FRIEND FRIEND ชุบชีวิตลานจอดรถที่ถูกลืม
สู่พื้นที่สร้างสมการแห่งความสุขกลางกรุงฯ

ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงเทพฯ สำหรับพวกเราในฐานะสถาปนิก การค้นพบพื้นที่ที่มีความหมายมากกว่าแค่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ

FRIEND FRIEND, life-friendly store บนชั้น 3 ของห้างสรรพสินค้า Emporium คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างสรรค์สเปซที่มีความหมายนั้น โครงการนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลานจอดรถเก่า ให้กลายเป็นร้านค้า แต่คือการตีความใหม่ให้กับพื้นที่ที่ถูกลืม (Abandoned Context) เพื่อสร้าง Second Life Space ที่ซึ่งการมีสุนทรียในชีวิตและการพักผ่อนหย่อนใจสามารถเกิดขึ้นได้จริง

โปรเจกต์นี้คือผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างทีมพัฒนาโครงการ FRIEND FRIEND นำโดย คุณแพท-วรพันธ์ สินาคม (Co-Project Director) และทีมออกแบบจาก BUG Studio ผู้ที่เข้ามาถอดรหัสและสร้างบทสนทนาระหว่างพื้นที่เก่าและฟังก์ชันใหม่ได้อย่างลงตัว

และเมื่อความสุขคือโจทย์สำคัญของการออกแบบพื้นที่ขายสินค้า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโจทย์ของการออกแบบพื้นที่ Commercial ไม่ได้เริ่มต้นจากยอดขาย แต่เริ่มต้นจากคำถามที่ลึกซึ้งอย่าง อะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิตที่ดี?

ชุบชีวิตลานจอดรถที่ถูกลืม

Dsign Something: โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไรครับ?

คุณแพท: จุดเริ่มต้นมาจากความตั้งใจของทีม ที่อยากจะสร้างสรรค์โครงการ New Department Store ขึ้นมาตั้งแต่ต้น และเมื่อเรามาพบกับพื้นที่ลานจอดรถแห่งนี้ เรามองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไปครับ อย่างถ้าเราทำ Department Store ในพื้นที่ค้าขายปกติในห้าง แน่นอน… มันจะมีตัวชี้วัดเรื่องยอดขายหรือความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์เป็นหลัก 

แต่สำหรับพื้นที่ลาดจอดรถเก่าตรงนี้ มันเป็น Abandoned Context หรือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครเลือก ซึ่งเรามองมุมกลับว่าพื้นที่แบบนี้แหละ ที่เหมาะสมที่สุดกับการทดลองสร้างสมการร้านค้ารูปแบบใหม่ๆ โดยที่ยังคงยึดโยงกับแนวคิด New Department Store ที่เราตั้งใจไว้ และสามารถสร้างต้นแบบ (Prototype) ใหม่ให้กับองค์กรได้จริงๆ

Dsign Something: การเลือก Abandoned Context ที่ไม่มีใครสนใจ นอกจากจะเป็นโอกาสแล้ว ก็ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยในเชิงธุรกิจ มองเรื่องนี้อย่างไรครับ?

คุณแพท: เราเริ่มต้นจากเป้าหมายที่ชัดเจนมากครับ คือเราตอบตัวเองได้ว่า “ทำไมถึงต้องเป็นลานจอดรถ” จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในวงการห้างสรรพสินค้ามานาน เราตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมห้างถึงไม่ค่อยเกี่ยวข้อง (Relevant) กับชีวิตคนเท่าที่ควร? จนเราได้คำตอบว่า การจะทำให้พื้นที่หนึ่งๆ มีความหมายกับผู้คนได้นั้น พื้นที่นั้นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับความสุขในชีวิตของเขาจริงๆ

ส่วนมุมของการลงทุนทางธุรกิจ แม้การลงทุนเบื้องต้นจะสูงกว่า แต่ทีมก็บาลานซ์ด้วย Business Term ของการใช้สเปซที่ค่อนข้างยืดหยุ่นในการทำให้ค่าเช่าพื้นที่ในระยะยาว คุ้มค่าสำหรับผู้เช่ามากกว่า ส่งผลให้เราตัดสินใจได้บนพื้นฐานตรงนี้

Dsign Something: แล้วหามันเจอได้ยังไงครับ ความ Relevant ที่กำลังพูดถึง?

คุณแพท: เราและทีมโชคดีมากที่ไปเจอ TED Talk อันหนึ่งของ Robert Waldinger เขาพูดถึงงานวิจัยเรื่องความสุขที่ยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งในเนื้อหาได้สรุปไว้ว่า คนที่มีชีวิตที่ดีและมีความสุข คือ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดี (Good Relationship) และได้แบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กับคนสำคัญ ไม่ใช่การมีเงินทอง การมีบ้านหลังใหญ่ หรือการมีชื่อเสียงโด่งดัง 

จากแก่นเรื่องนี้ โจทย์ของทีมเราก็ชัดเจนขึ้นทันที ว่าพวกเราไม่ได้ต้องการขายสินค้าทั่วไป แต่เราอยาก “ขายความสัมพันธ์ที่ดี” ผ่านสมการ Good Life = Good Relationship

แน่นอนว่าโจทย์นี้มีความเป็นนามธรรมและปัจเจกสูงมาก เราจึงใช้เวลากว่า 3 เดือนในการเลือกกลุ่มคนที่เราอยากเข้าไป Connect ด้วยจากหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์ นักธุรกิจ หรือสายแฟชั่น จนเราค้นพบจุดร่วมที่น่าสนใจคือ ทุกคนมีสัญชาตญาณของความเป็นแม่บ้านอยู่ในตัว จากการแคร์คนที่อยู่รอบตัว 

ซึ่งพฤติกรรมโดยธรรมชาติของแม่บ้าน คือการดูแลและทำเพื่อคนอื่นเสมอ เป็นความต้องการที่จะส่งต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ดี เราจึงได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นมาเป็นการสร้างพื้นที่เพื่อ “แม่บ้านสมัยใหม่”

Dsign Something: การตัดสินใจเก็บ Character ของบริบทเดิมไว้ แน่นอนว่ามันดีต่อใจ แต่ในมุมของการลงทุนจริงๆ มันสวนทางกับความคุ้มค่าหรือไม่? 

คุณแพท: ถ้าดูแค่ตัวเลขในกระดาษก็ต้องยอมรับว่า ใช่ครับ ตัวเลือกนี้ใช้งบประมาณสูงกว่า เพราะมันไม่ใช่แค่การตกแต่งผิวหน้า แต่คือการเข้าไปจัดการกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งหมดของพื้นที่ที่ถูกใช้งานมานาน

แต่เราโชคดีมากครับที่เรามองเห็นศักยภาพ ของพื้นที่ตรงกันกับทีมดีไซน์อย่าง BUG Studio ที่เข้ามาสานต่อวิสัยทัศน์ตรงนี้ พวกเขามีความเชี่ยวชาญและมองขาดว่า อะไรคือเสน่ห์ที่ต้องคงไว้ และอะไรคือสิ่งที่ต้องทำใหม่ทั้งหมด เพื่อให้พื้นที่ใช้งานได้จริงและปลอดภัย การมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจและมองเห็นคุณค่าเดียวกัน ทำให้การตัดสินใจที่ดูเหมือนจะแพงกว่า ในตอนแรก กลายเป็นการลงทุนที่สร้างความแตกต่างและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาวครับ

พื้นที่สร้างสมการแห่งความสุข

หลังจากได้ฟังมุมมองจากฝั่งเจ้าของโครงการแล้ว เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์เจาะลึกกระบวนการออกแบบกับ คุณเอก-วรพจน์ เสริมสุขรัตนกุล Design Director จาก BUG Studio ผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนลานจอดรถที่ถูกลืม สู่พื้นที่สร้างสมการแห่งความสุขกันต่อ

Dsign Something: ตอนที่ได้รับโจทย์ให้เข้ามาดูพื้นที่นี้ครั้งแรก อะไรคือความท้าทายหลัก และคุณเอกมีหลักการในการดึง Character ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างไร?

คุณเอก: ความท้าทายแรกคือ เราต้องหา ความพอดีของการใช้พื้นที่ Abandon Context แห่งนี้ให้เจอ โดยเราตั้งใจจะเข้าไปแทรกแซงพื้นที่เดิมให้น้อยที่สุด แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ได้มากที่สุดได้ เราไม่ได้ต้องการลบความเป็นลานจอดรถทิ้งไปทั้งหมด เพราะนั่นคือเสน่ห์และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เราจึงเน้นการเคารพและดึง Characteristic ของพื้นที่เดิมออกมาใช้ ทั้งร่องรอยบนพื้นผิว ความดิบของเสาและคาน แล้วเติมองค์ประกอบใหม่ที่แตกต่างแต่เข้ากันได้เข้าไป เพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างของเก่าและของใหม่

กระบวนการที่สำคัญที่สุดคือการทำ Site Survey เราต้องลงพื้นที่สำรวจเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดที่สุดก่อนเริ่มออกแบบจริง เพราะการทำงานกับ Existing Context มันยากกว่าการสร้างใหม่ เสมอ เราต้องเข้าใจโครงสร้างเดิมทั้งหมด ข้อจำกัด และศักยภาพที่ซ่อนอยู่

Dsign Something: จากโจทย์ที่อยากได้ร้านที่เป็น life-friendly store ทาง BUG Studio ตีความออกมาเป็นบรรยากาศและฟังก์ชันในเชิงสถาปัตยกรรมอย่างไรบ้างครับ?

คุณเอก: เราตีความคำว่า life-friendly store ว่าเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้จริงๆ ครับ เราจึงออกแบบโดยใช้คีย์เวิร์ด Warm / Homie / Friendly เป็นหัวใจหลัก  มันคือการสร้างพื้นที่เพื่อการ Integration หรือการเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อพื้นที่มันดูอบอุ่น และเป็นมิตร สเปซจะทำหน้าที่เป็นมิตรที่ดีกับทุกชีวิต ที่เข้ามาใช้งานได้เองโดยอัตโนมัติ

เราออกแบบให้ที่นี่เป็น Hybrid Space ที่ผสมผสานฟังก์ชันหลากหลายไว้ด้วยกัน มีทั้งโซนร้านค้า คาเฟ่ บาร์น้ำผลไม้ และบริการอื่นๆ ที่จะตามมา เพื่อให้กลุ่มคนที่เราระบุว่าเป็น Modern Housekeepers สามารถเข้ามาใช้เวลาได้อย่างมีความสุข

กลุ่มคนเหล่านี้คือคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องบ้านและคนรอบข้าง พวกเขาเอนจอยกับการทำอาหารทานเอง สนุกกับการทำความสะอาด จัดบ้านให้เป็นระเบียบ และมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความสุขอย่างหนึ่ง เราจึงอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนจุดแวะพักที่พวกเขาสามารถมาเลือกซื้อของดีๆ หรือแค่นั่งพักผ่อนหย่อนใจได้

ในภาษาของการดีไซน์ การตัดสินใจที่สำคัญคือการใช้แสงธรรมชาติ ที่นี่น่าจะเป็นโปรเจกต์เดียวที่ใช้แสง Sunrise ธรรมชาติเข้ามาค่อนข้างเยอะกว่างานห้างปกติ เราเจาะช่องเปิดเพื่อดึงแสงแดดยามเช้าเข้ามา เปลี่ยนความรู้สึกของลานจอดรถที่มืดทึบให้สว่างและมีชีวิตชีวา และการ ปรับพื้นที่ให้มี Facilities ที่จำเป็นสำหรับฟังก์ชันใหม่ เช่น การปรับปรุงระบบไฟและแอร์ใหม่ให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ ซึ่งเป็นงานที่มองไม่เห็นแต่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้พื้นที่นี้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

Dsign Something: สุดท้ายนี้ ในมุมมองส่วนตัวของคุณเอก โปรเจกต์นี้ได้ให้บทเรียนอะไรให้กับทีมทำงานบ้างครับ?

คุณเอก: ในการพัฒนา FRIEND FRIEND เรามองว่านี่จะเป็น “โปรเจกต์ที่ไม่มีวันเสร็จ” พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบในตัวเองตั้งแต่วันแรก แต่เป็น Hybrid Space ที่ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง รองรับฟังก์ชันที่หลากหลาย ตั้งแต่ร้านกาแฟ โซนขายสินค้าไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงบริการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในเชิงการดีไซน์ เราเองสนุกกับโปรเจกต์นี้มากๆ มันเป็นเหมือนการได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับตัวโปรเจกต์เลยครับ เป็นการทำงานที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างสุนทรียศาสตร์ของการออกแบบ (Aesthetic Design) และสุนทรียศาสตร์การใช้งานในชีวิต (Aesthetic Life) อยู่ตลอดเวลา

แต่สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจที่สุดในฐานะดีไซน์เนอร์ก็คือ การที่ผลลัพธ์ของโปรเจกต์นี้ได้พิสูจน์ให้หลายคนเห็นว่า ความตั้งใจจริงในการชุบชีวิตพื้นที่ที่ถูกลืม คือสิ่งสำคัญและมีคุณค่าที่เราไม่ควรมองข้าม มันแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถสร้างชีวิตใหม่และความหมายใหม่ๆ ให้กับพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ FRIEND FRIEND อาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉมลานจอดรถเก่าให้สวยงาม แต่คือบทพิสูจน์ว่า สถาปัตยกรรมสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้าง “ความสัมพันธ์ที่ดี” ได้จริง

ทุกการตัดสินใจในการออกแบบ ตั้งแต่การเคารพในร่องรอยเดิมของพื้นที่ การสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้คนมาพบปะกัน ไปจนถึงการดึงแสงธรรมชาติเข้ามาเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ล้วนเป็นไปเพื่อเป้าหมายเดียว คือการสร้างสภาวะที่เอื้อให้ผู้คนได้เชื่อมโยงกัน และแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ให้เกิดขึ้น 

เพราะการชุบชีวิตพื้นที่ที่ถูกลืมขึ้นมา ก็เปรียบได้กับการดูแลความสัมพันธ์ที่ถูกละเลยให้กลับมามีความหมายอีกครั้ง

Year: 2025
Architect Firm: BUG Studio
Photograph: Dsign Something

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading