Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ท่ามกลางเมืองป่าตอง ย่านที่โรงแรมมากมายต่างประชันความหรูหราเพื่อแย่งชิงสายตานักท่องเที่ยว Chateau Du Village Patong กลับเลือกถามคำถามที่ลึกกว่านั้น ไม่ใช่แค่ “แขกจะประทับใจแค่ไหน” แต่คือ “เราจะอยู่กับที่นี่ได้นานแค่ไหน?”
นี่คือโรงแรมที่ไม่ได้เริ่มจากแรงบันดาลใจในการออกแบบ แต่อยู่ที่จังหวะชีวิตของคนคนหนึ่งที่อยากลงหลักปักฐานอย่างยั่งยืนในย่านท่องเที่ยวจอแจแบบป่าตอง ท่ามกลางกลิ่นอายฝรั่งเศส โครงสร้างเดิม และการตัดสินใจไม่ทุบทุกอย่างทิ้ง ความหรูหราแบบจับต้องได้จึงค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นผ่านรูปทรงคลาสสิกที่ตั้งใจ “อยู่นานกว่ากระแส”
บทสนทนาระหว่างคุณพัทธนันท์ พิสุทธิ์วิมล ผู้พัฒนาโครงการ และทีมออกแบบ ทั้งสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดอย่างคิ้วหน้าต่าง ล้วนสะท้อนการพยายามสร้างโรงแรมที่ไม่อิงแค่ภาพลักษณ์ แต่เชื่อมต่อกับความรู้สึกของผู้คน ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ที่ยังสามารถคงความงามสไตล์คลาสสิกของอาคารไว้ได้อย่างไม่ตกยุค โดยมีระบบประตูหน้าต่างจาก TOSTEM เป็นหนึ่งในคำตอบของงานออกแบบที่เน้นทั้งความงามและความทนทานนี้
บทบาทใหม่ใจกลางป่าตอง
“หลังโควิด ผมตั้งใจหาโปรเจ็กต์ระยะยาวที่เราจะอยู่กับมันได้นานในป่าตอง”
คุณพัทธนันท์ พิสุทธิ์วิมล ผู้บริหาร (CEO) บริษัท ชาโต้ ภูเก็ต จำกัด, โรงเเรม Chateau Du Village และอดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยการเล่าถึงเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลงหลักปักฐานในย่านท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตไม่เคยหยุดนิ่งของย่านป่าตอง จังหวัดภูเก็ต
ที่ดินผืนนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาคารคอนกรีตสามชั้น ที่เคยจะถูกพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมมาก่อนหน้า แต่โครงการถูกทิ้งร้างไปกลางคัน อาคารที่เหลืออยู่จึงมีเพียงโครงสร้างเปล่า ๆ ราวกับเป็น “ซากอารยธรรมยุคก่อนโควิด” ที่ยังรอคอยการชุบชีวิตใหม่ คุณพัทธนันท์และหุ้นส่วนจึงเริ่มวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการนำอาคารนี้กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง โดยมีคำถามสำคัญคือ “เราจะทำอะไรกับโครงสร้างนี้ได้บ้าง โดยไม่ต้องทุบทิ้งทั้งหมด?”
“เราไม่ได้อยากสร้างโรงแรมทั่วไปอีกแห่งหนึ่งในป่าตอง” คุณพัทธนันท์กล่าวชัดเจน พร้อมเล่าถึงการตั้งคำถามว่า โรงแรมที่เขาจะสร้างควรตอบโจทย์คนเดินทางแบบใด
“ป่าตองในวันนี้มีทั้งนักท่องเที่ยวที่มาพักเพียงไม่นาน และกลุ่มที่อยู่ยาวขึ้น เช่น Digital Nomads หรือคนที่ต้องการใช้ชีวิตอยู่กับทะเลสักระยะหนึ่ง”
โรงแรมที่เริ่มต้นด้วยการเข้าใจผู้พักอาศัย
จุดนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มคิดถึงโมเดลของ “Serviced Apartment ที่มีวิธีคิดแบบหมู่บ้าน” หมู่บ้านที่ไม่ใช่เพียงกลุ่มอาคาร แต่เป็นสถานที่ที่มีความรู้สึกปลอดภัย เป็นกันเอง และเปิดรับคนแปลกหน้าอย่างเป็นมิตร แนวคิดนี้จึงกลายมาเป็นชื่อ Chateau Du Village หรือ ‘ชาโต้ ดู วิลเลจ’ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย มีความเป็นส่วนตัว และยังคงเชื่อมต่อกับความมีชีวิตชีวาของป่าตองไว้ได้อย่างลงตัว
ชื่อ “Chateau Du Village” มีความหมายตรงตัวว่า “ปราสาทกลางหมู่บ้าน” และก็ไม่ได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรย เพราะที่ตั้งของโรงแรมอยู่ภายในย่านชุมชนเก่าของป่าตองจริง ๆ ทำให้การออกแบบและก่อสร้างต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง
หนึ่งในความท้าทายสำคัญ คือโดมสไตล์ยุโรป 3 จุดที่ตั้งอยู่บนหลังคาของอาคารหลัก ซึ่งแม้จะเป็นองค์ประกอบที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับอาคารอย่างเด่นชัด แต่ก็มาพร้อมกับความยากในการออกแบบและการก่อสร้าง โดยเฉพาะโดมแรกที่รวมลิฟต์ไว้ภายใน และต้องจัดวางโครงสร้างซับซ้อนแบบ 3 ชั้นซ้อนกัน
“จริง ๆ แล้วบัวในสไตล์ปราสาทจะเยอะมาก และเป็นชิ้นใหญ่ มีน้ำหนักมาก เราต้องหาทางลดน้ำหนักลงโดยไม่เสียความงาม และให้ติดตั้งได้ง่ายขึ้นด้วย” คุณพัทธนันท์เล่าถึงการบาลานซ์ระหว่างความงามทางสถาปัตยกรรมและความเป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรม การออกแบบไม่ได้จำกัดเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนเส้นทางเดิน และบรรยากาศในแต่ละโซน เพื่อสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้กับผู้เข้าพัก ทั้งยังตั้งใจให้ทุกจุดสามารถเป็นมุมถ่ายรูปได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องพักหรือทางเดินเชื่อมต่อระหว่างอาคาร ทั้งหมดนี้ถูกคิดและปรับซ้ำหลายรอบ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ราบรื่นและน่าประทับใจที่สุด
แม้ป่าตองจะมีนักท่องเที่ยวหลากหลายจากทั่วโลก จีน รัสเซีย เยอรมนี และตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่ทำให้ Chateau Du Village แตกต่าง คือนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เลือกพักที่นี่ในสัดส่วนสูงกว่าที่คาดไว้ “มันคงเพราะชื่อโรงแรม Chateau และสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงยุโรปแบบคลาสสิก เลยดึงดูดชาวฝรั่งเศสแบบไม่ตั้งใจ” คุณพัทธนันท์ พิสุทธิ์วิมล กล่าว
ในขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าจากตะวันออกกลางอย่างดูไบ ซาอุดิอาระเบีย และ UAE ก็เริ่มเข้ามามากขึ้น สะท้อนว่าเสน่ห์ของ “ปราสาทกลางหมู่บ้าน” หลังนี้กำลังถูกพูดถึงในวงกว้างและหลากหลายวัฒนธรรม
เปิดหน้าต่างบานใหญ่ เติมเต็มแสงและลมในทุกพื้นที่พักผ่อน
อีกหนึ่งเรื่อง ในจุดที่คุณพัทธนันท์เล่าให้เราฟังคือเรื่องของ “หน้าต่าง”
“เราต้องการให้แสงเข้าถึงทุกห้อง ให้คนรู้สึกว่าพื้นที่นี้เชื่อมโยงกับภายนอก” เขาบอกว่า หลังจากพูดคุยกับทีมออกแบบ พวกเขาตัดสินใจเพิ่ม ‘หน้าต่างบานใหญ่’ เข้าไปในทุกยูนิตของอาคาร แม้ว่าโครงสร้างเดิมจะค่อนข้างจำกัดทางเลือก
หน้าต่างไม่ได้มีแค่บทบาททางกายภาพ เช่น ระบายอากาศ หรือเปิดรับแสง แต่ยังเป็น “จุดที่เชื่อมโลกในห้อง กับโลกภายนอก” ให้ความรู้สึกเหมือนได้พักผ่อนในบ้านมากกว่าอยู่ในโรงแรม“บางห้องมองเห็นต้นไม้ บางห้องมองเห็นเมือง หรือแม้แต่มุมของภูเขา” คุณพัทธนันท์กล่าว พร้อมเสริมว่า เขาอยากให้แต่ละห้องมี “มุมมองของตัวเอง” ซึ่งทำให้แขกที่มาพักรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ได้จริง ๆ
ด้วยความที่พื้นที่ภายใน Chateau Du Village ไม่มีล็อบบี้สูงโปร่งหรือคาเฟ่แฟนซีแบบโรงแรมหรูทั่วไป แต่กลับมี “สวนเล็ก ๆ และมุมนั่งเล่น” ที่เชื่อมต่อกับแต่ละยูนิตแบบไม่ขัดเขิน อาคารแต่ละหลังถูกจัดวางให้มีความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นแยกออกจากกันทั้งหมด ทำให้การเดินผ่านสวนหรือชานระเบียงของคนอื่น กลายเป็นประสบการณ์ร่วมที่อบอุ่น เหมือนอยู่ในหมู่บ้านจริง ๆ
ด้วยแนวคิดนี้ เขาและทีมจึงใช้ความเรียบง่ายเป็นแกนหลักในการออกแบบ เลือกใช้วัสดุที่เน้นความทนทาน และปล่อยให้บางส่วนของอาคารเล่าเรื่องราวของมันเอง เช่น ร่องรอยเดิมของคอนกรีต หรือพื้นผิวที่แสดงอายุของวัสดุอย่างซื่อสัตย์ “เราต้องยอมรับข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งโครงสร้างเดิม ขนาดห้อง การเดินระบบต่าง ๆ เราพยายามออกแบบให้พื้นที่ส่วนกลางกลมกลืนไปกับการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัย ไม่ใช่เพื่อโชว์ หรือสร้างภาพลักษณ์หรูหรา” คุณพัทธนันท์อธิบาย
ประตู และหน้าต่าง เครื่องมือบอกเล่าเรื่องราวและบุคลิกของงานออกแบบ
“โรงแรมนี้ต้องดูสวย และดูใหม่เสมอ แม้เวลาผ่านไปอีก 5 หรือ 10 ปี” คือโจทย์แรกเริ่มที่คุณพัทธนันท์ ผู้พัฒนาโครงการ Chateau Du Village ป่าตอง ถ่ายทอดไว้ในวันที่ติดต่อ TOSTEM เพื่อร่วมกันออกแบบประตูหน้าต่างของโรงแรมสไตล์ยุโรประดับ 4 ดาวแห่งนี้
คุณวิชา วรสายัณห์ Leader, Thailand ของ LHT Asia เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้เราฟัง พร้อมเล่าย้อนถึงความท้าทายที่ต้องรับมือ ทั้งจากสภาพอากาศของป่าตองซึ่งมีฝนตกแทบตลอดปี และความต้องการสร้างบรรยากาศเงียบสงบสำหรับแขกผู้เข้าพัก “ประตูหน้าต่างต้องกันน้ำได้ดี และกันเสียงได้ดีไม่แพ้กัน” คุณวิชาย้ำ พร้อมอธิบายว่าโจทย์เหล่านี้คือหัวใจที่ TOSTEM ใช้พัฒนาสินค้าและเลือกสเปกให้กับโครงการนี้
สองรุ่นที่ถูกเลือกมาใช้ภายในโครงการแห่งนี้คือ WE70 และ WE Plus โดยออกแบบให้ใช้เป็นประตูบานเลื่อนและหน้าต่างบานกระทุ้ง ซึ่งเหมาะกับทั้งสภาพอากาศและสไตล์ของอาคาร ทั้งยังมีการเพิ่มรายละเอียดอย่างคิ้วกระจกอะลูมิเนียมบาร์ เพื่อเสริมความคลาสสิกแบบยุโรปเข้าไปในดีไซน์อย่างมีชั้นเชิง
และอีกจุดเด่นอย่าง “สี Dusk Gray” สีพิเศษที่ TOSTEM พัฒนาขึ้นในวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ ได้แรงบันดาลใจจากแสงสุดท้ายของวัน สีฟ้าที่แทรกด้วยเฉดน้ำเงินบนท้องฟ้าในยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งกลายเป็นตัวแทนของความสงบ ทันสมัย และสง่างาม คุณสมบัติที่สอดคล้องกับตัวตน และสไตล์ของของโรงแรมอย่างสมบูรณ์แบบ
คุณวิชายังทิ้งท้ายกับเราว่า ประตูหน้าต่างคือส่วนสำคัญที่สามารถกำหนดภาพรวมของอาคารได้ ไม่ต่างจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่กำหนดโทนของห้องหนึ่งห้อง หรือเส้นสายของ facade ที่ชี้นำบุคลิกของทั้งโครงการ เพราะนอกจากหน้าที่พื้นฐานแล้ว การเลือกรุ่น สี และดีไซน์ ล้วนเป็นการเลือก “บุคลิก” ของสถาปัตยกรรมอย่างแท้จริง
แสดงให้เราเห็นว่า Chateau Du Village ไม่ใช่แค่ที่พักอีกแห่งที่เกิดขึ้นในป่าตอง แต่เป็นบทสนทนาใหม่ในเมืองท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปตลอดกาลหลังโควิด หน้าต่างบานใหญ่แต่ละบานไม่ใช่แค่ช่องเปิดของอาคาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของมุมมองที่เปิดกว้าง การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่พร้อมเปิดรับ และมอบประสบการณ์ที่ดีของการพักผ่อนแก่ผู้มาเยือนในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance