัน และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของ LGBTQ+  

คำว่า “Pride คือการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการยืนยันตัวตน ของคน LGBTQ+ ทั่วโลก เป็นการยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจต่อสังคมที่เคยกีดกัน โดยธงสีรุ้งที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แทนความภาคภูมิใจในความหลากหลายทางเพศ ถูกออกแบบโดย Gilbert Baker ในปี 1978 ที่เมือง San Francisco  โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง “Over the Rainbow” ที่สื่อถึงความหวังและการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ โดยสีต่างๆในธงสีรุ้งล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ อย่างเช่น สีแดงหมายถึงชีวิต สีส้มหมายถึงารเยียวยา สีเหลืองหมายถึงแสงแดด  สีเขียวหมายถึงธรรมชาติ สีฟ้าหมายถึงความสงบสุข สีม่วงจิตวิญญาณ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีการจัด  Pride Parade ที่เมืองสำคัญทั่วโลก อย่างเช่น เมืองซานฟรานซิสโก บริเวณถนน Castro Street  หรือเมืองริโอเดอจาเนโรบริเวณ Copacabana Beach  รวมถึงมีจตุรัส Pride ที่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการออกแบบจตุรัสลางเมือง สะพาน รวมถึงการเพนท์ตึกและทางม้าลายให้เป็นสีรุ้ง ที่มักจะเป็นย่านรวมตัวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในแต่ละเมือง 

กลับมาที่วงการออกแบบสถาปัตยกรรม ในปัจจุบันมีสถาปนิกหลายคนที่ได้เปิดตัวว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ เนื่องจากการยอมรับในความหลากหลายทางเพศอย่างเสรีไม่เหมือนในอดีต (แต่ในอดีต มีสถาปนิกชื่อก้องโลกหลายคนที่เป็น LGBTQ+ แต่เพิ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้) โดยพวกเขาทั้งหลาย ล้วนเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างไรข้อกังขา ได้รับการยอมรับจากวางการออกแบบอย่างสากล และมีแนวทางการออกแบบที่เสมือนเป็นลายเซ็นของตัวเอง ชนิดที่ว่าแค่เห็นงานบางส่วน สเปซ หรือองค์ประกอบด้านการสถาปัตยกรรม จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร สื่งเหล่านี้จะโยงพวกเราเข้าสู่การนิยามคำว่า Queer Aesthetic (สุนทรียะเชิงเควียร์) คือแนวทางการสร้างสรรค์ที่ท้าทาย, แหกกฎ, จากความปกติของสังคมกระแสหลัก (Heteronormative aesthetics) ไม่ว่าจะในเรื่องของรูปทรง, สี, วัสดุ, ลวดลาย การจัดวาง space  หรือแม้แต่ความหมายของ “ความงาม” 

สิ่งที่เราเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ต้นว่า อิทธิพลของ Queer Aesthetic มีอิทธิพลอย่างไรบ้างในวงการออกแบบสถาปัตยกรรม? โดจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทำงานเกี่ยวกับแวดวงนี้ และได้ร่วมงานเกี่ยวกับนักออกแบบกลุ่ม LGBTQ+ พบว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีเทสที่ดีมาก (ทั้งผลงานออกแบบและการแต่งตัว) ซึ่งบางส่วนผันตัวเองไปเป็นสไตล์ลิสในงานออกแบบภายในหรือสถาปัตยกรรม มีเชี่ยวชาญในการเลือกใช้สีสันที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง ล้ำสมัย จัดคู่สี (Color Scheme) ที่มีความสวยงาม ความกล้าที่จะเลือกใช้วัสดุสะท้อนแสง มันวาว มีความ Bold การเลือกเฟอร์นิเจอร์ งานพรอพ หรือไฟตกแต่งที่มีความอ้อนช้อย ฉูดฉาด (นกยูง ขนนก สีทอง) ความเป็นเมทัลลิก หรือความกล้าในการการจัด Lighting Scene ที่เลือกใช้สีม่วง ชมพู ที่เพิ่มประสบการณ์การรับรู้เชิงพื้นที่ราวกับหลุดมาจากโลกแฟนตาซี รวมถึงการออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มีความ Sexy อย่างเช่น การแบ่ง Space ที่เลือกใช้ Shape Form แบบอ่อนช้อน ร่วมกับการใช้วัสดุโปร่งแสงบางส่วน ที่ให้ประสบการณ์การรับรู้ที่อนุญาติให้ผู้ใช้งานแบบมองเห็นได้แบบเงารางๆบางส่วนเป็นต้น 

 มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่ากลุ่มนักออกแบบ LGBTQ+ มีแนวโน้มที่จะมีการรับรู้สีและการแยกแยะเฉดสีดีกว่าเพศตรงข้ามทั่วไป เนื่องจากมีสมองซีกขวา (Right Hemisphere) ที่พัฒนาเด่นขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การประมวลผลเชิงภาพ (Visual Processing), ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), และการรับรู้สี (Color Perception) รวมถึง ความสามารถเชิงศิลปะ, การออกแบบ, และสุนทรียศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม LGBTQ+ หลายคนจึงแนวคิดการออกแบบที่ล้ำสมัย มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงความกล้าในการออกแบบที่อิงความสามารถในเชิงศิลปะผนวกกับการความสามารถในเชิงทฤษฎีสี (Color Theory) ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานออกแบบที่ทลายขนบเดิมๆ เปรียบเสมือนการทำลายขีดจำกัดทางสังคมที่สะท้อนความเป็นตัวตนลึกๆอยู่ภายในตามคำนิยามของ Queer Aesthetic 

นอกจากนี้ อิทธิพลของผลงานของกลุ่ม LGBTQ+  มักแฝงสัญลักษณ์ที่คนรับรู้ได้ในการต่อสู้ทางเพ  การแสดงออกถึงการต่อต้าน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยของตัวตนภายในจิตใจ อย่างเช่น การใช้สีชมพู สีม่วง สีฟ้า ที่เป็นตัวแทนของความเป็นกรอบเพศแบบ Fluidity การใช้รูปทรงวงกลม-โค้งมนที่ดู Sexy ซึ่งอาจจะแฝงการต่อต้านแนวคิดชายเป็นใหญ่ (ซึ่งมักใช้เส้นตรง ความแข็งแกร่ง) การใช้วัสดุที่โปร่งใสหรือสะท้อนแสงที่อาจแสดงถึงความโปร่งใสทางตัวตน รวมถึงการเลือกใช้รูปทรงอิสระแบบไม่สมมาตร ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงแนวคิดการไม่อยู่ในกรอบของ Binary gender เป็นต้น 

วันนี้ Dsign Something จะขอมาพูดคุยเกี่ยวกับสถาปนิกที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบจากแนวคิด Queer Aesthetic (ที่ตลอดชีวิตของเขาอาจจะไม่ได้เปิดเผยว่าเป็น LGBTQ+ แต่มีแนวคิดการออกแบบที่เชื่อโยงกับ Queer Aesthetic อย่างน่าสนใจ) โดยพวกเขาเหล่านี้ นอกเหนือจากผลงานออกแบบที่มีความเป็น Iconic แล้ว ยังปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในยุคหลังบรรดานักออกแบบกลุ่มนี้มักมีสไตล์การแต่งตัวที่มีความเป็นเอกลักษณ์ราวหลุดมาจากนิตยสารแฟชั่น สิ่งดังกล่าวเป็นรสนิยมส่วนบุคคลที่สะท้อนความเป็นตัวตน โดยเฉพาะในบริบทของความลื่นไหลในการกล้าแสดงออกผ่านการแต่งกาย ที่ส่งอิทธิพลกลับไปยังงานออกแบบสถาปัตยกรรมของพวกเขา 

เรามาเริ่มจาก Ricardo Bofill ปรมาจารย์สถาปนิกชาวสเปน ที่มีสไตล์การแต่งตัวแบบ Timeless ไม่ตามเทรนด์ เน้นความสบายแต่สง่างามตามแบบสถาปนิกสเปน แม้เขาจะไม่ใช่ LGBTQ แต่หลายผลงานของเขามีองค์ประกอบที่ ดึงดูดและเชื่อมโยงกับ Queer culture และ Queer Imagination อย่างน่าสนใจ โดยมีผลงาน La Muralla Roja ที่อยู่ในเมือง Valencia ซึ่งเป็นผลงานที่ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมยูโทเปียในจินตนาการ (Utopian Architecture) และเป็นหนึ่งในผลงานที่มีการใช้สีจัดจ้านที่สุดแห่งหนึ่ง โดยการเลือกใช้โทนสีที่รุนแรงและตัดกัน อย่างเช่น สีแดง สีชมพู สีฟ้า สีน้ำเงินม่วง ซึ่งไม่ได้เพียงแค่สร้างความโดดเด่น แต่ยังสะท้อนถึงความหลากหลายทางอารมณ์ และความเป็น Non-Conformist ที่ไม่ยึดตามบรรทัดฐานการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบเดิมในยุคนั้น  

อาคารดังกล่างตั้งอยู่ท่ามกลางฉากหลังเป็นพื้นน้ำทะเลอันกว้างใหญ่และท้องฟ้าอันเงียบสงบ สีสันที่ตัดกันทำให้ผู้เยี่ยมชมมีประสบการณ์ราวกับหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซี รวมถึงการออกสเปซภายใน บันได และช่องทางเดินที่มีความซับซ้อนคล้ายกับเขาวงกต ประกอบกับการใช้รูปทรงเรขาคณิตซ้อนกันแบบ Brutalist-Postmodern ที่ท้าทายความเป็นระเบียบแบบแผนที่เรียบง่ายจากแนวคิด Modernism ดั้งเดิม ส่งผลให้ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีความโดดเด่นอย่างมาก ซึ่งบริบททางสถาปัตยกรรมที่มีความขัดแย้งเหล่านี้ แสดงออกถึัตลักษณ์ส่วนตัวของ Bofill ที่ไม่กลัวที่จะแตกต่าง ทำให้ผลงานชิ้นนี้ดูเหมือนชิ้นงานศิลปะมาซเตอร์พีซมากกว่าอาคารสถาปัตยกรรม  (อาคารนี้ ได้ถูกใช้เป็น Reference ของฉากในภาพยนต์เรื่อง Squid game)   

อีกหนึ่งผลงานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ Walden 7 ซึ่งเป็นอาพารต์เมนต์ที่พักอาศัยชานเมือง Barcelona ที่ยังคงสะท้อนแนวคิดสถาปัตยกรรมแบบยูโทเปีย ที่ตั้งตระหง่านและเห็นได้ชัดมาแต่ไกล โดดเด่นด้วยฟอรมองของฟาซาดที่ปิดทึบและมีช่องเปิดขนาดเล็กแบบแรนดอม ที่ซุกซ่อนสเปซภายที่เป็นยูนิตพักอาศัยจำนวนมากจากโลกภายนอก ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยคอร์ทยาร์ด ทางเดินลอยฟ้า และพื้นที่ส่วนกลาง โดยยังมีความโดดเด่นเรื่องการใช้สี อย่างเช่น การใช้สีแดงสนิมทั้งหมดบริเวณเปลือกอาคาร, และมีการใช้ สีเขียว, สีน้ำเงิน และบางส่วนที่เป็นสีทอง ในสเปซภายในทั้งหมด โดยพื้นที่ภายในจะเป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีสีสันแปลกตา ตัดกับแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านเข้ามาราวกับอยู่ในโลกจินตนาการ เหมือนกับการซ่อนตัวตนภายในที่มีแนวคิดความเป็นอุดมคติ ที่มีความยืดหยุ่น ไม่มีสูตรตายตัว ตัดขาดจากลกภายนอก คล้ายกับแนวคิดของ Fluid identity มีนักวิจารณ์สถาปัตยกรรมหลายท่านได้ตีความไว้ว่า Bofill กำลังสร้าง โลกอีกใบ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับ คนที่รู้สึกว่าไม่เข้ากับโลกปกติ ซึ่งตรงกับการสร้างพื้นที่ Queer Space ที่ให้ความหมายกับการ อยู่ร่วมอย่างเท่าเทียมแม้จะมีความหลากหลาย   

ความกล้าที่จะแตกต่าง ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานกับแนวคิดและอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย โดยแม้ Ricardo Bofill ไม่ได้พูดตรง ๆ เกี่ยวกับเพศวิถีของตนเองในที่สาธารณะ แต่ผลงานของเขาหลายชิ้น โดยเฉพาะในยุค 70-80 แสดงถึงความหลงใหลในโลกที่ไม่ยึดตามบรรทัดฐานสังคม 

ต่อมาคือ Luis Barragán บรมครูสถาปนิกรางวัล Prinkzer ชาวเม็กซิกันที่มักปรากฏกายในลักษณะที่สสูททรงเรียบ แว่นกรอบหนา และแต่งกายโทนสีเข้มแบบแมกซิกันคลาสสิก ที่มีชื่อเสียงจากการการเป็นปรมาจารย์ใช้สีสันอันสดใส รวมถึงการสร้างองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่กระตุ้นอารมณ์และจิตวิญญาณของผู้เยียมชม โดยการพิจารณาถึงบริบทสถาปัตยกรรมที่เล่นกับแสงธรรมชาติผ่านช่องเปิด ก่อให้เกิดแสงสว่างที่ตกกระทบลงบนพื้นผิวหลากสี ร่วมฟอรม์อันเรียบง่าย แสง เงา และโทนสีแบบไดนามิกที่เกิดขึ้นภายในที่ว่างของอาคารระหว่างวันก่อให้เกิดประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง  แม้เขาจะไม่เคยเปิดเผยตัวตนว่าเป็น LGBTQ อย่างเป็นทางการ แต่มีหลักฐานเชิงชีวประวัติที่ชี้ว่าเขาเป็น LQBTQ+ แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยเพราะบริบททางสังคมของเม็กซิโกในศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีความและเคร่งครัดทางศาสนาอย่างมาก

โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์ทฤษฎี Queer Theory และแนวคิดของ “Queer Space” สถาปัตยกรรมของ Barragán กลายเป็นภาษาที่ใช้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ที่ถูกเก็บงำในบริบทวัฒนธรรมของแมกซิโกในช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นการออกแบบที่เน้นอารมณ์ และการปิดซ่อนแสดงตัวตน รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่เปิดรับความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ แนวคิดการออกแบบช่องทางเดินที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงบ ซึ่งเหมือนเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้เยี่ยมชม ให้ได้สำผัสกับความเงียบ ความกลมกลืน และความเป็นพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งอาจสะท้อนถึงความรู้สึกที่ไม่สามารถเผยออกมาได้ โดยผลงานที่เลื่องชื่อระดับมาซเตอร์พีซองเขาคือ Casa Gilardi  และ Casa Luis Barragán ซึ่งจะโดดเด่นเรื่องฟอร์มของอาคารรูปทรงสีเหลี่ยมเรขาคณิตเรียบง่าย ผสานกับการใช้สีสันที่แปลกตาราวกับเป็นสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง

สเปซภายใมีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดล้อม ผนังสูง ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย ซึ่งสะท้อนถึงการเก็บซ่อนตัวตนที่ไม่อาจเปิดเผยได้ในที่สาธารณะ สร้างความรู้สึกเป็น Safe Space ที่ไม่ใช่เพียงทางกายภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่เยียวยาทางอารมณ์และจิตวิญญาณ ไม่สามารถแสดงออกอย่างเสรีได้ รวมถึงการเลือกใช้สีที่ทำหน้าที่แทนความรู้สึก (Color Emotion) อย่าง ชมพู สีม่วง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ในการสื่อสารเชิงสุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับตัวตนที่ไม่สามารถพูดได้ ร่วมกับการควบคุมแสงธรรมชาติอย่างแม่นยำภายในภายในสเปซ รวมถึงการเว้นที่ว่างในอาคารและอันชาญฉลาด ก่อให้เกิดเส้นแสงและเงาที่พาดผ่านพื้นผิวของผนังที่ไม่เรียบผนังที่เกิดขึ้นในสเปซภายใน  ร่วมกับสีสันที่เขาปรุงแต่งเข้าไป ทำให้เกิดบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในจินตนาการอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งคตินิยมทางการออกแบบของเขาได้ส่งอิทธิพลต่อต่อสถาปนิกร่วมสมัยหลายๆท่านในเวลาต่อมา 

Peter Marino สถาปนิกและนักออกแบบภายในชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงจากการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน เขาเป็นที่รู้จักจากการออกแบบร้านค้าแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลก อย่างเช่น Chanel, Dior และ Louis Vuitton โดยเขาสไตล์การแต่งกายที่โดดเด่นด้วยเครื่องหนังสีดสวมแว่นดำ หมวกสไตล์ตำรวจอเมริกัน และเครื่องประดับแบบ Biker/Punk สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเป็น Icon ไม่เพียงในวงการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน แต่ยังรวมถึงแขนงแฟชั่นและศิลปะร่วมสมัยอีกด้วย โดยเขามักปรากฏตัวกับ Iconic Fashion Designer อย่าง  Karl Lagerfeld หรือ Anna Wintour โดย Peter Mario ไม่เคยออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนในที่สาธารณะว่าเขาเป็น LGBTQ+ (แต่งงานและครอบครัวแล้ว)  แต่ผลงานของเขาแสดงออกถึงความสัมพันธ์กับ Queer aesthetics และวัฒนธรรม LGBTQ อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เขาได้รับการพูดถึงในแวดวงอย่างบ่อยครั้ง

แนวคิดการออกแบบของ Peter Marino คือการนำเสนอความเป็นแฟชั่น ความหรูหรา และการแสดงตัวตนผ่านสเปซ ผ่านเส้นสายที่ชัดเจนด้วย ด้วยฟอร์มแบบ Geometry  อันเฉียบคม ร่วมกับการเลือกใช้วัสดุมันวาว Metallic finishes จำพวก โครเมียม สเตนเลสขัดเงา ทองเหลืองเคลือบ กระจกเงา รวมถึงหินอ่อนที่มีลวดลายจัดจ้าน ตัดกับเฟอร์นิเจอร์หนังแท้และชิ้นงานศิลปะร่วมสมัย ก่อให้เกิดความ Contrast  ที่ทำให้พื้นที่รู้สึกเซ็กซี่แต่ทรงพลัง รวมถึงการคิดถึง User Experience ที่ลำดับการเดินของผู้ใช้เข้าสู่ประสบการณ์แบบ Runway หรือการเดินพรมแดงที่ตัดกับบริบทโดยรอบ รวมถึงการออกแบบบันไดวนด้วยวัสดุมันวาว โถงทางเดินสะท้อนแสงภายในสเปซที่คล้ายกับการเล่าเรื่องในงานออกแบบอันทรงพลัง 

ผลงานที่สำคัญตามแนวคิด Queer Aesthetic คือ โครงการ Louis Vuitton Ginza ประเทศญี่ปุ่น  ด้วยเส้นสายที่โค้งมนทั้งฟาซาดอาคารและงานอินทีเรียและเฟอร์นิเจอร์ภายใน ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงการไหล รวทถึงเอฟเฟกต์ของกระจกที่มีความเหลือบสีสัน และพื้นผิวโลหะที่มีความเป็นคลื่นที่คล้ายกับสายน้ำและท้องฟ้า  รวมถึงโครงการ Chanel Ginza ประเทศญี่ปุ่น  ที่ออกแบบฟาซาดอาคารคล้ายกล่องเครื่องประดับสะท้อนแสง ร่วมกับงานออกแบบภายในที่เน้นเน้นวัสดุหรูมันวาว เส้นสายของไฟตกแต่งที่ชัดเจน  

อีกทั้งโครงการ Dior 57th St นิวยอร์ก ที่ตกแต่งภายในด้วยวัสดุมันวาว ตัดกับกระจกหลากสีนับร้อยชิ้น และสร้างความโดดเด่นของสเปซด้วยองค์ประกอบคล้ายกับเครื่องประดับสะท้อนแสงขนาดใหญ่ โดยผลงานทั้งหลายของ Peter Marino ไม่ใช่แค่งานออกแบบอินทีเรียหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น เขายังได้มีสไตล์จากเลือกชิ้นงานศิลปะ งานพรอพ ไฟตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่มีกลิ่นอายจากศิลปะร่วมสมัย อย่าง Andy Warhol , Piet Mondrian  หรือ Pablo Picasso เข้ากับความเป็นแฟชั่นที่น้อยคนจะทำได้ ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ในพื้นที่ ผ่านวัสดุ แสง ความเงา และองค์ประกอบศิลปะที่ให้เกิดความรู้สึกเย้ายวน และทรงพลังซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในงานสถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ทั่วไปในยุคนี้ 

Karim Rashid สถาปนิก อินทีเรียดีไซเนอร์ และ Industrial Designer ชาวอียิปต์-แคนาดา ที่มักจะปรากฏตัวด้วยการแต่งกายที่จัดจ้าน มีกลิ่นอายความเป็น Pop Star ด้วยสูทสีชมพูสด เหลือง ม่วง หรือสีเมทัลลิก พร้อมแว่นตาดีไซน์เฉียบ (บางครั้งสีเดียวทั้งตัว) ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็น LGBTQ+ แต่เขาเป็นผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศและสิทธิความเท่าเทียมของทุกคน ผลงานของเขามักสะท้อนแนวคิดแบบ Queer Aesthetic อย่างชัดเจนผ่านรูปแบบการเลือกใช้สีชมพู สีม่วง สีพาสเทล สีนีออน ซึ่งเป็นนัยยะโทนสีที่ไม่ได้ยึดติดกับเพศใดเพศหนึ่ง (โดยทั่วไป สถาปนิกมักเลือกใช้สีโมโนโทน หรือขาวดำ) รวมถึงการเลือกใช้เส้นสายโค้งมนและไร้โครงสร้างแบบดั้งเดิม ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม ลื่นไหล ทั้งการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ งานอินทีเรีย ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรม ลักษณะเหล่านี้ตรงกับแนวคิด Queer ที่ท้าทายการแบ่งแยกแบบ ผนวกกับการเลือกใช้ชิ้นงานศิลปะสมัยใหม่ Pop Art เพื่อสร้างประสบการณ์อันน่าทึ่งของผู้ใช้งาน  

ผลงานชิ้นสำคัญของเขาได้แก่โรงแรม Nhow Hotel เมือง Berlin ประเทศเยอรมัน โรงแรมแห่งนี้เต็มไปด้วยการเลือกใช้สีพาสเทล ฟอร์มโค้งมนแบบ Organic พื้นผิวมันวาวลายคลื่น แสงไฟนีออน ร่วมกับวัสดุสมัยใหม่อย่างเช่น ยาง โพลียูรีเทน โพลีคาร์บอเนต อคริลิก ที่มีสีสันอันจัดจ้าน ประกอบกับกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เคานท์เตอร์ต้อนรับ ผนังตกแต่ง ที่มีฟอร์มแบบ Futuristic ดึงดูดสายตาคล้ายกับชิ้นงานประติมากรรมร่วมสมัย เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์อันแปลกใหม่ของผู้ใช้งานที่มีกลิ่นอายของศิลปะสมัยใหม่  

รวมถึงโรงแรม Semiramis  เมือง Athens ประเทศกรีซ ที่มีการใช้สีสันที่โดดเด่น อย่างเช่น สีชมพู สีเขียวมะนาว และสีส้ม พร้อมกับรูปทรงที่ลื่นไหลและโค้งมน วัสดุสะท้อนแสงมันวาว แผ่นอคริลิกหรือกระเบื้องโมเสกสีสันสดใส รวมถึงการออกแบบ Pool Bar และบีชคลับ ที่มีการเลือกใช้ฟอรม์ พรอพตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์สนาม ที่มีสีสันจัดจ้านแบบวินเทจ ฟาซาดของโรงแรมที่ผสมผสานสีเขียวมะนาวร่วมกับการออกแบบแสงสว่างจากไฟนีออนที่ดึงดูดสายตา ภายในโรงแรมยังมีพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยจากศิลปิน Pop Art ชื่อดังอย่าง Jeff Koons หรือศิลปินคอนเสบชวนอารต์ Tim Noble ซึ่งเสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และน่าสนใจ นอกจากผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม เขายังมีผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์อีกหลายชิ้นที่น่าสนใจ อย่างเช่น Oh Chair หรือ Heartbeat Sofa ที่สะท้อนถึงความหลากหลายและการท้าทายกรอบความงามแบบดั้งเดิมที่เน้นความรู้สึกและอารมณ์ตามแนวคิดแบบ Queer Aesthetic 

Adam Nathaniel Furman สถาปนิก นักออกแบบและศิลปินชาวอังกฤษ ที่มีสไตล์การแต่งตัวด้วยโทนสีแบบพาสเทลแบบที่มีลวดลายแฟนซีแบบ Post Modern ผู้ระบุว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เขาชื่อเสียงจากการใช้สีสันสดใส ลวดลายที่โดดเด่น จากผลงานที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเพศสภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิด Queer Aesthetic ผ่านการออกแบบที่มีสีสันสดใส รูปทรงที่ไม่เป็นไปตามขนบเดิม หรือความคลุมเครือระหว่างความผิวเผินและความลึกซึ้ง ของพหุวัฒนธรรมการการผสมผสานทางเพศสภาพ 

ผลงานออกแบบ Nagatacho Apartment ในกรุงโตเกียว เป็นผลงานการออกแบบภายในที่โดดเด่นของเขา ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสที่เต็มไปด้วยสีสัน ลวดลาย และพื้นผิวที่หลากหลาย โดยใช้โทนสีพาสเทลอย่างเช่น สีชมพู สีฟ้า สีเหลือง และสีเขียวอ่อน ผสมผสานกับลวดลายอันโดดเด่น การผสมผสานวัสดุธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์อย่างมีชั้นเชิงตามองค์ประกอบทางศิลปะ ร่วมกับงานคราฟและงานเชิงพาณิชย์ที่มีความคอนทราสอย่างเช่น มือจับพอร์ซเลนที่ทำด้วยมือของเฟอร์นิเจอร์ Built in ผิวลามิเนต พรมทอมือที่วางคู่กับพื้นไวนิล และวอลเปเปอร์ที่มีพื้นผิววางคู่กับผนังตกแต่งพลาสติกกึ่งด้าน  เพื่อสร้างบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาและความสนุกสนาน ตามแนวคิด Queer Aesthetic อันหลากหลาย ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นนักในแนวทางออกแบบตามขนบธรรมเนียมสถาปนิกทั่วไป 

นอกจากนี้ยังมีผลงานออกแบบชิ้นงานศิลปะ The Roman Singularity ที่ถ่ายทอดความเป็นบริบทของอาณาจักรโรมันในจินตนาการออกมาเป็น ซีรียส์โมเดลเซรามิกพิมพ์ ด้วยเทคโนโลยีพิมพิ์สามมิติสีสันสดใสหลากหลายรูปแบบ ที่ผสมผสานความเป็นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของกรุงโรม อย่างเช่นโคลอสเซียม หัวเสาแบบไอออนิก ที่มีกลิ่นอายของความเป็นโพสโมเดิน รวมถึงงาน Concept Pavillion  ที่มีชื่อว่า The Democratic Monument ภายในงาน  New Typologies ในเมือง London เมื่อปี 2017  ในรูปแบบขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์คล้ายกับหอคอยที่รองรับการอยู่ร่วมกันของประชากรที่มีความหลากหลาย  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ สีสัน และความซับซ้อนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและงานกราฟฟิกอันโดดเด่น 

Queer Aesthetic ในบริบงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบคือความกล้า การเปิดผยหรือการซ่อนเร้นตัวตัน หรือการแสดงอัตลักษณ์บางอย่างลงในผลงานสถาปัตยกรรม  ซึ่งโลกปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดนทางเพศสภาพไม่เหมือนเช่นในอดีต ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการนำเสนอแนวคิดเรื่องความหลากหลาย การยอมรับ และการเปิดกว้าง ซึ่งอาจจะต้องขอบคุณพวกเขา กลุ่มนักออกแบบ LGBTQ+ (ทั้งที่เปิดเผยและไม่ได้เปิดเผยตัวตน) ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ดี และแนวคิดใหม่ๆที่ฉีกจากขนบเดิมๆในการออกแบบให้แก่สังคมออกแบบอันหลากหลาย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ทั่วโลก 

Reference 

Picture of Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading