Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ถ้าคุณรู้ว่าความผิดพลาดของคุณอาจนำไปสู่การสูญเสียครั้งใหญ่ คุณพร้อมจะยอมรับมันแม้ว่าจะต้องแลกกับอนาคตของตนเองไหม?
ณ ใจกลางย่านพลุกพล่านของแมนฮัตตันในปี 1977 อาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์เพิ่งเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ด้วยการออกแบบอาคารยกพื้นสูงโดยปราศจากเสาค้ำที่มุม การถ่ายน้ำหนักแนวทแยงด้วยโครงสร้างเหล็กทรงเชฟรอน อีกทั้งยังนำระบบต้านทานการสั่นสะเทือนแดมเปอร์มวลมาใช้เป็นแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา
อาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ได้กลายเป็นตัวแทนแห่งอนาคตที่นำชื่อเสียงมากมายมาสู่ผู้ออกแบบ แต่ในขณะนั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า อาคารที่เปรียบเสมือนแลนมาร์คของนิวยอร์คแห่งนี้กลับแฝงไว้ด้วยข้อบกพร่องร้ายแรงที่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จากความช่างสังเกตของนักศึกษานำไปสู่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแข่งกับเวลา การแสดงสปิริตอันน่ายกย่องของผู้ออกแบบ และภารกิจซ่อมอาคารอย่างลับ ๆ หลังพระอาทิตย์ตก โดยมีชะตากรรมชาวนิวยอร์คเป็นเดิมพัน
ตึกแห่งอนาคต
ทศวรรรษ 1980 ถนนเลกซิงตันที่พาดผ่านในกลางย่านมิดทาวน์แมนฮัตตันถือเป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของนิวยอร์ค อาคารสูงผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดต้อนรับบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลายแห่งมีการผสมผสานนวัตกรรมอาคารสมัยใหม่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการ เช่นเดียวกับ อาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ (The Citicorp Center ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น 601 Lexington Avenue) สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของธนาคารซิตี้แบงค์ สูง 59 ชั้น 280 เมตร ผลงานออกแบบของสถาปนิกชื่อดัง ฮิว สตับบินส์ (Hugh Stubbins) โดยมีวิศวกรมากประสบการณ์ วิลเลียม เลอเมอร์ซูเรียร์ (William LeMessuier) รับหน้าที่ออกแบบโครงสร้าง ให้โปรเจคในฝันแห่งนี้เป็นจริงขึ้นมา
หนึ่งในโจทย์ท้าทายสำหรับสถาปนิกคือ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ลูเธอรัน (St. Peter’s Lutheran Church) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของที่ดิน แม้ว่าโบสถ์แห่งนี้จำเป็นต้องถูกรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารแห่งใหม่ แต่มีข้อแม้ว่าสถาปนิกต้องออกแบบโบสถ์หลังใหม่ในตำแหน่งเดิม ห้ามควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร โดยทั้งโบสถ์และอาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ต้องมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง แยกออกจากกันอย่างชัดเจนอีกด้วย
กล้าคิด กล้าทำ
จากโจทย์ดังกล่าว สถาปนิกจึงเลือกที่จะคว้านมุมอาคารออกไป จากนั้นเพื่อความสมมาตรจึงทำแบบเดียวกันกับมุมอื่น ๆ จนกลายเป็นอาคารยกพื้นสูงกว่า 20 เมตร ราวกับตัวตึกตั้งอยู่บนเสาค้ำถ่อ (Stilts) และย้ายโครงสร้างหลักไปไว้ตรงกลางแต่ละด้านของอาคารแทน กลายเป็นรูปลักษณ์ที่ดูแหวกกฎธรรมชาติไม่น่าเชื่อว่าสามารถตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้ม เคล็ดลับสู่ความแข็งแรงของอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์นั้นเกิดจากความอัจฉริยะทางวิศวกรรมสองประการ อย่างแรกคือการใช้ระบบค้ำยันแนวทแยงทรงเชฟรอน (Chevron Bracing) โดยแบ่งโครงสร้างอาคารออกเป็นช่วง ช่วงละเก้าชั้น แต่ละชั้นจะถ่ายโอนน้ำหนักลงมาที่คานเหล็กเอียง ก่อนจะส่งต่อไปยังเสาหลักตรงกลางแต่ละด้านลงสู่ฐานราก
อย่างที่สองคือ การติดตั้งแดมเปอร์มวล (Tuned Mass Damper) ซึ่งทำจากแท่งคอนกรีตหนักกว่า 400 ตัน บนชั้นสูงสุดของอาคาร ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนจากแรงลมและแผ่นดินไหว นับว่าเป็นหนึ่งในอาคารแห่งแรก ๆ ของโลกที่นำระบบนี้มาใช้ และกลายเป็นต้นแบบมาตรการต้านแผ่นดินไหวสำหรับอาคารสูงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน การออกแบบสุดท้าทายซึ่งเป็นจริงได้ด้วยนวัตกรรมอาคาร ทำให้ผู้ออกแบบโดยเฉพาะ วิลเลียม เลอเมอร์ซูเรียร์ วิศวกรโครงสร้างได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
หายนะที่คุกรุ่น
ห่วงโซ่เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชะตาของอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ เริ่มเกิดขึ้นราวหนึ่งปีหลังอาคารเปิดให้ใช้งาน ราวเดือนพฤษภาคม ในระหว่างที่เลอเมอร์ซูเรียร์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างโปรเจคใหม่ ได้เกิดคำถามเกี่ยวกับงานเชื่อมเหล็ก (Welded Joint) ของโครงสร้างเชฟรอนเช่นเดียวกับกรณีอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ ซึ่งจูงใจให้เขาติดต่อไปยังทีมวิศวกรที่นิวยอร์ค แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย นั่นคือเพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ ได้มีการเปลี่ยนดีเทลโครงสร้างจากการเชื่อม (Welded Joint) มาเป็นการยึดด้วยสลักเกลียว (Bolted Joint) ซึ่งทีมวิศวกรก็อนุมัติการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นเลอเมอร์ซูเรียร์ก็ยังไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติม
จนกระทั่งในเวลาต่อมา นักศึกษาวิศวกรรม ไดแอน ฮาร์ทเลย์ (Diane Hartley) จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน นำตึกซิตี้คอร์ปเซนเตอร์มาศึกษาในธีสิส โดยติดต่อไปยังบริษัทของเลอเมอร์ซูเรียร์เพื่อขอรายการคำนวณ แต่ต้องแปลกใจเมื่อไม่พบรายการคำนวณแรงลมเฉียงที่มาปะทะมุมอาคาร (Quartering Winds) มีเพียงแค่รายการคำนวณลมปะทะด้านตรงอาคาร (Perpendicular Winds) ตามกำหนดโดยกฎหมายเท่านั้น
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเองที่เลอเมอร์ซูเรียร์รับสายโทรศัพท์จาก ลี เดอคาโรลิส (Lee DeCarolis) นักศึกษาสถาปัตยกรรมสถาบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซีเกี่ยวกับความแข็งแรงของอาคารตรงมุมอาคารเช่นเดียวกัน เนื่องจากขณะนั้นเลอเมอร์ซูเรียร์อยู่ในระหว่างการออกแบบโครงสร้างอาคารผังสามเหลี่ยม ซึ่งทำให้ต้องพิจารณาลมที่มาปะทะรอบด้านอาคารไม่ใช่แค่ตั้งฉาก ทำให้เขาฉุกคิดได้ว่า แล้วอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงดีเทลโครงสร้าง จะแข็งแรงพอสำหรับลมปะทะอาคารที่มุมไหม?
เลอเมอร์ซูเรียร์จึงรื้อรายการโครงสร้างมาคำนวณใหม่ทั้งหมด และต้องพบกับความจริงที่น่าสะพรึงว่า ทีมวิศวกรของเขาไม่ได้คำนึงถึงแรงลมเฉียงตอนคำนวณจำนวนสลักเกลียว ซ้ำร้ายคือเมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆอย่างสัดส่วนความปลอดภัย หรือการไหวตัวเมื่อถูกแรงลมเข้าไปด้วย จริง ๆ แล้วตรงจุดอ่อนแอที่สุดต้องการสลักเกลียวมากขึ้นถึงสามเท่า จากเดิมที่เขามั่นใจว่าอาคารแห่งนี้จะสามารถต้านทานพายุใหญ่ระดับห้าร้อยปีมีครั้งได้ กลายเป็นว่าตอนนี้เพียงแค่พายุขนาดกลางที่มีโอกาสเกิดทุก 16 ปีก็สามารถทำให้ผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาล้มคว่ำลงมาได้ในพริบตา ทำให้เขามั่นใจว่าตึกซิตี้คอร์ปเซนเตอร์มีโอกาสถล่มลงมาอย่างแน่นอน แต่อาจจะเป็นฤดูมรสุมปีนี้ หรืออีกสิบปีข้างหน้าเท่านั้นเอง และจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่มีผู้เคราะห์ร้ายนับพันคนเลยทีเดียว!
การตัดสินใจครั้งสำคัญ
ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เลอเมอร์ซูเรียร์ในขณะนั้นมีตัวเลือกอยู่เพียงหยิบมือ การออกมายอมรับความผิดอาจนำไปสู่คดีฟ้องร้องจำนวนมาก ชื่อเสียงหน้าที่การงานที่สั่งสมมาพังทลาย ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นล้มละลายเลยก็ได้ หรืออีกหนึ่งตัวเลือกอาจจะเป็นการกอดความลับนี้ให้แน่น แล้วหนีไปที่ไกลแสนไกลจนไม่มีใครสามารถหาเขาเจอ
แต่ด้วยฤดูมรสุมที่กระชั้นเข้ามาเขาจำเป็นต้องเลือกวิธีที่ยากที่สุด นั่นคือการแสดงความรับผิดชอบเพื่อแก้ไขความผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมาก่อนที่จะสายเกินไป หลังจากปรึกษากับทนายความ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทีมสถาปนิกแล้ว เลอเมอร์ซูเรียร์จึงรีบแจ้ง วอลเตอร์ ริสตัน (Walter Wriston) ประธานบริหารของ Citibank ในสมัยนั้นอย่างเร่งด่วน ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประชุม ได้มีการติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรองสำหรับระบบแดมเปอร์ทันทีเพื่อแก้ปัญหาเซนเซอร์หยุดทำงาน
ภารกิจลับ ซ่อมอาคารหลังอาทิตย์ตก
แผนปฏิบัติการลับสุดยอดเพื่อซ่อมอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ได้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ชื่อ Special Engineering Review Events Nobody Envisioned (เรียกย่อว่าโปรเจคซีรีน Serene) ในทุก ๆ คืนหลังจากคนออกไปจากอาคารหมดแล้ว หน่วยช่างจะเข้าไปลอกวัสดุหุ้มโครงสร้างออก จากนั้นจึงเชื่อมประกบแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ยาวสองเมตรหนาห้าเซนติเมตรเข้าไปที่บริเวณรอยต่อทุกจุดของอาคารเริ่มจุดเสี่ยงต่อวิกฤติมากที่สุด หลังจากนั้นจึงกรุโครงสร้างใหม่ ทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเช้าวันต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งเซนเซอร์วัดความเคลื่อนไหวของโครงสร้างในทุกชั้น รวมถึงประสานกับสภากาชาด Red Cross เพื่อพัฒนาแผนอพยพในกรณีที่ตึกถล่ม โดยแผนการทั้งหมดไม่เคยถูกเปิดเผยสู่สาธารณชนหรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานอาคารเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความแตกตื่น เพียงแจ้งว่าจะมีการซ่อมบำรุงทั่วไปเท่านั้น
กว่าจะรุ่งสาง
หลังจากที่ซ่อมแซมโครงสร้างไปได้เพียงส่วนหนึ่ง วันที่ 1 กันยายน 1978 เฮอร์ริเคนเอลล่า (Ella) ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่อาจจะถล่มตึกซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ได้คืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ คืนนั้นชีวิตชาวนิวยอร์คนับพันแขวนอยู่บนเส้นด้าย มีการอพยพผู้คนออกจากบริเวณ กล่าวได้ว่าคืนนั้นอาจจะเป็นค่ำคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเลอเมอร์ซูเรียร์ก็ว่าได้ โชคดีที่สุดท้ายเฮอริเคนเอลล่าหักเลี้ยวไปถล่มแคนนาดาด้วยความแรง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้รับการบันทึกว่าเป็นเฮอริเคนที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์แคนาดา มหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดผ่านไปแล้ว เลอเมอร์ซูเรียร์กล่าวว่าเช้าวันถัดมาสดใสสวยงามที่สุดที่ในโลกเลยทีเดียว
ต้านทานแรงพายุระดับหนึ่งในพันได้เลยทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดถูกปิดเป็นความลับจนกระทั่งราวยี่สิบปีให้หลังในปี 1995 นิตยสาร The New Yorker ได้ตีพิมพ์เรื่องราวของอาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์สู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ไม่เพียงแต่เลอเมอร์ซูเรียร์จะไม่ถูกสังคมรุมประณามแล้ว เขายังได้รับการยกย่องถึงความรับผิดชอบซึ่งเป็นเหตุให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีอีกด้วย หลังจากนั้น นิวยอร์คได้มีการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารโดยคำนึงถึงแรงลมเฉียงในการคำนวณโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการที่ระบบแดมเปอร์ซึ่งได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายในอาคารสูงทั่วโลก
อาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์อันโดดเด่นหรือ ระบบโครงสร้างและความปลอดภัยล้ำยุคจนถูกนำไปประยุกตร์ใช้แพร่หลายทั่วโลก หากแต่อาคารแห่งนี้เป็นตัวแทนของ “ความกล้าหาญ” ก็ว่าได้ การเผชิญหน้ากับความผิดอาจเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น แต่การเลือกซุกซ่อนความบกพร่องไว้ใต้พรม ก็เป็นได้เพียงการประวิงเวลารอโศกนาฏกรรม ซึ่งบางทีอาจจะสายเกินไป ถ้า วิลเลียม เลอเมอร์ซูเรียร์ เลือกปกปิดความผิดพลาดของเขา อาคารซิตี้คอร์ปเซนเตอร์อาจถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะเหตุการณ์ที่คร่าชีวิตผู้คนนับพันก็เป็นได้ แต่ด้วยจริยธรรมจึงนำไปสู่การแก้ไขอย่างทันท่วงที เป็นบทเรียนล้ำค่าควรค่าแก่การนำมาเป็นแบบอย่าง และสมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง
References
Bryan, M., Finley, D., Floyd, C., McCarroll, B., Shafer, C., & Willingham, M. (n.d.). Texas A&M University. Retrieved from https://faculty.arch.tamu.edu/anichols/courses/applied-architectural-structures/projects-631/Files/citigroupcenter.pdf
Gendler, A. (2021, May). How one design flaw almost toppled a skyscraper. TED-Ed. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=x0tcRqf7ciY
Leeuwen, R. V. (2017, April). Citicorp Center: A close call with disaster. Retrieved from https://robbievanleeuwen.github.io/engineering%20journalism/citicorp-center/
Veritasium. (2025, April). The Most Dangerous Building in Manhattan. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=Q56PMJbCFXQ&t=946s
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance